Click to Sanskrit Homepage
   สินค้าในตะกร้า (จำนวน 0 เล่ม) check out
search
my lines

 

my bookmark

ข้อมูลหนังสือ

พรมสีเลือด

ผู้แต่ง : อานิตา อามีร์เรชวานี
ผู้แปล : วิภาดา กิตติโกวิท
ราคา 370  บาท 


add to cart


•    แปลแล้วกว่า30ภาษาทั่วโลก

•   เด็กหญิงยากจนชาวอิหร่านมีฝีมือทอพรมเปอร์เซียเจิดจรัส  ถูกบังคับให้เปิดบริสุทธิ์กับชายหนุ่มมั่งคั่งเพื่อแลกกับชีวิตที่มีหลักประกัน  เธอต้องเลือกว่าจะอยู่อย่างมีศักดิ์ศรีที่ข้างถนนหรือจะมีชีวิตดั่งพรมเช็ดเท้า

 

เรื่องย่อ


                เรื่องราวในศตวรรษที่17 เด็กหญิงยากจนชาวอิหร่านวัย14ปีแต่มีฝีมือทอพรมเปอร์เซียเจิดจรัส  เธอเดินทางไปเมืองอีสฟาฮานเพื่อเป็นช่างทอพรม  ที่นั่นเธอถูกบังคับให้เปิดบริสุทธิ์กับชายหนุ่มผู้มั่งคั่งเพื่อแลกกับชีวิตที่มีหลักประกันแต่เธอกลับมีชีวิตดั่งพรมใต้เท้าให้ใครต่อใครเช็ดถูเธอต้องเลือกว่าจะอยู่อย่างมีศักดิ์ศรีข้างถนนหรือจะอยู่ภายใต้อาณัติของคนอื่นที่เป็นดั่งเจ้าชีวิต

ทดลองอ่าน


ดาวหางดวงนั้นสุกใสกว่าทุกดวงที่เราเคยเห็นทั้งยังดูน่ากลัวอีกด้วย  คืนแล้วคืนเล่าที่มันเคลื่อนผ่านผืนฟ้าของเราหว่านโปรยละอองสีขาวแห่งความโศกเศร้าเราพยายามถอดความสารอันน่าพรั่นพรึงของดวงดารา  หะยีอาลีผู้รู้ที่คงแก่เรียนที่สุดของหมู่บ้านเราเดินทางเข้ากรุงอิศฟาฮาน4เพื่อไปเอาปฏิทินประจำปีของนักดาราศาสตร์ใหญ่  ซึ่งจะช่วยให้เรารู้ว่าต้องเผชิญกับภัยพิบัติอันใดบ้าง

          เย็นวันที่เขากลับมาคนทั้งหมู่บ้านทะยอยไปรวมตัวกันข้างนอกเพื่อคอยฟังคำพยากรณ์ที่จะเกิดขึ้นในเดือนต่อๆไป  ฉันยืนอยู่กับพ่อแม่ใกล้ๆต้นสนแก่ที่เป็นต้นไม้ต้นเดียวในหมู่บ้านเรามันมีแถบผ้าผูกเต็มไปหมดเพราะชาวบ้านบนบานศาลกล่าว  ทุกคนตกอยู่ในอาการเดียวกันแหงนหน้าคางชีฟ้ามองดวงดาว  ส่วนฉันตัวเล็กพอที่จะมองเห็นใต้คางที่รกครึ้มไปด้วยหนวดสีขาวของหะยีอาลี  มันดูเหมือนกระจุกพุ่มไม้กลางทะเลทราย  มาฮีนแม่ของฉันชี้ไปยังดวงดาวซึ่งแผดเผาเป็นเพลิงสีแดงอยู่ในท้องฟ้ายามราตรี  "ดูดาวอังคารสิแดงสุกราวลูกไฟ!" แม่ว่า"มันยิ่งจะทำให้ดาวหางร้ายกาจขึ้นไปอีก"

          ชาวบ้านเคยสังเกตเห็นสัญญาณลี้ลับได้ยินเคราะห์กรรมต่างๆนานาที่เกิดจากดาวหางกันมาแล้วเช่นกาฬโรคระบาดทางเหนือของอิหร่านคร่าชีวิตคนไปเรือนพัน  แผ่นดินไหวในดูกาบาดที่ขังเจ้าสาวไว้ในบ้านของเธอเองมันกลืนกินเธอกับบรรดาแขกผู้หญิงก่อนที่เธอจะได้พบเจ้าบ่าวเพียงครู่เดียว  ในหมู่บ้านของฉันมีแมลงสีแดงฝูงมหึมาที่ไม่เคยเห็นมาก่อนบินมาเกาะพืชผลของเรา

