Click to Sanskrit Homepage
   สินค้าในตะกร้า (จำนวน 0 เล่ม) check out
search
my lines

 

my bookmark

ข้อมูลหนังสือ

หลังฉากท่านผู้นำ

Dearleader

ผู้แต่ง : จัง จิน ซอง
ผู้แปล : คำเมือง
ราคา 420  บาท 


add to cart


จัง จินซอง คนโปรดของท่านผู้นำเกาหลีเหนือ คิมจองอิล เขาเป็น
เจ้าหน้าที่ตำแหน่งสูงที่ทำงานลับให้กับพรรคและตระกูลคิม วันหนึ่งเขาให้เอกสารลับที่มีประวัติของตระกูลคิม และมันเกิดหายไป
ทั้งสองคนรู้ดีว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตและครอบครัว ทั้งคู่ไม่มีทางเลือก
อื่นใด นอกจากต้องหนี...เบื้องหลังตระกูลคิมและเกาหลีเหนือสุดช็อกโลก ที่ถูกเปิดเผยโดยคนวงใน…! 

 

เรื่องย่อ


สหายผู้การจับเรายืนเข้าแถวและสั่งให้ถอดนาฬิกาข้อมือ
เพราะเป็นมาตรการรักษาความปลอดภัย
เขาแจกซองเล็กๆ ที่มีสำลีชุบแอลกอฮอล์และบอกว่า
“พวกคุณต้องทำความสะอาดมือ ก่อนจะสัมผัสมือกับท่านนายพล”   
ทหารองครักษ์เดินตบเท้าเข้ามาประกาศก้อง..“ท่านผู้นำที่รักมาถึงแล้ว”
พวกเราทุกคนในห้องยืนตัวแข็งเป็นหินทันที

จังจินซอง ชนชั้นอภิสิทธิ์ของเกาหลีเหนือ
หนึ่งในผู้ใกล้ชิดคิมจองอิล ผู้นำเกาหลีเหนือ
ทำหน้าที่รับผิดชอบงานจารกรรมในเกาหลีใต้
เขามีชีวิตสะดวกสบาย ได้รับปันส่วนอาหารทุกมื้อ
มีบัตรประทับตราสีทองที่บ่งบอกถึงสถานะพิเศษ มีความมั่นคงก้าวหน้า
แต่อภิสิทธิ์เหล่านั้นกำลังจะสูญหายป่นปี้
เพราะเขาทำเอกสารลับหาย
 โดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื้อหาในเอกสารฉบับนั้น
เปิดโปงเบื้องหลังตระกูลคิม การแย่งชิงอำนาจ
นางบำเรอ ฯลฯ เขาไม่มีทางเลือกใดๆ นอกจากต้องหนี

เรื่องราวที่ตีแผ่โดยคนที่อยู่ในใจกลางของศูนย์อำนาจ
เบื้องลึกเบื้องหลังความฉลาดแกมโกงของเกมการเมือง
ระบบอันลึกลับซับซ้อนและบิดเบี้ยวของเกาหลีเหนือ
ที่ไม่เคยมีใครล่วงรู้มาก่อน

 

