Click to Sanskrit Homepage
   สินค้าในตะกร้า (จำนวน 0 เล่ม) check out
search
my lines

 

my bookmark

ข้อมูลหนังสือ

ผมชื่อ...หลิวอ้าย

ผู้แต่ง :
ผู้แปล :
ราคา 330  บาท 


add to cart



 

 

เรื่องย่อ


     “ผมดูเขายิงเป้าตั้งแต่ 8ขวบ มันเป็นวันที่สนุกที่สุด พวกนักโทษประหารจะยืนบนท้ายรถบรรทุกโกนหัวโล้น หน้าแดงแจ๋” ชีวิตอิงเรื่องจริงของหลิวอ้ายที่เกิดในยุคปฏิวัติวัฒนธรรม เขาเติบโตมากับความรุนแรงที่ถือเป็นเรื่องธรรมดา  หลิวอ้ายหลงใหลภาษาอังกฤษ เพราะเขาได้รู้จักโลกกว้างที่มีอารยธรรมผ่านภาษานี้
 

ทดลองอ่าน


ฤดูใบไม้ผลิปีนั้น คงจะราวเดือนพฤษภาคม เมืองอูหลู่มู่ฉี
เริงร่าอยู่ในแสงแดดเรืองรองที่ส่องลงมาจากยอดเขาเทียนซัน  ผมลอยเข้าห้องเรียนทางหน้าต่าง    เหมือนเกล็ดหิมะที่ลอยล่องเต็มฟากฟ้า
แล้วนั่งลงบนเก้าอี้ริมหน้าต่าง มองหิมะและแสงแดดข้างนอก  อูหลู่มู่ฉี
ก็เป็นเช่นนี้ แสงแดดกับหิมะจะสาดเข้าใส่คุณพร้อมๆ กัน ยิ่งถ้า
เป็นเดือนพฤษภาคมในฤดูใบไม้ผลิ เมื่อคนต่างถิ่นอย่างพวกคุณที่คิดว่าตัวเองรู้จักทุกอย่างดี ได้ชมดอกท้อและท้องทุ่งกันจนเบื่อแล้ว
    ไม่มีใครร้องบอกให้เรายืนขึ้น เมื่ออาจี๋ไท่เดินเข้ามาในห้องเรียน พวกเราเหมือนแมลงที่เริงร่าตามท้องทุ่งริมแม่น้ำ ไม่ทันสังเกตเห็นเธอ  เธอก้าวเข้ามาสองสามก้าว ได้ยินหลี่ขยะอุทานขึ้น สายตาพวกเราจึงได้หันไปยังอาจี๋ไท่
    เพราะเราไม่แน่ใจ  เราไม่คาดคิดว่าอาจี๋ไท่จะมาจริงๆ
    ผมคิดว่าเธอคงไม่มาแล้ว
    อาจี๋ไท่ยืนอยู่ตรงแท่นปราศรัยหน้าห้องเรียน ไม่ทันพูดอะไร น้ำตาก็ร่วงพรู
    คุณคงเดาออกว่าทำไมวันนี้เด็กผู้ชายทุกคนถึงซึมกระทือ
กันไปหมด ก็เพราะว่าอาจี๋ไท่กำลังจะไปแล้ว  เธอสวย ผิวขาวราวหิมะ  เธอเป็นเอ้อ-จว๋าน-จื่อ อ้อ ขอโทษครับ ผมคงต้องอธิบาย คำว่า
เอ้อจว๋านจื่อ ที่แปลว่า  “หมุนสองรอบ”   นี้เป็นภาษาถิ่น
อูหลู่มู่ฉี หมายความว่าแม่ของเธอเป็นชนกลุ่มน้อยเผ่าเหวยอู๋เอ่อ3
ส่วนพ่อเป็นชาวจีนฮั่น หรือในทางกลับกัน    พ่อเป็นชาวเผ่าเหวยอู๋เอ่อ  ส่วนแม่เป็นชาวจีนฮั่น
    ปีที่แล้วเราเลิกเรียนภาษารัสเซีย และจากวันนี้ไป เราจะเลิกเรียน ภาษาเหวยอู๋เอ่อด้วย  เราไม่ได้สนใจจะเรียนภาษาอะไรทั้งนั้น เราสนใจแต่ผู้หญิงอย่างอาจี๋ไท่เท่านั้น แม้เธอจะเป็นครู แต่ช่วงลำคอและ
