Click to Sanskrit Homepage
   สินค้าในตะกร้า (จำนวน 0 เล่ม) check out
search
my lines

 

my bookmark

ข้อมูลหนังสือ

สงครามและความรัก

ผู้แต่ง :
ผู้แปล :
ราคา 350  บาท 


add to cart



 

 

เรื่องย่อ


ผู้สื่อข่าวชาวอังกฤษ ถ่ายทอดเรื่องของพ่อที่ทำงานสถานทูตในรัสเซียพบรักกับแม่ที่เป็นสาวรัสเซีย แต่ทางการรัสเซียเนรเทศพ่อออกนอกประเทศทันที

ทดลองอ่าน


กลางแดนดินดำเมืองเชียร์นีกอฟแห่งรัฐยูเครน ในห้องใต้ดินของอดีต
กองบัญชาการเคจีบี 2 มีแฟ้มเอกสารหนาหนักราวสามปอนด์วางอยู่บนหิ้ง
ปกกระดาษแข็งสีน้ำตาลเปื่อยยุ่ยไปแล้ว ในแฟ้มมีกระดาษร้อยเรียงไว้
เป็นระเบียบตามลำดับหมายเลขเอกสาร ชื่อแฟ้มคือ “บอรีส ลโววิช บีบีคอฟ”
คุณตาของผม ชื่อนั้นเขียนไว้ด้วยตัวเขียนประดิดประดอย หัวเรื่องใต้ชื่อเป็น
ตัวพิมพ์ดีด “ลับสุดยอด กรมกิจการภายในแห่งประชาชน องค์กรทรอตสกี
ฝ่ายขวาต่อต้านโซเวียตในยูเครน” 3
    ในแฟ้มเป็นประวัติของตา ร่ายเรียงตั้งแต่ตอนยังมีชีวิต จนถึงวันที่ถูกประหารด้วยน้ำมือตำรวจลับของสตาลิน 4 เมื่อปลายฤดูร้อนย่างฤดูใบไม้ผลิ ปี 1937 หลังจากตาเสียชีวิตไปแล้วห้าสิบแปดปี ผมจึงได้เห็นแฟ้มนั้น ในห้องทึบทึมทรุดโทรมที่เมืองเคียฟ แฟ้มหนาหนักอึ้งอยู่บนตักผม เป็นก้อนกระดาษบวมๆ ส่งกลิ่นฉุนแสบจมูกจางๆ ดูลึกลับชวนขนลุก
    เอกสารส่วนใหญ่ในแฟ้ม เป็นแบบฟอร์มแผ่นบางๆ ของทางการบางแห่งเป็นรูเพราะถูกแป้นพิมพ์ดีดกระแทกจนทะลุ มีเศษกระดาษที่หนากว่าแทรกอยู่บ้างประปราย ท้ายแฟ้มเป็นกระดาษธรรมดาหลายแผ่น เขียนด้วยลายมือของตาเต็มหน้า เป็นคำรับสารภาพว่า ตาเป็นศัตรูของประชาชน เอกสารชิ้นที่เจ็ดสิบแปดเป็นใบตอบรับว่า เจ้าตัวได้อ่านและเข้าใจคำสั่งของศาลลับในเคียฟซึ่งลงมติตัดสินประหารชีวิตแล้ว  ลายเซ็นหวัดๆ นั้นคือการกระทำสุดท้ายบนโลกใบนี้ของตา ที่ได้รับการบันทึกไว้ เอกสารชิ้นสุดท้าย เป็นใบแจ้งที่ทำโรเนียวไว้อย่างขอไปที ยืนยันว่า คำสั่งประหารดำเนินการเรียบร้อยแล้ว ในวันรุ่งขึ้น นั่นคือ วันที่ 14 ตุลาคม 1937 พร้อมลายเซ็นชุ่ยๆ ของเพชฌฆาตกำกับไว้ และในเมื่อเจ้าหน้าที่ผู้จัดเก็บเอกสารทุกชิ้นอย่างถ้วนถี่ แต่กลับไม่ใส่ใจที่จะบันทึกว่า ร่างของตาถูกฝังไว้ ณ ที่ใด กระดาษปึกนี้จึงอาจเปรียบเป็นอัฐิของตาบอรีสก็ว่าได้