ทดลองอ่าน


เวลาเพิ่งผ่านเที่ยงคืนไปได้ไม่นาน และผมเพิ่งเข้านอน เสียงกริ่งโทรศัพท์ดังขึ้น ผมคิดว่าจะไม่ไปรับจนกว่าเสียงเรียกจะดังห้าครั้ง พอมันดังครั้งที่หกผมจึงรีบรับเพราะกลัวว่าพ่อกับแม่จะตื่นขึ้นมาด้วยความหงุดหงิดและตั้งท่าจะเล่นงานใครก็ตามที่อยู่ปลายสาย
 “ฮัลโหล” ความเงียบสงัดในบ้านยิ่งทำให้เสียงผมดังกวนใจยิ่งกว่าเสียงโทรศัพท์
 “นี่เลขาธิการพรรคพูด”
 ได้ยินคำนั้น ผมรีบพรวดพราดลุกขึ้นจนศีรษะกระแทกหัวเตียง
“ผมเรียกตัวคุณเป็นกรณีพิเศษ ให้มารายงานตัวเข้าทำงานตอน 1 นาฬิกา สวมสูทและห้ามบอกใครเด็ดขาด”
ถึงแม้ว่าในประเทศนี้เราจะคุ้นเคยกับการเชื่อฟัง กระทั่งคำสั่งที่พิสดารอย่างที่สุดก็ถือว่าเป็นเรื่องปรกติ แต่กระนั้น ผมก็ยังรู้สึกผิดปรกติที่คนที่เพิ่งออกคำสั่งผมคือเลขาธิการกองที่ขึ้นตรงกับสำนักงานกลางของพรรค เขาคือสื่อกลางระหว่างพรรคแรงงานกับหน่วยงานของเรา ซึ่งตามตำแหน่งหน้าที่การงานในพรรค ผมน่าจะได้รับคำสั่งจากหัวหน้าฝ่ายที่ 19 หรือแผนก 5 ยิ่งไปกว่านั้น ท่านเลขาธิการยังใช้คำว่า “เรียกตัวเป็นกรณีพิเศษ” คำๆ นี้ตามปรกติหมายถึงการเรียกระดมพล เมื่อสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ทำการซ้อมรบร่วมกันในคาบสมุทรเกาหลี ประเทศเราจะตอบโต้ด้วยการซ้อมเรียกพลทั่วประเทศ ซึ่งคำสั่งเรียกพลนี้ เราจะใช้คำว่า “เรียกตัวเป็นกรณีพิเศษ” แต่โดยทั่วไปเราจะรู้ล่วงหน้าจากข่าวที่รั่วโดยจงใจ เนื่องจากหน่วยงานต่างๆ ในสังกัดพรรคแรงงานต่างอยู่ภายใต้แรงกดดันที่ต้องทำทุกอย่างให้ดีกว่าคู่แข่งและมักหาทางเอาชนะกันแม้ในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เจ้าหน้าที่ๆ มีเส้นสายภายในที่พอจะรู้ตัวล่วงหน้า ก็จะอยู่ทำงานต่อหลังเลิกงานในวันที่คำสั่งจะออก และไปรายงานตัวก่อนคนที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวและเลิกงานกลับบ้านไปตามเวลาแล้ว
 อย่างไรก็ตาม ถ้านี่คือการเรียกพลตามปรกติ ผมจะไม่ถูกสั่งให้สวมสูท พวกเราที่เป็นเจ้าหน้าที่ในสำนักงานกลางของพรรค จะไม่เหมือนชาวเกาหลีเหนือทั่วไปที่ทำงานให้กับสำนักงานภูมิภาคหรือหน่วยงานในสาขาพรรค เรารู้ว่า “เรียกตัวเป็นกรณีพิเศษ” อาจหมายถึงโอกาสที่จะได้เข้าพบคิม จองอิล ผู้นำอันเป็นที่รักของเราด้วยเช่นกัน
 เมื่อมีคนถูกเรียกตัวไปพบท่านผู้นำ จะไม่มีการบอกกล่าวล่วงหน้า แม้แต่นายทหารยศสูงสุดก็จะไม่มีโอกาสได้รู้รายละเอียดขั้นตอนการเข้าพบ คำเชิญให้ไปพบท่านผู้นำคิม จะถูกส่งผ่านลงมาทางเลขาธิการพรรค ซึ่งจะถูกเรียกเข้าไปในห้องประชุมพรรคที่ปิดสนิทและคุ้มกันแน่นหนาโดยองครักษ์ส่วนตัวของท่านผู้นำอันเป็นที่รัก องครักษ์เหล่านั้นจะจับตาอย่างถี่ถ้วน ขณะที่ท่านเลขาธิการรับรายชื่อและออกคำสั่งเรียกตัวเจ้าหน้าที่แต่ละคน ซึ่งวิธีการนำตัวคนเหล่านั้นมาพบท่านผู้นำจะถูกปิดเป็นความลับเช่นกัน ในกรณีอย่างนี้ คำว่า “เรียกตัวเป็นกรณีพิเศษ” คือรหัสที่ใช้ขับเคลื่อนปฏิบัติการลับที่ว่า
  แต่คำๆ เดียวกันนี้ก็ยังมีความหมายที่สามที่เมื่อคิดถึงแล้วชวนให้ไม่สบายใจอย่างยิ่ง กระทรวงความมั่นคงแห่งรัฐใช้คำนี้เมื่อจะดำเนินการกำจัดข้าราชการระดับสูงเป็นความลับ หากเจ้าหน้าที่คนใดได้รับคำสั่งเรียกตัวเป็นพิเศษในตอนกลางคืน เขาจะต้องออกจากบ้านเพียงลำพัง ต้องระวังไม่ให้คนในครอบครัวตื่นขึ้นมารับรู้ หลังจากนั้นเขาจะหายตัวไปในค่ายกักกันหรืออาจถูกประหารชีวิต ยังต้องขอบคุณโชคชะตาที่ทำให้ผมมั่นใจได้ว่า การถูกเรียกตัวของผมคงไม่ได้เป็นไปในความหมายที่สาม อันที่จริง ผมอยากรีบออกจากบ้านใจจะขาด สองสามวันก่อนหน้านี้ ท่านเลขาธิการบอกเราเป็นนัยๆ ว่า เรากำลังจะได้รับเกียรติอย่างใหญ่หลวง