หยาดน้ำตาของเธอนั้น  คือสิ่งที่ผมโหยหาเสียยิ่งกว่าแสงตะวันยามย่ำรุ่ง
    อาจี๋ไท่จะไปแล้ว ทีนี้พวกคุณเข้าใจหรือยังว่าเธอมีความหมายกับพวกเราแค่ไหน?
    เธอกวาดตามองพวกเรา นาทีนั้นนักเรียนชายทุกคนกลั้นหายใจราวกับรอคอยคำพิพากษา  หลายวันมานี้มีข่าวลือเกี่ยวกับอาจี๋ไท่
มากเหลือเกิน มีคนพูดกระทั่งว่าเห็นเธอขึ้นรถบรรทุกใหญ่ไปตั้งแต่
เมื่อวาน นั่งข้างๆ คนขับ ที่ๆ จะไปคือค่าสือก๋าเอ่อ ซึ่งเป็นภูมิลำเนาของแม่เธอ  แต่ข่าวลือก็คือข่าวลือ ขณะนี้เธอยังยืนอยู่หน้าห้องเรียน หลี่ขยะพูดถูกที่ว่า เธอจะมาสอนเป็นชั่วโมงสุดท้าย
    อาจี๋ไท่หันกาย ผมเห็นช่วงคอดกิ่วของเอวและใต้เอวของเธอ
ดูราวใบต้นเอลม์ริมแม่น้ำอูหลู่มู่ฉี ที่สะบัดไหวเบาๆ อยู่ในสายลมฤดูร้อน  
    อาจี๋ไท่หยิบชอล์ก  เขียนคำห้าคำบนกระดานดำ
    คติพจน์ประธานเหมา 4
    เธอต้องพยายามอย่างหนักกับการเขียนตัวอักษรเหล่านี้
จากนั้นก็เขียนต่อไม่ได้ หันกลับมาหาเราและพูดด้วยภาษาฮั่น (ภาษาจีนกลาง) ว่า
    “ครูไม่อยากไป  ครูไม่อยากจากพวกเธอไป”
    นักเรียนชายร้อง “อ้อ” แล้วเริ่มร่อนไปมาราวกับนกกระจอก
ที่อยู่บนท้องฟ้า ไม่ใช่ในห้องเรียน
    อาจี๋ไท่ยิ้มออกมาได้  มีรอยยิ้มใครเล่าจะเหมือนเธอ  ริมฝีปาก ใครเล่าเทียบเท่าริมฝีปากเธอ?
    ทันใดนั้นหลี่ขยะก็ตะโกนขึ้นว่า “ประธานเหมาจงเจริญ !” 
    ทำเอาฮาครืนไปทั้งห้อง รวมทั้งนักเรียนหญิงด้วย แล้วทุกคน
ก็ร้องพร้อมกันว่า
    “ประธานเหมาจงเจริญ จงเจริญ !”
    อาจี๋ไท่คอยให้เสียงกู่ร้องเงียบลง ถามว่า “พวกเธออยากเรียนภาษาเหวยอู๋เอ่อกันมากจริงๆ หรือ? อยากให้ครูอยู่ต่อหรือ?”
    ห้องเรียนเงียบลง  อาจี๋ไท่เข้าใจผิดเสียแล้ว นักเรียนชาย
ไม่สนใจภาษาใดๆ ทั้งสิ้น แม้แต่ภาษาจีนก็ยังไม่อยากเรียน มิพักจะพูดถึงภาษาเหวยอู๋เอ่อ  ส่วนนักเรียนหญิงก็เฝ้าคอยที่จะเรียนภาษาอังกฤษมานาน  อีกไม่นาน ENGLISH - ภาษาอังกฤษ - ก็จะเป็นเสมือนฝนแรกแห่งฤดูใบไม้ผลิ ลอยล่องลงมาจากเทือกเขาเทียนซันที่เห็นอยู่ไกลๆ นั้น แล้วร่วงลงบนตลิ่งริมแม่น้ำอูหลู่มู่ฉี กับหนองบึงของทะเลสาบที่สิบเจ็ด  ข้างโรงเรียนเรา
    สายตาของอาจี๋ไท่หยุดลงที่หน้าผม เธอมองตาผม ถามว่า            “หลิวอ้าย เธอนั่งเหม่อตลอด คิดอะไรอยู่หรือ?”
    ผมหน้าแดง เพื่อนทั้งห้องมองมาที่ผม  ผมลุกขึ้นยืน