          โกลีเพื่อนสนิทของฉันมาพร้อมฆาซิมสามีที่อายุมากกว่าเราเธอทักทายฉันด้วยจุมพิตที่แก้ม

          "เป็นยังไงบ้าง?" ฉันถาม  เธอเอามือคลำท้อง

          "หนัก" เธอตอบฉันรู้ว่าเธอกังวลกับชะตากรรมของชีวิตใหม่ในท้อง

          ไม่นานนักทุกคนในหมู่บ้านยกเว้นคนแก่กับคนป่วยก็มารวมตัวกัน  ผู้หญิงส่วนใหญ่สวมเสื้อคลุมยาวสีสดทรงระฆังทับกางเกงคลุมศีรษะด้วยผ้าคลุมผมที่มีชายครุยขณะที่ผู้ชายส่วนมากใส่เสื้อทูนิกยาวกางเกงและโพกเทอร์บันสีขาว แต่หะยีอาลีโพกเทอร์บันสีดำ5บ่งบอกว่าเขาสืบเชื้อสายจากศาสดามุฮัมมัดในมือของเขามีจานกลุ่มดาวที่เป็นเครื่องมือดาราศาสตร์ติดตัวตลอดเวลา

          "สาธุชนทั้งหลายคำพยากรณ์ปีนี้เริ่มด้วยข่าวร้ายของศัตรูแห่งเรา  ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือพวกออสบักจะประสบกับแมลงระบาดรุนแรงจนข้าวสาลีจะถูกทำลาย  ทางทิศตะวันตกการหนีทัพจะทำลายพวกออตโตมันและไกลออกไปอีกทางทิศตะวันตกในราชอาณาจักรแห่งชาวคริสต์โรคร้ายที่มิอาจอธิบายได้จะทำลายริมฝีปากของเหล่าราชะ"

          อิศมาอิลพ่อของฉันโน้มตัวมากระซิบว่า"ดีนะจะได้รู้ว่าประเทศที่เราต่อสู้ด้วยจะมีเคราะห์" เราหัวเราะให้กันเพราะมันเป็นเช่นนั้นเสมอ

          หะยีอาลีโบกปฏิทินมายังพวกชาวบ้านเป็นกิริยาที่เขามักทำเสมอเมื่อคำพยากรณ์ที่เขากำลังจะอ่านต่อไปนั้นเป็นเรื่องร้าย  ผู้ช่วยของเขาที่ถือตะเกียงน้ำมันอยู่รีบกระโดดหลบ

          "บางทีสิ่งที่เลวร้ายที่สุดคือจะเกิดความผิดพลาดใหญ่หลวงที่ไม่อาจอธิบายได้เรื่องของการประพฤติผิดศีลธรรมในปีนี้" เขาอ่าน"มีเพียงอิทธิพลของดาวหางเท่านั้นที่จะอธิบายความผิดพลาดนี้ได้"

          ในที่สุดหะยีอาลีก็ทำนายมาถึงเรื่องที่เกี่ยวกับอนาคตของฉัน  "เรื่องของการแต่งงานปีต่อไปนี้จะปนเปกันไป" เขาว่า"ปฏิทินไม่บอกอะไรเลยเรื่องการแต่งงานที่จะเกิดขึ้นในสองสามเดือนจากนี้แต่การแต่งงานที่จะมีขึ้นในช่วงปลายปีนี้จะเต็มไปด้วยการทะเลาะวิวาทรุนแรง"

          ฉันมองหน้าแม่ด้วยความวิตกเพราะฉันคาดว่าจะได้แต่งงานในช่วงนั้นตอนนี้ฉันอายุสิบสี่แล้ว  ดวงตาแม่ฉายแววเป็นทุกข์  บอกได้ว่าแม่ไม่ชอบใจกับเรื่องที่ได้ยิน

          ฉันสบตาโกลีมองเห็นความหวาดกลัวของตัวเองสะท้อนอยู่ในดวงตาเธอ  โกลีหวั่นวิตกต่อการคลอด ฉันกังวลกับความคิดเรื่องการแต่งงาน  ฉันภาวนาขอให้ดาวหางพุ่งไปยังโค้งฟ้าสูงไม่มากวนเรา

