Click to Sanskrit Homepage
   สินค้าในตะกร้า (จำนวน 0 เล่ม) check out
search
my lines

 

my bookmark

ข้อมูลหนังสือ

จดหมายลับไป่เหอ

Snow Flower and the Secret Fan

ผู้แต่ง : ลิซ่า ซี
ผู้แปล : วิภาดา กิตติโกวิท
ราคา 370  บาท 


add to cart


 

เรื่องย่อ


บันทึกชีวิตหญิงจีนมณฑลหูหนานอันห่างไกล ปลายศตวรรษที่ 19 ยุคที่ผู้หญิงอยู่ภายใต้กรอบคำสอนวัยสาวเชื่อฟังพ่อ ออกเรือนไปเป็นเมียเชื่อฟังสามี สามีตายเชื่อฟังลูกชาย ไป่เหอกับเสว่ฮวา เด็กหญิงสองคนเกิดวันเดือนปีเดียวกัน ผูกสัมพันธ์เป็น “เหล่าถง” ถักทอมิตรภาพชั่วนิรันดร์ที่แม้ชายก็มิอาจขวางกั้น ทั้งคู่ร่วมกันบันทึกชีวิตลงบนพัดด้วยภาษาลับ “หนี่ซู” เพื่อไม่ให้ผู้ใดล่่วงรู้ความหมาย ร่ายเรียงความรู้สึกของหญิง ที่มิอาจกำหนดโชคชะตาตัวเอง

ทดลองอ่าน


 
          ในหมู่บ้านของเรา ฉันคือสิ่งที่ชาวบ้านเรียกกันว่า "คนที่ยังไม่ตาย" ... หญิงหม้ายวันแปดสิบปี วันที่ไร้สามีนี้เชื่องช้ายาวนานนัก ฉันไม่สนใจอาหารพิเศษที่หมู่ตัน และคนอื่นๆจัดหาให้ ไม่เฝ้าคอยงานมงคลต่างๆ ที่มักจัดกันใต้หลังคาบ้านเราอยู่เสมอปัจจุบัน ฉันหวนหาแต่อดีต หลังจากผ่านชีวิตมาเนิ่นนาน ในที่สุดก็สามารถพูดถึงสิ่งต่างๆที่ไม่เคยพูดได้ในวันวารที่ต้องพึ่งพิงครอบครัวพ่อแม่เพื่อการเติบใหญ่ และต้องอาศัยครอบครัวสามีให้การเลี้ยงดูนั้น ฉันมีชีวิตใคร่เล่าขาน ในยามที่ไม่เหลือสิ่งใดให้สูญเสียมากนัก และเหลือน้อยคนที่จะสร้างความขุ่นเคืองให้ได้อีกแล้ว 
 
           ฉันแก่พอที่จะรู้ซึ้งถึงข้อดีข้อด้อยของตัวเอง ซึ่งข้อดีก็มักเป็นข้อด้อยด้วย ตลอดทั้งชีวิต ฉันโหยหาความรัก รู้ทั้งรู้ว่าฐานะหญิง ย่อมไม่เหมาะไม่ควรที่จะปรารถนาหรือวาดหวังถึงมันทว่า ฉันก็ยังคงหวัง และความปรารถนาที่ไม่ได้รับการเห็นชอบยอมรับนี้เอง คือรากเหง้าของปวงปัญหาที่ฉันประสบมาชั่วชีวิตวัยเด็ก ฉันฝันอยากให้แม่สนใจ อยากให้แม่และทุกคนในครอบครัวรัก และเพื่อจะได้ความรักใคร่ของญาติผู้ใหญ่ทุกคน ฉันจึงว่านอนสอนง่าย อันเป็นคุณสมบัติในอุดมคติของคนเพศฉัน และมีแต่จะเต็มใจเกินไปเท่านั้นที่จะทำทุกอย่างที่ผู้ใหญ่บอกให้ทำ ด้วยหวังจะได้รับความเมตตาซึ่งพวกเขาก็มีให้อยู่แล้วโดยวิสัย ฉันพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้พ่อแม่สมหวังในตัวฉัน รวมไปถึงการมัดเท้าให้ได้เท้าเล็กที่สุดในอำเภอ แม้ต้องทนกับกระดูกหักร้าวก็ยอม เพื่อให้เท้าได้รูปสวยงาม 
      