ในห้องใต้หลังคาของบ้านเลขที่ 7 ถนนอัลเดอร์นีย์ เขตพิมลิโก กรุงลอนดอนมีหีบโบราณแสนสวยอยู่ใบหนึ่ง บนฝาหีบมีตัวหนังสือสีดำ เขียนด้วยลายมือตัวบรรจงว่า “ดับเบิลยู.เอช.เอ็ม. แมทธิวส์ วิทยาลัยเซ็นต์แอนโธนี อ๊อกซฟอร์ด АНГЛИА” 5 ในนั้นบรรจุเรื่องราวความรักไว้เรื่องหนึ่ง
    ภายในหีบ คือจดหมายรักนับร้อยฉบับของพ่อกับแม่ผม จัดเรียงตามวันที่ไว้อย่างเป็นระเบียบ เริ่มในเดือนกรกฎาคม ปี 1964 จบลงในเดือนตุลาคม ปี 1969 หลายฉบับเป็นกระดาษแอร์เมลบางๆ ส่วนฉบับอื่นๆ เขียนด้วยกระดาษสีขาวธรรมดา ครึ่งหนึ่งเป็นจดหมายที่ ลุดมีลา บีบีโควา 6 แม่ของผมเขียนถึงพ่อ ลายมือประณีตแบบลายมือผู้หญิง  ส่วนจดหมายที่พ่อส่งถึงแม่จะพิมพ์ดีด เพราะพ่อชอบเก็บสำเนาจดหมายที่พ่อส่งถึงทุกคน แต่ท้ายจดหมายทุกฉบับ เหนือลายเซ็นเล่นลวดลายของพ่อ จะมีข้อความเขียนด้วยลายมือ หรือบางทีก็เป็นรูปวาดรูปเล็กๆ น่ารัก ตัวอักษรที่พ่อเขียนนั้นชิดติดกัน ตัวตรง เป็นอักขระซีริลลิคที่ถูกต้องสมบูรณ์
    พ่อกับแม่ของผมถูกสงครามเย็น7 พรากจากกันเป็นเวลากว่าหกปี ช่วงนั้น ทั้งสองเขียนถึงกันทุกวัน บางทีวันละสองฉบับ จดหมายของพ่อจะส่งจากน็อตติงแฮม อ๊อกซฟอร์ด ลอนดอน โคโลญ เบอร์ลิน ปราก ปารีส มาร์ราเกช อิสตันบูล นิวยอร์ก  ส่วนจดหมายแม่ส่งจากมอสโก เลนินกราด และจากดาชา 8 ของครอบครัวที่วนุกกาวา จดหมายเหล่านี้เขียนเล่าละเอียดยิบ ทั้งเรื่องความรู้สึกนึกคิดและการกระทำในชีวิตประจำวันของพ่อกับแม่ พ่อโดดเดี่ยวอยู่ในห้องเช่าที่เปลี่ยวเหงา ในคืนหมอกหนาที่เมืองน็อตติงแฮม นั่งพิมพ์จดหมายเล่าถึง
แกงเผ็ดที่กินเมื่อมื้อเย็น หรือการถกเถียงทางวิชาการเล็กๆ น้อยๆ แม่ซึมเศร้าอยู่ในห้องเล็กๆ ใกล้ถนนอาร์บัท 9 เมืองมอสโก เขียนถึงการพูดคุยกับเพื่อนๆ ระบำบัลเลต์ที่ได้ไปชม หรือหนังสือที่กำลังอ่าน
    บางครั้ง สิ่งที่ทั้งคู่คุยกันในจดหมายเป็นเรื่องส่วนตัวมาก จนคนอ่านรู้สึกเหมือนกำลังรุกล้ำพื้นที่ส่วนตัวของคนเขียน บางครั้ง ความเจ็บปวดจากการต้องพรากจากกันนั้นรุนแรง จนแผ่นกระดาษเหมือนจะสั่นสะท้านไปด้วย สองหนุ่มสาวคุยกันถึงเหตุการณ์เล็กๆ น้อยๆ ในช่วงเวลาไม่กี่เดือนที่ได้อยู่ด้วยกัน ในมอสโก การพูดคุยเดินเล่นด้วยกันช่วงฤดูหนาวและฤดูใบไม้ผลิ เมื่อปี 1964 ซุบซิบถึงเพื่อนที่ทั้งคู่รู้จัก อาหารที่ทาน ภาพยนตร์ที่ดู แต่เหนือสิ่งอื่นใด จดหมายนั้นอัดแน่นไปด้วยความรู้สึกสูญเสีย ความว้าเหว่เดียวดาย และ
ความรักอันยิ่งใหญ่จน “อาจเคลื่อนขุนเขาและพลิกโลกได้” นั่นเป็นถ้อยคำของแม่  ทว่า แม้จดหมายจะซ่านไปด้วยความรวดร้าว แต่ผมกลับคิดว่า เนื้อความนั้น พรรณนาถึงช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุดในชีวิตของพ่อกับแม่
    ผมนั่งพลิกดูจดหมายแต่ละฉบับอยู่บนพื้นห้องใต้เพดาน มันเป็นห้องเก็บของใต้ชายคาบ้าน เป็นห้องนอนในยามเด็กของผมถึงสิบแปดปี เคยได้ยินเสียงพ่อแม่ทะเลาะกันลอยขึ้นบันไดมาเป็นครั้งครา หีบใส่กองจดหมายนั้นวางอยู่ใกล้ๆ ไม่ถึงหลา ผมตระหนักได้ว่า ที่นี่เองที่ความรักของทั้งสองสถิตอยู่ “จดหมายแต่ละฉบับคือเสี้ยวหนึ่งของวิญญาณเรา มันจะต้องไม่สูญหาย” แม่รำพันไว้ในจดหมาย ในช่วงแห่งความระทมทุกข์เดือนแรกๆ “จดหมายเธอนำพาเศษเสี้ยวของเธอมาสู่ฉัน – ชีวิตเธอ ลมหายใจเธอ หัวใจเธอที่เต้นร่ำ” ทั้งสอง
ได้ปล่อยให้วิญญาณของตนทะลักล้นลงบนหน้ากระดาษนับรีม ปล่อยให้ความเจ็บปวด ความปรารถนา และความรักท่วมท้นแผ่นกระดาษที่ต่อเนื่องเหมือนห่วงโซ่แทบไม่ขาดตอน ตลอดระยะเวลาหกปี ครวญคร่ำข้ามยุโรปยามรัตติกาล ด้วยรถไฟไปรษณีย์ “ขณะที่จดหมายของเราเดินทางไปนั้น ความมหัศจรรย์ได้ก่อตัวขึ้น สร้างพลังให้กับแต่ละฉบับ” แม่พรรณา “ทุกบรรทัดคือโลหิตแห่งดวงใจฉัน ซึ่งรินหลั่งออกมาได้ไม่มีวันสิ้นสุด” ทว่า เมื่อถึงเวลาที่พ่อกับแม่ได้พบกันอีกครั้ง ทั้งสองพบว่า ความรักนั้นแทบจะไม่มีเหลืออยู่แล้ว ด้วยถูกแปรเป็น น้ำหมึกไปสิ้น แปลงเป็นถ้อยอักษรบนแผ่นกระดาษนับพัน ซึ่งบัดนี้ถูกพับเก็บไว้อย่างดีในหีบเก่าๆ ที่ห้องใต้หลังคาของบ้านทาวน์เฮาส์หลังหนึ่งในกรุงลอนดอน