          พ่อเอาผ้าขนแกะห่มไหล่ให้เมื่อเห็นฉันตัวสั่นแม่กุมมือข้างหนึ่งของฉันพลางถูให้อบอุ่นจากจุดที่เรายืนอยู่กลางหมู่บ้านฉันถูกแวดล้อมด้วยบ้านเรือนที่คุ้นเคย  ใกล้ๆคือมัสยิดเล็กๆของเราโดมของมันเป็นประกายจากกระเบื้อง  ฮัมมัม7ที่ฉันใช้อาบน้ำทุกอาทิตย์ภายในเป็นไอโขมงตามแสงไฟไว้เป็นจุดๆ   แผงไม้กระด่างกระดำในตลาดเล็กๆซึ่งจะมีตลาดนัดในวันพฤหัสบดี ชาวบ้านนำผลไม้ผักยาพรมและเครื่องมือมาซื้อขายกัน  ทางเดินสายหนึ่งออกจากเรือนกลางตัดไประหว่างกลุ่มบ้านที่สร้างด้วยอิฐดินแห้งที่ซึ่งสองร้อยชีวิตของหมู่บ้านเราพำนักพักพิงไปสุดลงตรงเชิงเขาและร่องทางที่แพะของฉันเดินหากิน  ภาพทั้งหมดนี้ทำให้ฉันเป็นสุข พอแม่บีบมือฉันเป็นเชิงถามว่าฉันรู้สึกอย่างไรฉันบีบตอบ  แต่แล้วก็รีบดึงมือหนีเพราะไม่อยากทำตัวเหมือนเด็ก

          "บาบา" ฉันกระซิบกระซาบกับพ่อ"จะเป็นอย่างไรถ้าคำพยากรณ์เรื่องการแต่งงานของหะยีอาลีเป็นความจริงขึ้นมา?"

          พ่อไม่อาจซ่อนเร้นความวิตกในดวงตาแต่เสียงของพ่อยังหนักแน่น"สามีของเจ้าจะปูทางของเจ้าด้วยกลีบกุหลาบ" พ่อตอบ"หากมีครั้งใดที่เขาไม่ปฏิบัติต่อเจ้าด้วยเกียรติ..."

          พ่อหยุดลงชั่วขณะแล้วนัยน์ตาดำก็วาวขึ้นราวกับว่าสิ่งที่พ่ออาจทำนั้นจะร้ายกาจเกินจินตนาการ  พ่อเริ่มทำท่าเหมือนจะพูดอะไรบางอย่างแต่แล้วกลับชะงัก

          "... เจ้ากลับมาหาเราได้เสมอ" พ่อจบคำพูดเพียงนี้

          ความอับอายและการตำหนิจะติดตามเมียที่หนีกลับไปหาพ่อแม่แต่ดูเหมือนว่าพ่อของฉันจะไม่สนใจ  ดวงตาอ่อนโยนของพ่อยับย่นที่หัวตาเมื่อพ่อยิ้มให้ฉัน

          หะยีอาลีจบการชุมนุมด้วยการสวดภาวนาสั้นๆ  ชาวบ้านบางส่วนแตกกระจายไปตามกลุ่มญาติวิพากษ์วิจารณ์คำพยากรณ์ บางส่วนเดินกลับบ้าน  โกลีทำหน้าเหมือนอยากคุยแต่สามีเธอบอกว่าได้เวลากลับแล้ว  เธอกระซิบบอกว่าปวดเท้าเพราะท้องโตแล้วบอกลา

          ฉันเดินกลับบ้านกับพ่อแม่ไปตามซอยดินที่ทะลุไปกลางหมู่บ้านบ้านเรือนเกาะกลุ่มอยู่สองข้างทางเพื่อความอบอุ่นและปกป้องกันและกัน  ฉันรู้จักเส้นทางนั้นดีจนสามารถหลับตาเดินและเลี้ยวได้พอดิบพอดี  เมื่อถึงบ้านซึ่งเป็นหลังสุดท้ายก่อนที่หมู่บ้านเราจะหลีกทางให้ผืนทรายและพุ่มไม้  พ่อดันประตูไม้สลักของเราออกด้วยหัวไหล่เราเดินเข้าบ้านที่มีห้องเดียวผนังห้องทำด้วยโคลนอัดกับฟางฉาบด้วยน้ำปูนขาวซึ่งแม่เช็ดถูจนขาวสะอาด  ประตูบานเล็กนำไปยังลานที่มีรั้วรอบขอบชิดซึ่งเราสามารถนั่งอาบแดดได้โดยไม่เป็นที่ประจักษ์ต่อสายตาคนนอก

