ชีเฆห์…ประเพณีรัญจวน 14 ธันวาคม 2019 – Posted in: People & Places – Tags: ,

เซ็กส์นอกสมรสถือเป็นอาชญากรรมตามกฎหมายประเทศอิหร่าน หากคนที่ไม่ได้แต่งงานกันมาอยู่ด้วยกันอาจจะโดนจับไปขังคุกทั้งคู่และมีสิทธิ์ถูกลงโทษด้วยการปาหินจนตายได้ แต่ในท่ามกลางข้อห้ามอันเคร่งครัดก็ยังมีข้อยกเว้นในรูปแบบของ “การสมรสชั่วคราว” ซึ่งเป็นประเพณีที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน เรียกว่าประเพณีชีเฆห์

Photo : A banquet of song and dance. Artist is Ibrahim Jabbar-Beik (1923-2002) from wikipedia

ในหนังสือเรื่อง “The Blood of Flowers-พรมสีเลือด” ซึ่งผู้เขียน อานิตา  อามีร์เรซวานี ใช้เวลาถึง 9 ปี ในการเรียงร้อยตัวอักษรที่สะท้อนชีวิตความเป็นอยู่ และวัฒนธรรมของชาวอิหร่านในศตวรรษที่ 17 ในหลากหลายแง่มุม ผ่านชีวิตหญิงสาวทอพรมไร้ชื่อ ซึ่งท้าทายต่อโชคชะตาเพื่อให้เธอได้เรียนทอพรมกับลุงซึ่งเป็นช่างทอพรมแห่งวังหลวงของพระเจ้าชาห์ อับบัส หนังสือเรื่องนี้ นอกจากจะสะท้อนให้เห็นความมหัศจรรย์ของพรมเปอร์เซียแล้ว ยังมีเกร็ดต่าง ๆ ในวัฒนธรรมอิหร่านที่เปิดเผยแง่มุมได้อย่างลุ่มลึก ไม่ว่าจะเป็น “ฮัมมัม” โรงอาบน้ำสาธารณะอันเป็นสถานที่ที่ผู้หญิงสามารถเปิดเผยเรือนร่างและความลับส่วนตัว สถาปัตยกรรมอันงดงาม ความละเมียดละไมในผืนพรม โต๊ะอาหารที่ละลานตา รวมถึงประเพณีชีเฆห์ ที่สืบทอดยาวนานมาจนถึงปัจจุบัน

Photo : Gustav Bauernfeind from www.artandantiquesmag.com

ย้อนไปในประวัติศาสตร์ นักจาริกแสวงบุญชาวมุสลิมนิกายชิอะห์ที่จาริกไปยังเมืองศักดิ์สิทธิ์เช่นกุมหรือเมเชดนั้น เกิดมีความต้องการทางเพศในระหว่างเดินทาง เพื่อมิให้ผิดหลักทางศาสนาที่ห้ามมิให้มีเพศสัมพันธ์กับสตรีนอกสมรส การชีเฆห์จึงเกิดขึ้นและเป็นที่ยอมรับมาเป็นเวลาหลายร้อยปี โดยในทางปฏิบัติ ‘ชาย’…ที่ยังโสดหรือแต่งงานแล้ว จะเซ็นสัญญาแต่งงานกันชั่วคราว กับ ‘หญิง’… ที่ยังไม่ได้แต่งงาน ส่วนจะเป็นหญิงโสด หย่าร้าง หรือเป็นหม้ายก็ได้ ซึ่งทั้งสองฝ่ายจะตกลงกันในระยะเวลาและจำนวนเงินที่ฝ่ายชายจะจ่ายให้ฝ่ายหญิง

ตามประเพณีอิหร่านนั้นฝ่ายหญิงต้องหาเงินมาสู่ขอฝ่ายชาย แต่ด้วยความยากจนข้นแค้น ทำให้หญิงทอพรมจากบ้านนอกซึ่งเป็นตัวละครเอกในเรื่อง “พรมสีเลือด” ไม่สามารถจะหาสินสอดมาสู่ขอชายที่เหมาะสม เธอจึงต้องจำใจเข้าพิธีแต่งงานแบบชั่วคราวกับพ่อค้าม้าผู้มั่งคั่งที่สูญเสียภรรยาคนแรกไปเพราะโรคร้าย ซึ่งป้าของเธอพยายามโน้มน้าวแม่ให้เห็นคล้อยตามโดยให้เหตุผลว่า