  เมื่อรู้สึกว่าทนกับความเจ็บปวดต่อไปไม่ไหว ปล่อยให้น้ำตาร่วงเผาะลงบนผ้ามัดเท้าเปื้อนเลือด แม่จะพูดเบาๆข้างหูอย่างอ่อนโยนว่า ทนอีกสักชั่วโมงเถอะ ทนอีกวันนะ ทนอีกสักอาทิตย์เถอะ แม่คอยย้ำเตือนถึงรางวัลที่ฉันจะได้มาถ้าทนอีกสักนิด ในลักษณธนี้เองที่แม่สอนให้รู้จักอดทน และไม่ใช่แค่การมัดเท้าหรือการคลอดบุตรอันเป็นการทดสอบทางกายเท่านั้น แต่ยังหมายถึงจิตใจ ความคิด และ วิญญาณซึ่งรวดร้าวทรมานยิ่งกว่า แม่ยังชี้ให้ฉันเห็นข้อบกพร่องต่างๆของตัวเอง และสอนฉันว่าจะใช้มันเอื้อประโยชน์ต่อตนเองได้อย่างไร เราเรียกความรักชนิดนี้ของแม่ว่า "เถิง อ้าย" ลูกชายฉันบอกว่า คำนี้ประกอบด้วยอักษรสองตัวในภาษาเขียนของผู้ชาย ตัวแรกนั้นแปลว่า ความเจ็บปวด  ส่วนตัวที่สองแปลว่า ความรัก และนั่นเองคือความรักของแม่ 
        
      การมัดเท้าไม่เพียงแต่เปลี่ยนรูปเท้าของฉันไปเท่านั้น หากยังได้เปลี่ยนบุคลิกภาพของฉันไปโดยสิ้นเชิงด้วย ที่แปลกคือ ฉันรู้สึกเหมือนว่ากระบวนการนั้นยังคงดำเนินต่อเนื่องมาชั่วชีวิต มันเปลี่ยนฉันจากเด็กหญิงหัวอ่อนไปเป็นเด็กใจแข็ง ต่อมาก็เปลี่ยนจากหญิงสาวผู้เชื่อฟังพ่อแม่สามีอย่างปราศจากเงื่อนไขไปเป็นผู้หญิงที่มีฐานะสูงสุดในอำเภอ ผู้บังคับใช้กฏและประเพณีหมู่บ้านอย่างเข้มงวด เมื่อฉันอายุสี่สิบ ความแกร่งกร้าวจากการมัดเท้าของฉันได้เคลื่อนจากเท้าน้อยๆ ที่เรียกกันว่า "บัวทองสามนิ้ว" นั้นขึ้นสู่หัวใจซึ่งยึดติดแน่นกับความอยุติธรรมและความปวดร้าวเสียใจจนไม่อาจให้อภัยคนที่ฉันเคยรัก และเป็นคนที่รักฉันได้อีก
 
      การกบฏของฉันออกมาในรูปแบบของ "หนี่ซู" หรืออักษรลับของผู้หญิงเรา ปรากฏขึ้นครั้งแรกเมื่อเสว่ฮวา ผู้เป็น "เหล่าถง" และเพื่อนทางจดหมายลับของฉัน ได้ส่งพัดที่มีอักษรลับนั้นมาให้ฉันเล่มหนึ่ง และบัดนี้ มันก้อยู่ตรงหน้านี่เอง ฉันแสดงออกซึ่งตัวตนที่แท้จริงเมื่ออยู่กับเสว่ฮวา พ้นนี้ไปฉันก็ตั้งอกตั้งใจเป็นภรรยาที่สมเกียรติ และเป็นสะใภ้ที่น่าสรรเสริญ และเป็นแม่ที่ละเอียดรอบคอบ ในห้วงเคราะห์หามยามร้าย ใจฉันแกร่งดังหยก ฉันมีพลังซ่อนเร้นที่จะอดทนอดกลั้นต่อความโศกเศร้าเสียใจ ทว่า บัดนี้  ฉันก็เป็นเพียงหญิงหม้ายที่นั่งอยู่ในความเงียบงันนี้ตามที่ขนบประเพณีบัญชาและเข้าใจแล้วว่า ตัวเองช่างมืดบอดมายาวนานนัก
   