  ผมสวมสูทและผูกเนกไทเส้นที่ดีที่สุดตามที่ถูกสั่ง ในเปียงยางไม่มีแท็กซี่ให้เรียกใช้บริการหลังเที่ยงคืน รถยนต์ก็ต้องมีใบอนุญาตพิเศษให้นำออกมาใช้งานหลังเวลานี้ ดังนั้นแม้ว่านอกบ้านจะมืดสนิท ผมก็กระโดดขึ้นจักรยานและถีบไปที่ทำงานทันที จักรยานคือพาหนะหลักที่ชาวเกาหลีใช้เดินทาง แต่จักรยานของผมไม่เหมือนคนทั่วไปตรงที่มันใหม่เอี่ยม ญาติของผมที่ทำงานในต่างประเทศส่งมาให้ผมโดยตรง
ภายนอกบ้านไม่มีแสงไฟถนน ความเงียบในเมืองหลวงมันนิ่งสนิทเสียจนกระทั่งผมสามารถรับรู้ได้ว่ามีคนอยู่บนถนนก่อนที่จะเห็นเงาของเขาเสียอีก กำลังการผลิตไฟฟ้าของเปียงยางอยู่ในภาวะวิกฤตตลอดเวลา แม้จะมีโรงงานผลิตไฟฟ้าสองโรงที่ส่งกระแสไฟฟ้าให้กับตัวเมือง โรงหนึ่งคือ เปียงยางเทอร์โมอิเล็กทริกอันเก่าแก่ที่สร้างโดยการสนับสนุนของสหภาพโซเวียตเมื่อปี 1961 ส่วนอีกแห่งคือ อีสต์ เปียงยาง เทอร์โมอิเล็กทริกที่สร้างขึ้นเมื่อปี 1989 ด้วยเหตุแห่งความขาดแคลนนี้กระแสไฟฟ้าจึงมีให้ชาวเมืองเปียงยางใช้หมุนเวียนกันครั้งละประมาณสี่ชั่วโมงไม่ต่างจากดวงวิญญาณที่ล่องลอยไปเรื่อยๆ
  มีเพียงพื้นที่เดียวในเมืองหลวงที่สว่างไสวอยู่เสมอ นั่นคือย่านจุงกู
อันเป็นหัวใจของเปียงยาง ย่านนี้เป็นที่ตั้งของสำนักงานกลางของพรรค เป็นที่พำนักของสมาชิกพรรคระดับสูงและเป็นที่ตั้งของอาคารที่พักชาวต่างชาติอย่างเช่นโรงแรมโครฺยอ ที่ทำงานของผมคือสำนัก 101 ของกองแนวร่วม มันตั้งอยู่ใจกลางย่านสว่างไสวแห่งนี้ เมื่อเข้าไปใกล้ๆ บริเวณกลุ่มอาคารอันเป็นที่ทำงาน ผมสังเกตเห็นว่าวันนี้ไฟสว่างไสวกว่าธรรมดา ไฟเปิดสว่างไปทั่วบริเวณต่างๆ รวมถึงตรงป้อมยามที่ปรกติก็จะเปิดไฟสว่างอยู่แล้ว เมื่อขี่จักรยานผ่านประตูใหญ่เข้าไป ผมบอกตัวเองว่า
  “ใช่เลย! ฉันกำลังจะได้พบท่านนายพล”
  ในสนาม มีทหารราวสามสิบคนแต่งเครื่องแบบสีมัสตาร์ดเข้ม อันเป็นสีเครื่องแบบเฉพาะขององครักษ์ส่วนตัวของท่านผู้นำอันเป็นที่รัก ทุกคนสวมสายคาดหนังรูปอักษรตัวเอ็กซ์ที่รัดซองปืนพกสองข้างลำตัวอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของหน่วยนี้ มีรถตู้สีครีมยี่ห้อนิสสันหน้าต่างติดม่านสามคันจอดเรียงแถวอยู่ แต่ละคันใหญ่พอจะจุผู้โดยสารได้หนึ่งโหล เลขาธิการกิจการเกาหลีใต้ทักทายผมด้วย
ตัวเอง แต่การที่ท่านเลขาธิการพรรคเป็นคนโทรศัพท์มาหาผมด้วยตนเองนั้นทำให้เขาดูต่ำต้อยด้อยค่าไปเลย เขาพาผมไปหานายพลโทคนหนึ่งที่มีคลิปบอร์ดอยู่ในมือ ท่าทางว่านายทหารคนนี้จะเป็นผู้ควบคุมปฏิบัติการทั้งหมด ทหารนายอื่นเรียกเขาว่า
สหายผู้การ
หลังจากมองผมหัวจรดเท้าแวบหนึ่ง นายพลโทก็ตวาดสั่งการออกมาว่า
“พาไปยืนทางโน้น!” ผมมองตามไปก็เห็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่สุดของประเทศในกิจการระหว่างสองเกาหลียืนเรียงแถวอยู่ เริ่มจากคิม ยงซุน เลขาธิการกิจการเกาหลีใต้ อิม ทงอก ผู้อำนวยการกองแนวร่วม แช ชองกุกหัวหน้าแผนกนโยบาย ปัก ยองซู รองหัวหน้าแผนกนโยบาย และยังมีเจ้าหน้าที่จากกองรวมมาตุภูมิโดยสันติอีกสองคน ด้วยบรรยากาศที่เคร่งเครียดประกอบกับการที่ชายผู้ทรงอำนาจถึงหกคนแต่ยืนเรียงแถวกันเหมือนเด็กนักเรียน ทำให้ผมอึดอัดเกินกว่าจะทักทาย
