Click to Sanskrit Homepage
   สินค้าในตะกร้า (จำนวน 0 เล่ม) check out
search
my lines

 

my bookmark

ข้อมูลหนังสือ

เรื่องลับที่ดราก้อนคาเฟ่

ผู้แต่ง : จูดี้ ฟองส์ เบทส์
ผู้แปล : คำเมือง
ราคา 225  บาท 


add to cart


 

เรื่องย่อ


ด.ญ.ซูเจิ้น อพยพจากเมืองจีนมาอยู่แคนาดา ครอบครัวเธอเปิดร้านอาหารเล็กๆ จู่ๆ วันหนึ่งเธอก็ไปล่วงรู้ความลับของครอบครัว ที่เธอไม่อาจปริปากบอกใครได้
 

ทดลองอ่าน


หลายเดือนก่อนหน้าที่ฉันกับแม่จะมาแคนาดา  พ่อ หิงหวันจู กับเพื่อนเก่าแก่ ต้วนยัตลิม ซื้อร้านดราก้อน คาเฟ่ ในเมืองเล็กๆชื่อเออร์วิน ไม่ห่างจากโทรอนโตนัก  ทั้งคู่มองว่านี่เป็นการซื้อขายที่ได้กำไร  ทั้งนี้เพราะ ที่นี่เป็นร้านอาหารจีนอยู่แล้ว  ในครัวมีกระทะแบบก้นลึกหลายใบ  เหนือหน้าต่างหน้าร้าน มีป้ายสี่เหลี่ยมเขียนตัวอักษรจีนสีทอง
    ที่สำคัญที่สุดคือ ธุรกิจในเมืองเล็กๆขนาดเออร์วินจะใช้เงินลงทุนน้อยกว่าธุรกิจแบบเดียวกันในเมืองใหญ่   ตอนนั้นฉันยังไม่เข้าใจหรอกว่าธุรกิจของพ่อก็เป็นแบบเดียวกับร้านอาหารจีนอีกมากมายที่กระจายอยู่ทั่วแคนาดา ธุรกิจแบบนี้มีชื่อเรียกว่า  ช้อนติดมันประจำท้องถิ่น เจ้าของแต่ละแห่งเป็นครอบครัวโดดเดี่ยว แปลกแยกจากชุมชนของลูกค้าที่มาใช้บริการ
    ตอนที่เรายังอยู่ฮ่องกงแม่พาฉันไปร้านตัดเสื้อ ให้เขาตัดเสื้อโค้ท
ขนสัตว์และชุดผ้าฝ้ายหลายชุด แล้วแม่ก็ยังตัดชุดเดินทางสีเขียวเข้มและชุด
เฉวิ่งซ๊าม -กี่เพ้า สีชมพูแสนสวยอีกอย่างละชุด  แม่พับเสื้อผ้าใหม่ของเราอย่างเรียบร้อยแล้วใส่ในกระเป๋าหนังสีน้ำตาลใบใหญ่  มีข้าวของอีกหลายอย่าง ที่จัดวางอยู่ในกระเป๋า  เสื้อสเว็ตเตอร์ที่พับแล้ว  ห่อยาสมุนไพร  ของฝากสำหรับสมาชิกในครอบครัว  แล้วก็สมบัติส่วนตัวของเราที่มีไม่กี่ชิ้น
    ตอนที่ยืนต่อแถวยาวเหยียดอยู่ข้างๆแม่เพื่อรอขึ้นเครื่องบิน  ฉันแทบไม่เชื่อเลยว่าผู้หญิงแสนสวยที่แต่งตัวแบบโหลฟานใส่รองเท้าส้นสูงสีดำคนนี้คือแม่ของฉัน  ก่อนหน้านี้ฉันเคยเห็นแม่ใส่แต่ชุดผ้าฝ้ายหลวมๆที่มีเชือกร้อยด้านข้างหรือไม่ก็เป็นเสื้อผ้าเนื้อบางกับกระโปรงหลวมๆ แม่บอกว่า เรากำลังไปยังประเทศ ที่เรียกว่า กันอาได๋ แผ่นดินที่มีหิมะปกคลุมและเย็นยะเยือก ที่นั่นมีแต่พวกโหลฟาน ที่นั่นคนพูดกันแต่ภาษาอังกฤษเท่านั้น แม่ชี้ให้ฉันดูโหลฟานบนถนนในฮ่องกง  บอกว่า
    “พวกนี้พูดภาษาจีนไม่เป็น   แต่ไม่ช้าลูกก็จะรู้ภาษาอังกฤษและพูดได้เหมือนพวกโหลฟาน   แม่แก่เกินกว่าที่จะเรียนแล้ว  แต่สำหรับลูกนะซูเจิ้น
ลูกจะโตขึ้นมาเหมือนพวกเขา”
    ฉันได้แต่สงสัยว่าภาษาอังกฤษมันเป็นอย่างไร  ไม่เข้าใจว่าถ้าฉันจะเรียนภาษาอังกฤษได้ง่ายๆ  แล้วทำไมมันถึงกลายเป็นเรื่องยากสำหรับแม่
    ก่อนเดินทางสองสามอาทิตย์ แม่ดูจะตื่นเต้นกับบ้านใหม่ของเรามาก  แม่สอนให้ฉันหัดเขียนตัวหนังสือภาษาอังกฤษที่ประกอบกันขึ้นจากวงกลม
เส้นตรง แล้วก็ครึ่งวงกลม  ตอนอยู่บนเครื่องบินฉันใช้นิ้วขีดตัวอักษรพวกนี้
กับกระจกหน้าต่าง  พลางนึกถึงสิ่งที่แม่เล่าให้ฟังเกี่ยวกับมิสชันนารี่ที่สอนให้แม่เขียน เอบีซี สมัยที่แม่เป็นเด็ก  แต่ไม่ได้สอนให้แม่อ่านเป็นคำ
    พอมองออกไปฉันเห็นเมฆทั้งข้างบนและข้างล่าง  อดสงสัยไม่ได้ว่าเรา
กำลังเคลื่อนที่ไปบนท้องฟ้าจริงๆหรือเปล่า การเดินทางมันดูยาวนานไม่มีที่สิ้นสุด