คนเราเชื่อกันว่า เราคิดด้วยจิตใจที่มีเหตุมีผล  แต่ในความเป็นจริง เราคิดด้วยเลือดในกายต่างหาก และในมอสโก ผมพบเลือดรายรอบตัว ผมใช้ชีวิตในรัสเซียหลายปีเมื่อตอนเริ่มเป็นผู้ใหญ่ หลายครั้งหลายคราในช่วงนั้น ผมได้พานพบประสบการณ์ ซึ่งเป็นรากเหง้าหล่อหลอมความเป็นพ่อกับแม่ที่ผมรู้จัก ชีวิตผมเหมือนถูกตามหลอกหลอนด้วยชีวิตแบบที่พ่อกับแม่เคยมี ในเมืองที่ผมเคย
เชื่อว่า เต็มไปด้วยความใหม่ ความทันสมัย ทว่า มีหลายสิ่งที่ยังคงเดิมไม่เปลี่ยนแปลงเลย ไม่ว่าจะกลิ่นอับๆ ของผ้าขนสัตว์ชื้นๆ ในรถไฟใต้ดินในฤดูหนาว หรือยามค่ำคืนในวันฝนพรำตามถนนที่เงียบสงัด ซึ่งแยกจากอาร์บัทถนนสายหลัก ใต้เงาตะคุ่มของอาคารกระทรวงต่างประเทศ ดูคล้ายเรือเดินสมุทรที่ติดอยู่กลางหมอก หรือแสงระยิบของเมืองไซบีเรีย ราวหมู่เกาะกลางพงไพร ยามมองจากหน้าต่างเครื่องบินลำเล็กที่โคลงเคลงอยู่เบื้องบน หรือกลิ่นลมทะเลที่ท่าเรือตัลลินน์ และสุดท้ายคือ ความประจักษ์แจ้งในบัดดล ตอนผมกำลัง
จะลาจากมอสโก ที่ว่า ผู้หญิงคนเดียวที่ผมรักอย่างแท้จริงตลอดชีวิตที่ผ่านมา คือผู้หญิงคนนี้ คนที่นั่งอยู่ข้างผมที่โต๊ะในครัว ในอพาร์ตเมนต์ย่านอาร์บัท ท่ามกลางหมู่เพื่อนฝูง อบอวลด้วยควันบุหรี่และถ้อยสนทนา
    กระนั้น รัสเซียที่ผมได้ไปใช้ชีวิตอยู่ ต่างกันมากจากรัสเซียที่พ่อแม่ผมเคยรู้จัก รัสเซียของทั้งสองเป็นสังคมที่ถูกควบคุมอย่างเข้มงวด ที่ซึ่งความคิดแปลกแยกจากแบบแผนของทางการถือเป็นอาชญากรรม ที่ซึ่งทุกคนรู้ทุกเรื่องราวความเป็นไปของเพื่อนบ้าน ที่ซึ่งส่วนรวมจะตราหน้าใครก็ตามที่หาญกล้าท้าทายธรรมเนียมปฏิบัติ ส่วนรัสเซียของผมเป็นสังคมที่เคว้งคว้างไร้จุดหมาย ระหว่างเจ็ดสิบปีภายใต้การปกครองของโซเวียต ชาวรัสเซียได้สูญเสียวัฒนธรรม ศาสนา และพระเจ้าของตนไปเกือบสิ้น และคนจำนวนมากได้เสียสติไปด้วย ทว่า อย่างน้อยที่สุด รัฐโซเวียตก็ได้มอบลัทธิความเชื่อที่ชัดเจน และกฎระเบียบที่เข้มงวด ชดเชยให้กับสุญญากาศทางความคิด รวมถึงเลี้ยงดูประชาชน สั่งสอน ให้เสื้อผ้า กำกับชีวิตผู้คนตั้งแต่เกิดจนตาย และที่สำคัญที่สุดคือ รัฐทำหน้าที่นึกคิดให้พวกเขาด้วย