 นอกจากช่วงเวลาสามเดือนที่ยากลำบากในปีที่ห้าแห่งรัชกาล เสียนเพิงแล้ว ฉันก็ใ้ชีวิตอยู่แต่ในหอหญิง ห้องชั้นบนอันเป็นที่อยู่สำหรับผู้หญิงโดยเฉพาะ จริงอยู่ ฉันไปศาลเจ้า กลับไปเยี่ยมบ้านเกิด กระทั่งได้ไปเยื่อนเสว่ฮวา แต่ฉันรู้น้อยมากเกี่ยวกับโลกภายนอก ได้ยินผู้ชายคุยกันเรื่องสาวย ภัยแล้ง และการกบฏ ทว่าเรื่องเหล่านั้นล้วนห่างไกลจากชีวิตฉัน สิ่งที่ฉันรู้คือเย็บปักถักร้อย ทอผ้า ทำอาหาร ครอบครัวของสามี ลูกๆหลานๆ และ หนี่ซู เส้นทางชีวิตของฉันเป็นเส้นทางสายตรง จากวัยลูกสาว สู่วัยปักปิ่น สู่วัยครองเรือน และบัดนี้ ... นั่งนิ่งในความเงียบงัน 
 
      ดังนั้นฉันจึงนั่งอยู่ตรงนี้ตามลำพัง อยู่กับความคิดและพัดเล่มนี้ตรงหน้า เมื่อหยิบมันขึ้นมาให้รู้สึกแปลกที่ช่างเบาหวิวเมื่ออยู่ในกำมือ ทั้งที่ได้จารึกความสุขความทุกข์ไว้เหลือคณา ฉันสะบัดมัน เสียงดังพรืดของซี่พัดขณะคลี่ตัวออกนั้น พาให้ระลึกถึงหัวใจที่สั่นระริกเมื่อครั้งกระโน้น แล้วความทรงจำก็ฉายผ่านตรงหน้า สี่สิบปีมานี้ ฉันได้อ่านมันครั้งแล้วครั้งเล่า อ่านจนจำได้ขึ้นใจเสมือนเพลงเด็กที่ร้องกันจนติดปาก 
 
    ยังจำวันที่แม่สื่อนำพัดมาให้นั้นได้ นิ้วฉันสั่นขณะคลี่มันออกครั้งนั้นมีเชือกถักด้วยใบหญ้าเรียบๆผูกคล้องอยู่กับด้ามพัด และมีข้อความเขียนอยู่บนซี่พัดซี่แรก เวลานั้นฉันยังรู้จักตัวอักษรใน หนี่ซู ไม่มาก จึงให้อาสะใภ้อ่านให้ฟัง "ฉันรู้มาว่า ในบ้านของเธอมีเด็กหญิงที่มีบุคลิกดีและมีความรู้ความสามารถของหญิง ฉันกับเธอเกิดวันเดียวกันปีเดียวกัน เราจะเป็นคู่เหมือนได้หรือไม่?" บัดนี้เมื่อมองดูลายมือโปร่งบางที่เขียนตัวหนังสือเหล่านี้ ฉันไม่เพียงมองเห็นเสว่ฮวาผู้ยังเป็นเด็กหญิงในขณะนั้น แต่ยังคงมองเห็นหญิงสาวที่เธอจะเป็นในกาลต่อมาด้วย นั่นคือ แข็งแกร่ง ทรหด และเปิดเผยซื่อตรง 
 