    แม่บอกกับฉันว่าเราโชคดีที่พ่ออยู่ในแคนาดาก่อนแล้ว  ไม่อย่างนั้นพวกคอมมิวนิสต์จะไม่ยอมออกจากเมืองจีนแน่ แม่ยังบอกต่อไปว่าเราไปแคนาดากันก็เพื่อฉัน  ที่นั่นฉันจะมีชีวิตที่ดีกว่า  ได้ไปโรงเรียน  และครอบครัวของเราก็จะได้อยู่ด้วยกัน  แต่แม่ก็รู้ว่าถ้ามีทางออกอย่างอื่นแม่ก็จะยังอยู่
เมืองจีนทั้งๆที่กลัวคอมมิวนิสต์   พอฉันถามว่าพวกคอมมิวนิสต์เป็นใคร  แม่ก็ไม่สามารถอธิบายให้ฉันเข้าใจได้  ฉันจึงรู้แต่ว่าในแคนาดาเราจะปลอดภัยจากพวกนั้น
    สิ่งเดียวในแคนาดาที่ดูเหมือนแม่เฝ้าหวังที่สุดก็คือการได้กลับมาเจอกับน้าไห่หลานของแม่   ยายไห่หลานของฉันเป็นน้องสาวคนเล็กของยาย  ก่อนสงครามยายไห่หลานแต่งงานกับตาจงซึ่งมาจากหมู่บ้านเดียวกันกับพ่อของฉัน
ในอำเภอฮอยปิง  ทั้งคู่มีลูกชายด้วยกันสองคน  ก่อนที่ตาจงจะกลับมาแคนาดา   พอญี่ปุ่นบุก ยายไห่หลานกับชาวบ้านคนอื่นๆก็หนีขึ้นไปอยู่บนเขา
    แม่เล่าให้ฟังว่า  ในครอบครัวเรามีแต่ยายไห่หลานกับลูกชายและแม่เท่านั้นที่รอดชีวิตมาจากสงครามได้   พอสงครามเลิก  และพวกเขาได้กลับมาพบกัน ยายไห่หลานก็เป็นคนดูแลแม่มาตลอด ตอนที่พ่อฉันกลับจากแคนาดามาเยี่ยมบ้านยายไห่หลานก็แนะนำแม่ให้กับพ่อ  หลังจากท่านทั้งสองแต่งงานกันได้ไม่นาน  ยายไห่หลานก็ย้ายมาอยู่แคนาดา