ใครได้ ผมจึงทำเพียงแค่ไปยืนต่อท้ายแถวเงียบๆ
“เรากำลังจะได้ไปพบท่านนายพลหรือเปล่าครับ” ผมกระซิบถามคนที่ยืนข้างหน้า ผลที่ได้คือเสียงตวาดกลับมา “ห้ามพูด เข้าใจไหม!”
ผมหันไปมองเจ้าของเสียงอย่างขุ่นเคือง อยากจะบอกให้เขาพูดกับผมด้วยน้ำเสียงให้เกียรติมากกว่านี้ แต่ประกายตาเกรี้ยวกราดของทหารคนนั้น ทำให้ผมยอมสงบปากสงบคำแต่โดยดี
สหายผู้การตรวจสอบหลักฐานแสดงตนของเรากับรายชื่อในมือทีละคน จากนั้นเราก็ทยอยกันขึ้นรถตู้ที่จอดตรงกลางตามลำดับรายชื่อโดยไม่มีใครปริปาก เราถูกชี้ให้นั่งตามลำดับ ทหารคนที่ตวาดใส่ผมขึ้นรถเป็นคนสุดท้าย ทีแรกผมคิดว่าเขาไม่ให้เกียรติผมเพราะผมอายุยังน้อยเพียงยี่สิบเศษๆ เท่านั้น แต่มาตอนนี้
   ผมได้ยินเขาพูดกับเจ้าหน้าที่พรรคที่อายุมากกว่าเขาถึงสองเท่าด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้างเหมือนกัน
“ห้ามเปิดหน้าต่าง ห้ามลุกจากที่ ห้ามพูด” เขาสั่งห้วนๆ และที่น่าตกใจยิ่งกว่าความหยิ่งผยองของเขาก็คือ สหายผู้ร่วมงานของผมรับคำอย่างเชื่องเชื่อว่า “ครับผม” แม้แต่ คิม ยงซุน และ อิม ทงอก สองคนซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่สุดของประเทศ ก็ยังดูต่ำชั้นไปเลยเมื่ออยู่ต่อหน้าองครักษ์ของท่านผู้นำอันเป็นที่รัก
จากหน้าต่างรถ ผมมองออกไปเห็นทหารที่เหลือทยอยกันขึ้นรถอีกสองคัน วินาทีถัดมาประตูรถก็ปิดลง คนขับติดเครื่องยนต์ เมื่อรถเริ่มเคลื่อนตัวออกไป
   ท้องไส้ผมก็ปั่นป่วนด้วยความกระวนกระวาย ผมรู้ว่าการได้เข้าพบท่านผู้นำอันเป็นที่รักจะเป็นเหตุการณ์ที่แสนวิเศษคู่ควรกับการจดจำเป็นอย่างยิ่ง
ผ้าม่านเนื้อหนาสีน้ำตาลปิดหน้าต่างรถสนิทและยังกางกั้นระหว่างเรากับพลขับด้วย เหตุที่เราไม่อาจมองออกไปข้างนอกได้ ทำให้ผมเริ่มรู้สึกเมารถเล็กน้อย หลังจากนั่งรถกันมาเงียบๆ ราวสองชั่วโมง เราก็มาถึงสถานีรถไฟซึ่งทำให้ผมโล่งอกมาก ตอนนั้นเป็นเวลาราวตีสี่ เราทยอยกันลงจากรถ และเมื่อมองไปรอบๆ ตัว ผมก็รู้ว่าเราอยู่ที่ยองซอง สถานีรถไฟชั้นหนึ่ง ในบรรดาประชากรมากกว่า 20 ล้านคน ประเทศนี้มีประชากรชั้นหนึ่งเพียงแค่สองคนเท่านั้นคือ คิม อิลซุง และ คิม จองอิล สถานีรถไฟชั้นหนึ่งถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้บริการสองคนนี้เท่านั้น และมีสถานีรถไฟแบบนี้หลายสิบแห่งกระจายอยู่ทั่วประเทศ หลังคาสถานีรถไฟพรางด้วยสีเขียวเพื่อให้ยากกับการกำหนดตำแหน่งจากภาพถ่ายดาวเทียม ตัวสถานีไม่มีป้ายบอกว่ามันคืออะไร เพียงแค่ล้อมรอบด้วยกำแพงสูงและมียามติดอาวุธที่คอย
ตรวจตราอย่างเข้มงวด
   สถานียองซองอยู่ที่ชานเมืองเปียงยางทางทิศเหนือ ตามปรกติแล้วจากจุดที่เราเริ่มออกเดินทางจะใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงเท่านั้น ผมจำอาคารสถานที่รอบๆ ได้ เพราะเคยผ่านแถวนี้หลายครั้ง แรกทีเดียวผมออกจะงงๆ ว่าทำไมถึงใช้เวลานานกว่าจะมาถึงที่นี่ แต่เมื่อคิดขึ้นมาได้ว่า ขบวนรถตู้ตั้งใจทำให้เราสับสนด้วยการแล่นอ้อมเป็นวง ผมจึงต้องกลั้นยิ้ม และพอเราเปลี่ยนจากรถตู้ไปขึ้นรถไฟ เราต้องผ่านการตรวจหลักฐานแสดงตนอีกรอบ
  รถไฟที่ถูกจัดไว้เพื่อใช้ในโอกาสอย่างนี้จะไม่เหมือนรถไฟทั่วไป ด้านข้างของตู้ขบวนจะถูกทาสีเขียวเหมือนใบหญ้า ส่วนหลังคาจะทาสีขาว ป้ายที่ด้านนอกบอกว่ารถไฟคันนี้สร้างในประเทศจีน เหนือมือจับประตูมีอักษรจีนสีแดงสดเขียนว่า “ปักกิ่ง” แต่เมื่อก้าวเข้ามาในตู้รถไฟ ผมก็มองเห็นตราบริษัทมิตซูบิชิเด่นหรา เปิดโปงว่ามันถูกสร้างในญี่ปุ่น ที่นั่งบนตู้โดยสารถูกแทนที่ด้วยเตียงนอน บนนี้ไม่มีมุมลับตา ผมเดาเอาว่าเพื่อให้ทหารจับตามองเราได้ถนัด