“ลูกสาวเจ้ากับเฟเรย์ดูนเพียงแต่ต้องไปพบมุลลอฮ์ (ครูสอนศาสนาอิสลาม) เพื่อทำให้ทุกอย่างถูกระเบียบเท่านั้น…อย่าลืมว่าชีเฆห์นั้นต่ออายุได้ ถ้าลูกสาวเจ้าทำให้เฟเรย์ดูนพอใจ เขาจะจ่ายเงินตามที่ได้ตกลงกัน เขายังอาจจะให้ของขวัญเธอเป็นเพชรนิลจินดาหรือกระทั่งบ้านสักหลัง ถ้าลูกสาวเจ้าโชคดีและฉลาด พันธะสัญญานี้จะสร้างความมั่งคั่งให้เจ้าได้”

Photo : La grande piscine de Brousse / The harem bath, 1885 by Jean-Léon Gérôme (1824–1904)

แม้เป็นเพียงแค่การแต่งงานชั่วคราวที่ดำเนินไปบนข้อตกลงที่มีเงินเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน แต่เจ้าสาวก็ต้องเตรียมตัวให้พร้อมทุกอณูขุมขน โดยผู้ชำนาญการด้านนี้เรียกว่า “โฮมา” หรือคุณยายคุณป้าประจำ “ฮัมมัม” นั่นเอง เธอจะทำหน้าที่ขัดสีฉวีวรรณ โดยใช้ “ครีมสีมะนาวกลิ่นเปรี้ยว” พอกบนแขนและขาเหมือนการแว็กซ์ขนในปัจจุบัน เพื่อให้ผิวเรียบเนียนน่าลูบไล้ จากนั้นจึงวาดลวดลายเฮ็นน่าบนฝ่ามือ ฝ่าเท้า อันเป็นธรรมเนียมที่เจ้าสาวทุกคนต้องทำ ต่างกันตรงที่การแต่งงานแบบชีเฆห์นั้นจำต้องถูกเก็บไว้เป็นความลับ ไม่อาจจะเปิดเผยให้ใครรู้ได้

Photo : Traditional Iranian wedding ceremony depicted in a teahouse painting by Abbas Boloukifar from www.radiozamaneh.com

แทนที่จะมีพิธีเฉลิมฉลองการวิวาห์เป็นเวลาสามวันสามคืนตามธรรมเนียมการแต่งงานในชนบทอิหร่าน แต่การแต่งงานแบบชีเฆห์นั้น ทำได้แค่เตรียมตัวเจ้าสาวให้สวยที่สุดและหอมที่สุด โดยอบร่ำเสื้อผ้าและส่วนสงวนด้วยกลิ่นหอมของกำยาน ดังตอนหนึ่งในเรื่องที่บรรยายไว้ว่า

“แม่พาฉันไปที่กระถางธูปหอม ให้ฉันยืนคร่อมมันเพื่ออบเสื้อผ้าให้หอม ‘แล้วก็ทุกอย่างที่อยู่ข้างใน’ กลิ่นหอมแรงของธูปครอบคลุมความคิดฉันและทำให้ฉันวิงเวียนอีกครั้ง”

จากนั้นแม่ของเจ้าสาวก็นำเธอไปส่งที่เรือนหอของเจ้าบ่าวตามวันเวลาที่นัดหมายกันไว้ การรอคอยเจ้าบ่าวปรากฏกายเแม้เพียงไม่กี่นาทีก็ดูยาวนานจนเธอใจระทึก อานิตา  อามีร์เรซวานี ได้สอดแทรกการบรรยายฉากภายในบ้านของเจ้าบ่าว ที่ทำให้เราได้เห็นว่า “พรม” มีความงดงามเพียงไร เมื่ออยู่ในบ้านของชาวอิศฟาฮานในศตวรรษที่ 17