      ดูไล่ไปตามซี่พัดซี่อื่นๆ ฉันเห็นการมองโลกในแง่ดีของเรา ความสนุกสนาน การชื่นชมกันและกัน คำมั่นสัญญาที่ให้แก่กัน เห็นเชือกถักจากใบหญ้าเรียบๆ กลายเป็นเชือกถักที่สวยงามเมื่อเราวาดรูปต่างๆลงไป มีเกล็ดหิมะกับดอกไป่เหออันเป็นสัญลักษณ์แห่งการเป็น เหล่าถง ของเรา ฉันเห็นดวงจันทร์ที่อยู่มุมบนขวานั้นส่องแสงลงมายังเรา เราทั้งสองควรจะเป็นดั่งเถาวัลย์พันเกี่ยวดุจไม้สูงยืนยง เช่นเป็ดแมนดาริน เคียงคู่กันชั่วชีวิต เหมือนที่เสว่ฮาเขียนบนซี่พัดอีกซี่ว่า "มิตรภาพระหว่างเราจักยืนยาวไม่มีวันเสื่อมคลาย"  แต่แล้วบรอีกซี่หนึ่งฉันมองเห็นความเข้าใจผิด ความำว้วางใจที่แตกร้าว และการปิดประตูใส่กันในท้ายที่สุด สำหรับฉัน ความรักคือกระบวนการอันล้ำค่าเสียจนมิอาจแบ่งปันแก่ใครอื่น และสุดท้าย มันก็ได้ฉีกฉันออกจากคนคนเดียวที่เหมือนฉัน
 
        ฉันได้เรียนรู้เรื่องราวความรัก เคยคิดว่าตัวเองเข้าใจมัน ทั้งไม่ใช่ แต่ความรักของแม่ แต่ยังมีความรักสำหรับญาติพี่น้อง สำหรับสามี และสำหรับ เหล่าถง ฉันยังมีประสบการณ์ความรักในแบบอื่นด้วย เช่น รักเพราะสงสาร รักด้วยความนับถือ และรักที่รู้คุณ แต่เมื่อมองดูพัดลับของเราที่มีข้อความซึ่งเขียนตอบโต้กันระหว่างฉันกับเสว่ฮวา เป็นเวลาหลายปีแล้วก็มองเห็นว่าตัวเองไม่เคยรู้ค่าแห่งรัก ที่สำคัญที่สุด ซึ่งเป็นรักที่เกิดจากเบื้องลึกของหัวใจนั้นเลย
 
    หลายปีมานี้ ฉันได้ช่วยผู้หญิงจำนวนมากที่ไม่เคยเรียน หนี่ซู บันทึกอัตชีวประวัติตามคำบอก ได้ยินได้ฟังทุกเรื่องราวแห่งความโศกเศร้า ความทุกข์ ความอยุติธรรม และโศกนาฏกรรมหลากหลายฉันได้ลำดับชีวิตอันรันทดให้ผู้เคราะห์ร้าย ได้ฟังและบันทึกไว้ทั้งสิ้น แต่ขณะที่รู้เรื่องราวมากมายของผู้หญิงนั้น ฉันแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับผู้ชายเลย เว้นแต่เรื่องชาวนาสู้กับธรมชาติ ทหารไปรบ หรือ นักพรตแสวงหาสันโดษ ครั้นย้อนมองชีวิตตัวเองก็เห็นมันถูกวาดขึ้นจากเรื่องราวของทั้งหญิงและชาย จริงอยู่ฉันเป็นเพียงหญิงด้อยค่าที่บ่นแต่เรื่องจุกจิก ทว่าภายในจิตใจ ฉันก็ทำสงครามเหมือนผู้ชาย โรมรันระหว่างตัวตนที่แท้จริงของฉัน กับคนที่ฉันถูกคาดหวังว่าควรจะเป็น 
 
 
      ฉันเขียนเรื่องราวเหล่านี้เพื่อบุคคลผู้ลาลับไปสู่ปรภพแล้ว หมู่ตัน หลานสะใภ้ของฉัน รับปากว่าจะเผาส่งให้ฉันในนาทีทีี่ฉันสิ้นลม เพื่อให้เรื่องราวของฉันได้ไปถึงพวกเขาก่อนที่วิญญาณของฉันจะจรไปพบพวกเขา ขอให้ถ้อยคำของฉันได้อธิบายการกระทำต่างๆที่ฉันเคยทำแก่บุพการี ต่อสามี และที่สำคัญที่สุดคือ ต่อเสว่ฮวา ก่อนที่ฉันจะได้ไปทักทายพวกเขาอีกครั้งเถิด