   เมื่อเริ่มออกเดินทาง ทหารที่ทำหน้าที่ควบคุมก็ประกาศกฎ “ห้ามเปิดผ้าม่าน มีผ้าห่มอยู่ใต้ที่นอน ห้ามลุกจากเตียงระหว่างเดินทาง ให้นอนหลับไปจนกว่าขบวนรถจะหยุด ถ้าต้องการใช้ห้องน้ำให้บอกเรา หากใครละเมิดกฎข้อใดข้อหนึ่ง จะถูกส่งตัวลงจากรถ – ทันที”
ทหารคนนั้นจงใจเน้นคำสุดท้ายให้เราตระหนัก จนผมรู้สึกว่าหากเราทำอะไรผิดเข้าสักอย่างคงไม่ใช่เพียงแค่ถูกจับโยนออกไปจากตู้รถไฟขบวนนี้เท่านั้น แต่คงถูกโยนออกไปจากชีวิตอันมีอภิสิทธิ์ของเราด้วย ตลอดเวลาการเดินทางอันยาวนานท่ามกลางความมืดมิด ไม่มีใครปริปากพูดอะไร ไม่มีแม้แต่จะขออนุญาตไปใช้ห้องน้ำ เสียงที่เราได้ยินมีเพียงเสียงล้อเหล็กที่เคลื่อนบดไปบนราง ผมหลับตาลงและนับเสียงที่ดังเป็นจังหวะ พยายามอย่างยิ่งที่จะหลับ
   รถไฟขบวนพิเศษที่จัดมาเพื่อรับพลเรือนเพียงเจ็ดคน จอดเทียบสถานีเมื่อเวลาราวหกนาฬิกา เราอยู่ที่สถานีกัลมา สถานีรถไฟชั้นหนึ่งในจังหวัดกังวอน ผมก้าวลงจากขบวนรถไฟ อากาศเย็นเฉียบที่สัมผัสใบหน้าทำให้รู้สึกสดชื่นขึ้นมา ผมเพิ่งรู้ตัวว่าเครียดเมื่อมีทหารพวกนี้อยู่ด้วย หัวหน้าแผนกนโยบาย แช ชองกุกใช้ข้อศอกกระทุ้งผมตอนเดินผ่านเขาและยิ้มให้ ท่าทางเขาเหมือนเด็กที่ไม่อาจควบคุมความตื่นเต้นได้
   จากนั้น เราถูกส่งตัวขึ้นรถตู้อีกครั้ง หลังจากนั่งกันมาเงียบๆ อีกหนึ่งชั่วโมง เราจึงลงรถที่ท่าเรือเล็กๆ ซึ่งล้อมรอบด้วยแท่งซีเมนต์ เราถูกต้อนไปลงเรือที่จอดรออยู่ เสียงคลื่นสาดกระทบท่าเรือเบาๆ ได้กลิ่นน้ำทะเลอบอวล
เครื่องยนต์เรือสตาร์ทติดดังกระหึ่ม แล้วเรือก็พุ่งทะยานปราดไปข้างหน้า นี่เป็นการนั่งเรือครั้งแรกในชีวิตผม ความเร็วของเรือที่พุ่งพรวดอย่างไม่รอช้าเหมือนต้องการจะโยนผมลงทะเล ผมโน้มตัวไปข้างหน้าเพื่อเกาะยึดราวเรือไว้ ทหารนายหนึ่งยกแขนโอบตัวผมไว้และกดมือผมตรึงกับราวเรือ ความเย็นยะเยียบแล่นไปตามกระดูกสันหลัง ผมบอกตัวเองว่า ยิ่งเข้าใกล้ท่านผู้นำอันเป็นที่รักมากขึ้นเท่าไร
เราก็ยิ่งต้องแสดงความเชื่อมั่นศรัทธาในตัวเขามากขึ้นเท่านั้น ผมกวาดตามองไปรอบๆ เห็นเพื่อนร่วมทางอีกหกคนที่ต่างถูกตรึงกับราวเรือด้วยเข็มขัดนิรภัยมนุษย์เหมือนผม ผมหันไปมองข้างหลัง เห็นฟองคลื่นสีขาวเป็นทางยาวที่เกิดจากเครื่องยนต์ ผมตะโกนถามสุดเสียงแข่งกับเสียงคำรามของเครื่องยนต์ว่า “นี่เป็นเรือของกองทัพเรือหรือเปล่าครับ”
   เขาขมวดคิ้วย่นหน้าผาก เพราะต้องพยายามเงี่ยหูฟังผมให้รู้เรื่องท่ามกลางเสียงกระหึ่มของเครื่องยนต์ แต่ทหารข้างหลังผมก็ยังอุตส่าห์แค่นเสียงตอบ “กองทัพเรือหรือ ฮ่า ฮ่า กองทัพเรือไม่มีเรือเร็วขนาดนี้หรอก นี่เป็นเรือของเรา เป็นเรือของศูนย์บัญชาการรักษาความปลอดภัย เร็วมากใช่ไหมล่ะ” ศูนย์บัญชาการรักษาความปลอดภัยมีหน้าที่ปกป้องท่านผู้นำคิมและครอบครัว มีกำลังพลในสังกัด 100,000 นายที่มาจากทหารราบ ทหารเรือ และนักบิน
   ถึงเขาจะตะโกนแต่ผมสังเกตเห็นว่าเขาทิ้งท่าทีเป็นทางการและยอมพูดคุยกับผม อาจเป็นเพราะไม่มีคนนอกคอยจับตามองเรา มันทำให้ผมรู้สึกดีขึ้นมานิดหน่อย แต่ยังไม่ทันขาดคำหมวกปลิวหลุดจากศีรษะทหารนายหนึ่งตกลงไปในน้ำ ผมมองขนาดของหมวกที่เล็กลงไปเรื่อยๆ ท่ามกลางเกลียวคลื่น จนมันลับหายไปจากสายตา