Photo : www.hurriyetdailynews.com

“ห้องนั้นดูเหมือนหีบสมบัติ ในผนังห้องมีช่องเว้าอยู่หลายช่อง เขียนลายดอกฝิ่นสีส้มและดอกไม้สีเทอร์คอยซ์ เพดานประดับลายดวงอาทิตย์ที่มีรัศมีพวยพุ่งเหมือนลายพรม เพียงแต่สลักบนปูนปลาสเตอร์แทนและฝังด้วยกระจกเงาชิ้นเล็ก ๆ ซึ่งส่องแสงวิบวับเหมือนดวงดาว พรมไหมลายดอกไม้งามประณีตปูพื้นห้อง พรมประดับผืนเล็กกว่าสองผืนลายนกน้อยร้องเพลงด้วยกันบนต้นไม้ที่ดอกสะพรั่งแขวนอยู่บนผนัง มันล้ำค่าเกินกว่าจะถูกเหยียบย่ำ มีชามหลายใบพูนด้วยแตง องุ่น และแตงกวาผลเล็กกับคนโทสูงใส่น้ำกับเหล้าองุ่นแดงวางอยู่ในที่มือเอื้อมถึง”

การเปิดตัวเจ้าบ่าวพร้อมความอลังการของโต๊ะอาหารมื้อแรกของวันหลังจากการละศีลอดในช่วงเดือนรอมฎอน เป็นอีกฉากที่ชวนให้ผู้อ่านจินตนาการได้ถึงกลิ่นของอาหาร เครื่องเทศ ที่หอมอบออลไปทั่ว เจือบรรยากาศอีโรติกจาง ๆ ในอากาศ

Photo : www.wikisemnan.com

“เสียงปืนใหญ่ดัง และภายในนาทีนั้นประตูห้องก็เปิด เฟเรย์ดูนเดินเข้ามา ตามด้วยคนรับใช้ครึ่งโหล ที่ถือถาดอาหารควันโขมง….คนรับใช้สองคนกางผ้าปูออกตรงหน้าเรา ขณะที่คนอื่นๆ วางถาดอาหารที่มีเพียงพอสำหรับเลี้ยงคนยี่สิบคนจากนั้นก็ทำความเคารพแล้วถอยออกไป”

“เขาฉีกขนมปังชิ้นหนึ่ง ตักเนื้อแกะกับข้าวที่หุงกับดิลแล้วส่งให้ฉัน…ฉันรับอาหารจากปลายนิ้วเขาแล้วเอาใส่ปาก…เรามีไก่ต้มสองตัว สะโพกแกะย่างหนึ่งชิ้น ข้าวหุงกับถั่วฟาวาและหัวหอม ข้าวหวานที่หุงกับดอกคำฝอยและบาร์เบอร์รี่ เปลือกส้มและน้ำตาล…ฉันกินไม่ได้มาก แต่เฟเรย์ดูนกินทุกอย่างเต็มที่เช่นคนในฐานะเขาจะกิน…เขาจะหยุดและส่งอาหารให้ฉันเป็นระยะเหมือนที่บ้าน”

Photo : ForumBiodiversity.com

แม้หญิงทอพรมจะไม่ประสาในลีลาแห่งรัก แต่ไม่นานนักเธอก็เริ่มเรียนรู้ว่าการแต่งงานชั่วคราวครั้งนี้ มีความหมายต่ออนาคตของเธอเป็นอย่างยิ่งเพราะเมื่อหญิงสาวชาวอิหร่านได้สูญเสียความบริสุทธิ์ของเธอไปแล้ว เท่ากับว่าโอกาสที่จะได้แต่งงานเป็นภรรยาถาวรที่มีหน้ามีตาในสังคมก็หลุดลอยไป เธอจึงต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้ “สามีชั่วคราว” ต่อสัญญาซึ่งนับว่าเป็นความเจ็บปวดไม่น้อยสำหรับลูกผู้หญิงที่เด็ดเดี่ยวพอที่จะเลือกเป็นหญิงทอพรม มากกว่าจมอยู่ในครัวเฉกเช่นผู้หญิงทั่วไปในอิหร่าน