    เป็นครั้งแรกที่อาจี๋ไท่ถามผมแบบนั้น ผมติดอ่างไปในทันใด ตอบว่า “ไม่ได้คิดอะไรเลยครับ”
    เธอหัวเราะแล้วบอกว่า  นั่งลงเถอะ
    ผมลังเลเล็กน้อย  บอกว่า “ครูอาครับ   ครู ...”
    “ครูบอกพวกเธอหลายครั้งแล้วนะ” เธอขัด “ว่าอย่าเรียกครูว่าครูอา ต้องเรียกครูอาจี๋ไท่ และจากนี้ไปก็เรียกอาจี๋ไท่เฉยๆ  เพราะ
ถึงอย่างไร ต่อไปนี้ครูก็จะไม่เป็นครูอีกแล้ว”
    “ครูคงไม่ไปนะครับ?” ผมถาม
    “ไปสิ จะไปแล้ว” เธอว่า “ไปทำงานค้าขาย”
    พอนั่งลงแล้วผมให้นึกสงสัยว่าอะไรคือ “ไปทำงานค้าขาย?” หมายความว่าต่อไปนี้เธอจะไปอยู่ในร้านค้าหรือ? เธอจะไปอยู่ร้านไหนล่ะ?
    “ครูก็อยากเรียนภาษาอังกฤษกับพวกเธอเหมือนกัน”
    อาจี๋ไท่ว่า “เมื่อวานนี้ก็ได้เจอครูภาษาอังกฤษของพวกเธอแล้ว เป็นครูผู้ชาย ชื่อหวาง-ย่า-จวิน”
    นักเรียนชายร้อง “ธ่อ”  แสดงว่าไม่สนใจ
    อาจี๋ไท่หัวเราะ  “เอาล่ะ เลิกเรียนเถอะ”
    เธอเดินออกไปภายใต้สายตาของพวกเราที่จับจ้องอย่างไม่วางตา ผมมองผมสลวยที่สะบัดไหวเหมือนต้นหญ้าริมทะเลสาบของเธอนั้น
อีกครั้ง
    ทุกสิ่งทุกอย่างนอกหน้าต่างล้วนอ้อยอิ่งเหมือนหิมะที่ปลิวปรายลงมาเอื่อยๆ  ผมแหงนหน้า ท้องฟ้าเป็นสีฟ้าจนทำให้ผมอยากร้องไห้  น้ำตาของเด็กผู้ชายแม้จะไม่เหมือนน้ำตาเด็กผู้หญิง แต่พวกคุณไม่เคยเห็นว่า สมัยที่ผมเป็นเด็กนั้น ท้องฟ้าอูหลู่มู่ฉี มีสีฟ้าจัดขนาดไหน ผมจึงเขินที่จะปล่อยให้น้ำตาไหลต่อหน้าพวกคุณ
    ที่จริง ไม่ได้มีผมเพียงคนเดียวที่อารมณ์หม่นหมอง พวกนักเรียนชายเป็นกันทุกคน  แม้กระทั่งคนอย่างหลี่ขยะ
เด็กผู้หญิงแหงนมองท้องฟ้า ไม่เคยได้ยินพวกเธอบอกว่าอยากร้องไห้ ผมสงสัยว่าความทรงจำนั้นจะเกิดความผิดเพี้ยนได้ไหม  เมื่อเห็นสีสัน
ที่พรรณนาไม่ถูกแล้วเกิดความรู้สึกหลากหลายปนเปนั้น ทำไมจึงมีแต่ “เอ๋อวาจื่อ” ที่อารมณ์อ่อนไหวอย่างผม  เขามี “ฉิวปาจื่อ”  ในห้องสิบเอ็ดของชั้นปีที่ห้า ที่เสียงเริ่มแตกเป็นหนุ่มแล้ว แต่ความหลงใหลในท้องฟ้าของเขากลับมากกว่าเพื่อนนักเรียนหญิงร่วมห้องมากทีเดียว
เอ๋อวาจื่อ กับ ฉิวปาจื่อ ล้วนเป็นคำท้องถิ่นอูหลู่มู่ฉีของเรา
ถ้าพวกคุณที่เป็นคนนอกหรือมีคนต่างชาติต้องการให้ผมแปล ผมก็ต้องทำท่าขรึมๆ แล้วบอกว่า “ก็คือเด็กผู้ชายที่มีลูกกระเดือก”
    มันเงียบ เงียบมาก ไม่มีใครพูดอะไรกันอีก
    ภาษารัสเซียไปแล้ว  ภาษาเหวยอู๋เอ่อไปแล้ว  ภาษาอังกฤษกำลังจะมา