 ยี่สิบนาทีต่อมา เรือก็ลดความเร็วลงใกล้ๆ เกาะแห่งหนึ่งที่มีต้นไม้เขียวชอุ่ม ผมนึกระแวงขึ้นมาว่าเรือจะวิ่งวนรอบๆ ผืนน้ำแบบรถตู้ที่แล่นอ้อมที่สถานีรถไฟยองซองหรือเปล่า เรือลดระดับความเร็วจนเรามองเห็นเกาะได้เต็มตา
เริ่มจากท่าเรือใหม่เอี่ยมอ่องไปจนถึงต้นไม้สองข้างถนนที่ถูกตัดแต่งอย่างดี ทุกอย่างล้วนไม่มีที่ติ มันดูราวกับว่าที่แห่งนี้เพิ่งสร้างเสร็จเมื่อวานนี้เอง ผมรู้ตัวว่ากำลังหวังที่จะได้เห็นท่านผู้นำอันเป็นที่รักยืนอ้าแขนรอรับเราอยู่บนท่าเรือเหมือนในภาพยนตร์ปฏิวัติ และออกจะแปลกใจนิดหน่อยเมื่อไม่เห็นมีใครมารอพบเรา
  

  ทหารพาเราไปยังกระท่อมหลังใหญ่ และจัดแจงให้เรานั่งในห้องกว้างราวหนึ่งพันตารางเมตร เราถูกสั่งไม่ให้พูดคุยกัน ในห้องนี้ทุกอย่างสีขาวล้วน ไม่ว่าจะเป็นเก้าอี้ พื้น หรือผนัง รอบๆ ห้องไม่มีหน้าต่างเลย มีแสงสว่างสีเขียวเรื่อเรืองในห้องฉายออกมาจากแผงที่สร้างติดผนังแทนหน้าต่างเป็นเวลาเที่ยงครึ่ง หลังจากเรามาถึงเกาะนี้นานกว่าสี่ชั่วโมง รอบๆ ตัวมีความเคลื่อนไหววุ่นวาย ทหารสวมถุงมือสีขาวเข้ามาฉีดพ่นอะไรบางอย่างลงบนเก้าอี้ตัวที่ คิม จองอิล จะนั่ง
   สหายผู้การจับเรายืนเข้าแถวอีกครั้ง เราถูกสั่งให้ถอดนาฬิกาข้อมือออกและส่งให้องครักษ์เก็บ นี่เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการรักษาความปลอดภัย จากนั้นเราได้รับซองเล็กๆ คนละซองที่มีตัวอักษรภาษาญี่ปุ่น ในซองมีสำลีหนึ่งก้อนที่ส่งกลิ่นแอลกอฮอล์โชยฉุย สหายผู้การบอกเราว่า “พวกคุณต้องทำความสะอาดมือก่อนจะสัมผัสมือกับท่านนายพล” จากนั้นเขาก็ก้าวมาตรงหน้าผมและอธิบายด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “ต้องไม่สบตาท่าน” แล้วชี้ไปที่กระดุมเม็ดที่สองบนเสื้อเครื่องแบบก่อนจะบอกว่า “ต้องมองที่นี่ เข้าใจไหม”
ผมสงสัยว่าเรื่องนี้คงเป็นการตอกย้ำความต่ำต้อยของผมเมื่อเทียบกับท่านผู้นำอันเป็นที่รักหรือเปล่า แต่ความคิดนั้นก็ผ่านเลยไปอย่างรวดเร็ว เรารอต่อไปเงียบๆ ขณะที่สหายผู้การจัดตำแหน่งที่นั่งเป็นครั้งสุดท้าย ผมรั้งตำแหน่งท้ายแถวเช่นเคย มีเราที่เป็นพลเรือนเจ็ดคนอยู่ในห้องนี้และมีทหารองครักษ์มากกว่ายี่สิบคน เรายืนตัวตรง ไม่ปริปากใดๆ สายตาจับจ้องมองประตูบานใหญ่สีขาวประดับลายดอกไม้สีทองที่ปิดอยู่นานกว่าสิบนาที
    ในที่สุด เมื่อประตูเปิดออก ทหารองครักษ์ยศพันเอกเดินตบเท้าเข้ามาและประกาศก้องว่า “ท่านนายพลมาถึงห้อง”
ทุกคนและทุกอย่างพลันนิ่งแข็งกลายเป็นก้อนหิน ผมบังคับศีรษะให้ตั้งตรง สายตาจับจ้องไปยังจุดกึ่งกลางตรงโค้งประตู ตำแหน่งที่ใบหน้าของคิม จองอิล กำลังจะปรากฏขึ้น
   เวลาผ่านไปราวหนึ่งนาที แล้วสิ่งที่เข้าประตูมาอย่างเหนือความคาดหมายของเราก็คือ ลูกสุนัขสีขาวพันธุ์มอลทีสขนหยิกหยอยตัวเล็กๆ ชายชราคนหนึ่งเดินไล่หลังลูกสุนัขเข้ามา เราเปล่งเสียงทำความเคารพท่านผู้นำอันเป็นที่รักอย่างพร้อมเพรียงกัน
   “ท่านนายพลจงเจริญ ท่านนายพลจงเจริญ!”
   เสียงที่เราร่วมใจกันตะโกนออกมาดังจนแสบแก้วหู แต่เจ้าลูกสุนัขดูจะไม่สะทกสะท้าน มันคงจะชินกับเสียงประโคมโห่ร้องอึงมี่แบบนี้แล้ว จะอย่างไรก็ตาม ท่านผู้นำอันเป็นที่รักของเราคงจะชอบใจที่ลูกสุนัขของเขาช่างกล้าหาญ เขาก้มลงลูบตัวมันและกระซิบอะไรบางอย่างใส่หูมัน