ว่ากันว่า ‘ชีเฆห์’ หรือการแต่งงานชั่วคราวนี้เป็นการควบคุมเพื่อไม่ให้มีโสเภณีในสังคม ชายหนึ่งคนจะมีเมีย ‘ชีเฆห์’ กี่คนก็ได้ แต่หญิงจะมีได้คราวละหนึ่งคนเท่านั้น และเมื่อจบ ‘ชีเฆห์’ กับชายคนหนึ่งแล้วต้องรออีกสามเดือนหรือมีรอบเดือนสองครั้งแล้วจึงจะมีใหม่ได้ ทั้งนี้เพื่อจะได้รู้ว่าใครเป็นพ่อเด็ก หากเกิดการตั้งครรภ์

Photo : Franz Bohumil Doubek 1865-1952 from orientalismblog.wordpress.com/

ถึงวันนี้ประเพณี ‘ชีเฆห์’ ก็ยังคงอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่ผู้ที่นับถือศาสนาอิสลาม นิกายชีอะห์ แต่ทว่าในบริบทของสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป มีนักศึกษาในอิหร่านหลายคนที่ไม่เห็นด้วยกับประเพณีนี้ โดยกล่าวว่าธรรมเนียมเช่นนี้เป็นแค่ข้ออ้างในการหาทางออกในเรื่องเพศให้กับเหล่าบุรุษผู้เคร่งศาสนา หรือเป็นแค่การทำให้ “การกระทำทางเพศเป็นเรื่องที่ถูกต้องทางกฎหมาย” แต่ถ้าจะกล่าวว่าการชีเฆห์นั้นไม่ต่างจากการค้าประเวณี ก็อาจจะมีส่วนถูกเพียงแค่ครึ่งเดียวเท่านั้น

เมื่อเราเข้าใจบริบทของสังคมที่แตกต่างกัน และเข้าใจถึงเบื้องหลังความหมายของ “ประเพณีชีเฆห์” ซึ่งมีมาแต่โบราณ ย่อมทำให้การอ่านหนังสือ “พรมสีเลือด” ได้อรรถรสมากยิ่งขึ้น เพราะทุกแห่งในโลกย่อมมีวัฒนธรรมที่แตกต่างในแบบฉบับของตนเอง และนั่นคือเสน่ห์ของหนังสือที่ทำให้เราได้เห็นโลกกว้างยิ่งขึ้น

Photo : Charles Robertson (British, 1844-1891), A Carpet Seller, Cairo from http://islamicartsmagazine.com/

การทอพรมเปอร์เซียต้องอาศัยความละเอียด ละเมียด ละมุน ละไม ฉันใด การที่ อานิตา  อามีร์เรซวานี ใช้เวลาถึง 9 ปี เพื่อเขียนหนังสือ “The Blood of Flowers-พรมสีเลือด” ก็อาศัยการผูกปมตัวหนังอักษรที่ต้องใช้ทั้งความทุ่มเท การศึกษาค้นคว้า และการถ่ายทอดที่ละเอียดอ่อนฉันนั้น

The Blood of Flowers-พรมสีเลือด” เป็นหนังสือต้องห้ามในประเทศอิหร่าน และในประเทศที่นับถือศาสนาอิสลามหลายประเทศด้วยเหตุผลหลายประการ แต่ถ้าหากคุณใช้หัวใจอ่าน…คุณจะพบอัญมณีที่ส่องประกายแวววับจับใจในทุกบรรทัดจนเป็นที่น่ายินดีสำหรับมิตรรักนักอ่าน ที่ได้มีโอกาสหยิบหนังสือเล่มนี้มาเสพด้วยความรื่นรมย์

คลิกสั่งซื้อ “พรมสีเลือด” ได้ที่นี่

อ่านบทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ คลิกที่นี่

https://www.sanskritbook.com/category/story/

มองโกเลียหลังม่านเหล็ก

มองโกล ชีวิตใต้ผืนฟ้าอันเป็นนิรันดร์

ชะตากรรมญี่ปุ่นอพยพ

 

« อุ้มหายไปในโสมแดง
วิธี Reset Password สำหรับสมาชิกเดิม »