สำหรับพวกคอมมิวนิสต์ หรือคนอย่างคุณตาของผม ได้พยายามสร้างมนุษย์พันธุ์ใหม่ขึ้น ลบความเชื่อเดิมของประชาชนทิ้งหมด แล้วเติมหน้าที่พลเมือง ความรักชาติ และความว่านอนสอนง่าย กลับเข้าไปในหัวของผู้คน  ครั้นอุดมการณ์คอมมิวนิสต์ถูกกระชากทิ้งไป หลักศีลธรรมยุคทศวรรษ 50 ที่ล้าสมัยก็พาลอันตรธานไปพร้อมกัน หายลงสู่หลุมดำที่ซึ่งความเชื่อทั้งหลายถูกโยนทิ้ง ผู้คนหันไปให้ความเลื่อมใสจากผู้เยียวยาทางโทรทัศน์ ศรัทธาในลัทธิหลายหลากของญี่ปุ่นที่เชื่อในวันโลกาวินาศ เปิดใจรับแม้กระทั่งพระเจ้าองค์เดิมของออร์ทอดอกซ์ 10 ผู้ไม่ทรงยินดีหากสาวกหันไปมีศรัทธาอื่น แต่ที่รุนแรงกว่าความเชื่อใดๆ ที่ชาวรัสเซียได้ค้นพบคราวนี้คือ ลัทธิสุญนิยมอย่างสุดโต่ง 11 เพราะจู่ๆ ทุกกฎระเบียบ ทุกข้อจำกัด ก็สูญไปสิ้น ทุกสิ่งล้วนทำได้ ขอเพียงมีความกล้าและบ้าบิ่นพอที่จะแย่งชิงเอาทุกอย่างซึ่งตนต้องการมาเป็นเจ้าของ
    สิ่งที่พบอยู่เกลื่อนกล่นคือเถ้าถ่าน ส่วนนกเพลิงฟีนิกซ์ 12 ที่กลับมาจุติจากเถ้าถ่านนั้นมีน้อยเหลือเกิน จะมีก็เพียง นาร็อด – ประชาชน ซึ่งถดถอยเก็บตัว กลับสู่กิจวัตรตามเดิม ไม่ใส่ใจแรงสั่นสะเทือนที่เขย่าโลกของตน คิดแต่เรื่องงาน โรงเรียน รถยนต์ โทรทัศน์ ดาชา ที่ดินทำกิน ไส้กรอกกับมันฝรั่งสำหรับอาหารเย็น  รัสเซียหลังการล่มสลายมักชวนให้ผมนึกถึงเขาวงกต ที่เต็มไปด้วยหนูทดลอง
ที่ติดอยู่ในการทดลองที่ถูกโยนทิ้งไปแล้ว แต่มันยังคงเอาจมูกดุนขวดน้ำหวานหลุนๆ ไปอีกนาน หลังจากที่นักวิทยาศาสตร์ได้ปิดไฟย้ายไปจุดอื่นแล้ว
    ปัญญาชนรัสเซียบางกลุ่มบอกว่า นี่คือ เรโวลุตซียา เว ซอสนานีอิ – การปฏิวัติในจิตสำนึก แต่นั่นไม่ใช่คำอธิบายที่ดีเลย มันไม่ได้เป็นการปฏิวัติจริง เพราะมีคนเพียงส่วนน้อยที่ได้เลือก หรือรู้จักคิดที่จะไขว่คว้าสร้างตัวขึ้นอีกครั้ง ปรับตัวเข้ากับโลกใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง คนส่วนใหญ่ที่เหลือ มันเหมือนการปะทุเงียบๆ อยู่ภายในมากกว่า เหมือนดอกเห็ดบานที่พลันเหี่ยวเฉา โอกาสในชีวิตที่พลันหดหาย มันไม่ใช่การปฏิวัติ เป็นก็แต่เพียงการถอยจมลง
สู่ความยากไร้และความสับสน