   ผมรู้สึกผิดหวังเมื่อได้เห็นท่านผู้นำอันเป็นที่รักใกล้ๆ คนที่ยืนอยู่ตรงหน้าผมเป็นชายชราที่ไม่มีอะไรใกล้เคียงกับภาพลักษณ์ของผู้นำปวงชนเลย แม้ว่าเราจะปรบมือถี่ยิบและร้องอวยพรให้เขา แต่เขาไม่ได้ตอบโต้หรือแม้แต่จะสนใจ เขากลับก้มลงเล่นกับลูกสุนัขต่อ ดูเหมือนเขาจะหงุดหงิดที่ถูกรายล้อมไปด้วยคนที่อายุน้อยและหนุ่มกว่าเขา จังหวะนั้นเอง ดูราวกับท่านผู้นำจะอ่านความคิดผมได้ เขาเงยหน้าขึ้นมาทันที หัวใจผมกระตุกไปครู่หนึ่งและราวกับเราทั้งหมดกำลังรอเวลานี้อยู่
เราต่างส่งเสียงอวยพรดังยิ่งๆ ขึ้นไปอีก
   “ท่านนายพลจงเจริญ ท่านนายพลจงเจริญ!”
   เขากวาดตาไปรอบๆ ห้องแล้วเดินตรงมาทางผม
   ผมเตรียมตัวตั้งท่ารับการทักทายอันทรงเกียรติของท่านผู้นำ แต่เขากลับเดินผ่านหน้าผมแล้วไปหยุดลงตรงหน้าแผ่นป้ายคำขวัญที่แขวนบนกำแพงด้านหลังเรา บนป้ายนั้นมีข้อความเขียนว่า “รับใช้ผู้นำอันยิ่งใหญ่ สหายคิม จองอิล อย่างถวายชีวิต”
ท่านผู้นำร้องเรียก “คิม ยงซุน!” เลขาธิการคิม ยงซุน รีบปราดไปยืนข้างๆ เขา คิม จองอิล ถามว่า “ป้ายนี่เขียนด้วยมือหรือพิมพ์” เมื่ออยู่ใกล้ขนาดนี้ น้ำเสียงของเขาสะท้อนบุคลิกภาพของผู้นำอันยิ่งใหญ่ ทุกพยางค์ก้องกังวานทรงอำนาจ
   เมื่อเห็นว่าคิม ยงซุน อึกอัก สหายผู้การก็ตอบแทนว่า “เขียนด้วยมือครับท่าน”
   คิม จองอิล พูดว่า “มันดูดี อาทิตย์ที่แล้วฉันไปไหนมาสักที่ ฉันเห็นคำขวัญพิมพ์บนป้ายเคลือบ แต่งานเขียนนี่ดูดีกว่ามาก นายคิดอย่างนั้นไหม”
   คราวนี้คิม ยงซุน มีคำตอบพร้อมแล้ว “ใช่ครับ ผมเห็นด้วย อันที่จริงผมสอบถามเรื่องนี้มาแล้วและได้คำตอบมาว่า เราจะผลิตคำขวัญบนป้ายเคลือบต่อไปเพราะงานเขียนด้วยมือต้องใช้วัสดุนำเข้าซึ่งแพงมาก”
   คิม จองอิล ไม่สนใจคำบอกเล่าของเลขาธิการกิจการเกาหลีใต้ เขาถอยหลังมาสองสามก้าว ตามองป้ายคำขวัญอีกสองสามวินาทีก่อนจะโบกมือและออกคำสั่งว่า “เปลี่ยนป้ายแบบนี้ทุกป้ายทั่วประเทศให้เป็นแบบเขียนด้วยมือ”
   ผมพยายามคิดเลขในใจ โครงการนี้จะใช้งบประมาณสิ้นเปลืองเท่าไรกันนะ จังหวะนั้นเองที่ท่านนายพลหมุนตัวกลับมาเผชิญหน้าผมโดยที่ผมไม่ทันตั้งตัว เขาตะคอกถามว่า “เอ็ง ไอ้หนู เอ็งใช่คนที่เขียนบทกวีเกี่ยวกับปากกระบอกปืนหรือเปล่า”
ผมตอบเสียงดังฟังชัดด้วยคำตอบที่เตรียมไว้เป็นอย่างดี “ใช่ครับท่านนายพล เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ท่านอนุญาตให้ผมเข้าพบ”
เขาทำหน้ายิ้มเยาะพลางก้าวเข้ามาใกล้ๆ “มีคนเขียนให้เอ็งใช่ไหม อย่าคิดว่าจะโกหกข้าทีเดียว ข้าจะฆ่าเอ็งทิ้งแน่”
ผมรู้สึกตื่นตระหนก ท่านผู้นำอันเป็นที่รักระเบิดหัวเราะอย่างชอบใจแล้วชกไหล่ผม “ข้าชมเอ็ง ไอ้โง่ เอ็งน่ะตั้งมาตรฐานใหม่ให้ยุค ซอนกุน เลย”
   ผมไม่รู้จะโต้ตอบอย่างไรดี และการที่เลขาธิการกิจการเกาหลีใต้ คิม ยงซุน จ้องหน้าผมตาเขียวก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น ก่อนที่ท่านนายพลจะเข้านั่งประจำที่ คิม ยงซุน ได้โอกาสเล่นงานผม “ไอ้โง่เอ๋ย แกควรจะขอบคุณท่าน แกควรจะเสนอว่าจะเขียนบทกวีแสดงความจงรักภักดีไปจนแม้ชีวิตจะหาไม่” เขาคำรามใส่หูผมเบาๆ
   เมื่อเล่นงานผมเรียบร้อยแล้ว เขาก็ตีสีหน้าชื่นมื่นและถลันเข้าไปดูแลคิม จองอิล เมื่อกลับมาจะนั่งเก้าอี้ของตัวเอง เขาเอามือลูบก้นก่อนจะนั่งลงเหมือนที่พวกผู้หญิงมักทำกัน เจ้าหน้าที่คนอื่นๆ ก็ทำตัวตามระเบียบแบบแผนไม่ผิดเพี้ยนเช่นกัน มันดูแข็งทื่อเหมือนรูปปั้น เจ้าสุนัขมอลทีสของท่านผู้นำอันเป็นที่รัก กลับกลายเป็นสิ่งที่มีชีวิตชีวาที่สุดในห้อง มันส่งเสียงครางหงิงๆ และวิ่งวนอยู่รอบๆ เท้าเจ้าของ
คิม จองอิล ดูจะไม่ชอบการสนทนาเรื่องไร้สาระ ความสนใจของเขาดูเหมือนจะจดจ่ออยู่กับลูกสุนัขตัวเล็กๆ ของเขา ท่านนายพลเฝ้าจับตาดูว่าสุนัขของเขากำลังทำอะไรหรืออาจจะกำลังคิดอะไรอยู่ด้วยซ้ำ และเขาจะตะโกนเรียก
    “เฮ้ย อิม ทงอก” หรือ “เฮ้ย แช ชองกุก” เป็นครั้งคราว และคนที่ถูกเรียกก็จะขมีขมันเข้าไปใกล้ๆ ให้เขาซักถาม ภาพที่เกิดขึ้นจึงดูแปลกๆ เมื่อเราเห็นท่านผู้นำให้ความสำคัญกับสุนัขมากกว่าคนที่จงรักภักดีตัวเองอย่างที่สุด
สิบหรือสิบห้านาทีหลังจากนั้น ประตูก็เปิดออก บริกรชายสวมชุดสีขาวผูกหูกระต่ายสีแดงเดินเทินถาดเข้ามา ส่วนอีกฟากห้อง ช่างเทคนิกเดินก้มตัวต่ำๆ ขยับไปมาเพื่อติดตั้งเครื่องดนตรี เขาปรับไมโครโฟนและแสงไฟ นักดนตรีเข้าประจำที่และเริ่มบรรเลง งานเลี้ยงกำลังจะเริ่มขึ้น ผมอดรู้สึกผิดหวังนิดหน่อยไม่ได้ เพราะคาดว่าจะได้ยินคำพูดล้ำเลิศที่ไม่เคยได้ยินหรือความปราดเปรื่องอันสูงส่งของท่านผู้นำอันเป็นที่รัก แต่เมื่ออาหารทยอยเข้ามาและเสียงเพลงเริ่มครึกครื้น ผมก็ปล่อยใจให้เคลิบเคลิ้มอย่างลืมตัว
   ทุกครั้งที่อาหารจานใหม่ถูกนำเข้ามาในห้อง แสงไฟจากแผงข้างผนังจะเปลี่ยนสีอย่างเร้นลับ เมื่ออาหารจานผักเข้ามา แสงไฟเปลี่ยนจากสีเขียวสดของใบหญ้าเป็นสีม่วงอ่อน เมื่ออาหารจานเนื้อเข้ามา แสงไฟก็เปลี่ยนจากสีชมพูอ่อนเป็นสีแดงเข้ม เป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ใจที่ได้พบว่า แสงไฟก็เป็นส่วนหนึ่งของการนำเสนออาหารได้ สำหรับอาหารจานปลานั้น จานที่ใส่มันส่งแสงแวววาวเรืองรองเสียจนผมไม่อาจรับรู้รสชาติได้ บนจานเปลสีเทาขนาดใหญ่นั่น มีหลอดไฟดวงเล็กจิ๋ววางอยู่ มันส่องเกล็ดปลาจนเป็นประกายระยิบระยับ
เหล้าที่ดื่มกับอาหารออกรสเปรี้ยวนิดหน่อย บริกรชี้ให้ดูสลากบนขวดที่เขียนว่าแพดันซูล เขาก็เหมือนเจ้าหน้าที่ๆ อยู่รอบๆ ตัว คิม จอ  งอิล โดยสังกัดศูนย์บัญชาการรักษาความปลอดภัยและมียศทางทหาร เขาอธิบายว่าเหล้านี้
   มีแอลกอฮอล์สูงถึง 80 เปอร์เซ็นต์ และถูกพัฒนาขึ้นมาที่สถาบันวิทยาศาสตร์พื้นฐาน สถาบันที่ว่านี้เป็นหน่วยงานทางวิชาการที่ทุ่มเทศึกษาสุขภาพท่านผู้นำอันเป็นที่รักและอยู่ในสังกัดศูนย์บัญชาการรักษาความปลอดภัยเช่นกัน ที่นั่นมีนักวิจัยสามพันคน ทำหน้าที่วางแผนตระเตรียมยาและอาหารที่ถูกออกแบบและจัดมาโดยเฉพาะเพื่ออายุขัยอันยืนยาวของคิม จองอิล ในอันที่จะทดสอบผลของอาหารและยานั้น สถาบันแห่งนี้มีหน่วยทดสอบที่ใช้อาสาสมัครซึ่งแสวงหามาจากทั่วประเทศที่มีความเจ็บป่วยและลักษณะทางกายภาพเช่นเดียวกับท่านผู้นำ ผมภูมิใจที่ได้รู้เรื่องเนื้อหางานอันสำคัญนี้มากกว่าคนอื่นๆ เนื่องจากพี่ชายของเพื่อนทำงานที่สถาบันแห่งนี้
    จุดสุดยอดของงานเลี้ยงคือของหวาน บริกรเอาแก้วใบใหญ่ที่มีไอศครีมก้อนโตเข้ามาวางตรงหน้าแล้วเทเหล้าใสแจ๋วราดไปบนไอศกรีมก่อนจะจุดไฟ
   เปลวไฟสีน้ำเงินเต้นระริก เมื่อใช้ช้อนคันเล็กๆ ตักไอศกรีมขึ้นมา ผมได้เปลวไฟติดมาด้วย คิม ยงซุน สะกิดบ่าผมแล้วบอกว่า “เป่าไฟให้ดับก่อน แล้ว ค่อยเอาใส่ปาก อย่าสวาปามให้มากล่ะ เหล้านั่นแรงใช้ได้ทีเดียว” เขาโอ่ความรู้เรื่องนี้กับผม
   ผมเพลิดเพลินไปกับการได้ลิ้มรสของร้อนและเย็นที่ตัดกันเป็นตรงข้ามในคราเดียว แล้วคิม จองอิล ก็โบกมือเรียกผม