เวลาส่วนใหญ่ที่ผมอยู่รัสเซีย ผมรู้สึกเหมือนตัวเองอยู่ในเรื่องราวที่ไร้เค้าโครง  เป็นเพียงภาพสไลด์ลวงตา ที่เคลื่อนเลื่อนไป แปรเปลี่ยนตลอดเวลา ตามแต่ที่กรุงมอสโกจะฉายลงบนชีวิตผม ตามแต่ที่ผมอยากเห็น  ทว่า แท้จริงแล้ว สำนึกลึกๆ ในสายเลือดต่างหาก ที่คอยโยงใยรัดรึงผมไว้ โดยที่ผมไม่รู้ตัว
    ผมเดินทางสู่มอสโกเพื่อหนีจากพ่อแม่ แต่กลับได้ไปพบกับทั้งสองที่นั่น  เป็นเวลานานทีเดียวที่ผมไม่ได้ตระหนักถึงจุดนี้ หรือที่จริงคือ ปฏิเสธไม่ยอมรับรู้  นี่คือเรื่องราวเกี่ยวกับรัสเซียและครอบครัวผม  เกี่ยวกับดินแดนที่สร้างเราปลดปล่อยเราเป็นอิสระ ให้แรงบันดาลใจเรา และเกือบจะทำลายเราด้วยท้ายที่สุดแล้ว นี่คือเรื่องราวแห่งการหลีกหนี เรื่องราวการหลบหนีจากรัสเซียของครอบครัวผม ทั้งที่เราทุกคน แม้กระทั่งพ่อผม ซึ่งเป็นชาวเวลส์ ที่ไม่มีเลือดรัสเซียเลย หรือแม้กระทั่งผม ที่เติบโตขึ้นในอังกฤษ ยังคงนำความเป็นรัสเซีย
ติดตัวไปทุกหนแห่ง คล้ายพิษไข้ที่ฝังลึกในสายเลือด