          ฉันกับแม่ดึงผ้าคลุมผมออกแขวนกับตะขอใกล้ประตูถอดรองเท้าออกพร้อมกัน  ฉันสลัดผมที่ยาวจรดเอว  มือแตะเขาโง้งของแพะป่าที่ส่องแสงแวววาวอยู่บนขาตั้งเตี้ยข้างประตูเพื่อความโชคดี  พ่อล่าแพะป่าตัวนั้นได้ขณะที่เราออกไปเดินเล่นตอนบ่ายวันศุกร์วันหนึ่ง  นับแต่วันนั้นเขาแพะป่าก็ได้ตำแหน่งแห่งความภาคภูมิในครอบครัวเรา  เพื่อนๆของพ่อมักชมพ่อว่าปราดเปรียวราวแพะป่า

          ฉันกับพ่อนั่งด้วยกันบนพรมสีแดง-น้ำตาลที่ฉันทำเมื่อตอนอายุสิบขวบ รู้สึกว่าพ่อดูเหนื่อยผิดปกติ

          "พรุ่งนี้เราจะไปเดินเล่นกันไหม?" ฉันถามพ่อ

          พ่อลืมตา"แน่นอนเจ้าตัวเล็กของพ่อ" พ่อตอบ

          พ่อต้องไปทำไร่ตอนเช้าแต่พ่อก็ยืนยันว่าจะไม่พลาดเดินเล่นเป็นอันขาดเว้นแต่จะได้รับคำสั่งจากพระเจ้า"เพราะอีกไม่นานเจ้าก็จะเป็นเจ้าสาวที่ยุ่งมาก" เสียงพ่อเครือ

          ฉันหลบตาไม่อาจคิดถึงการจากพ่อไป

          แม่โยนมูลสัตว์แห้งลงไปในเตาเพื่อต้มน้ำชงชา"มีอะไรพิเศษให้" แม่พูดเมื่อเอาจานคุกกี้ถั่วลูกไก่8ทำสดๆมายื่นให้เรากรุ่นกลิ่นหอมดอกกุหลาบ

          "ขอมือเจ้าจงอย่ามีวันเจ็บวันปวดเถิด!" พ่อว่า

          เป็นขนมที่ฉันโปรดปรานและกินมากเกินไป  สักครู่ก็รู้สึกเหนื่อยจึงนอนแผ่หราบนที่นอนใกล้ประตูเช่นเคยฉันหลับไปกับเสียงพูดคุยของพ่อกับแม่ทำให้ฉันคิดถึงเสียงคูของนกเขา  และคิดว่าเห็นพ่อกอดและจุมพิตแม่

          บ่ายวันรุ่งขึ้นฉันยืนคอยพ่อที่ประตูบ้านขณะที่พวกผู้ชายเดินกลับจากไร่มาเป็นแถว  ฉันชอบรินน้ำชาไว้ให้พ่อก่อนที่พ่อจะเดินเข้าประตูมา  แม่ง่วนอยู่เหนือเตากำลังอบขนมปังเพื่อเป็นอาหารมื้อเย็น

          เมื่อไม่เห็นพ่อฉันกลับเข้าไปในบ้านทุบลูกวอลนัทกำหนึ่งแล้วใส่ไว้ในชามใบเล็กปักดอกไอริสที่เก็บมาใส่ในถ้วยน้ำแล้วออกไปดูอีก ฉันอยากเดินเล่นมาก  พ่ออยู่ไหน? พวกผู้ชายส่วนใหญ่กลับกันมาจากไร่แล้วและอาจกำลังอาบน้ำชะฝุ่นอยู่ในลานบ้านตัวเอง

          "เราต้องการน้ำอีกสักหน่อย" แม่บอกฉันคว้าเหยือกดินแล้วเดินไปที่บ่อ  พบอิบราฮิมนักย้อมสีด้ายระหว่างทางเขามองฉันด้วยสีหน้าประหลาด

          "กลับบ้านไป" เขาบอก"แม่เจ้าต้องการเจ้า"

          ฉันแปลกใจ"แต่แม่เพิ่งบอกให้มาตักน้ำ" ฉันบอก

          "ไม่เป็นไร" เขาว่า"บอกแม่ว่าข้าบอกให้เจ้ากลับ"

          ฉันรีบเดินกลับบ้านเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้เหยือกดินกระแทกกับหัวเข่า  เมื่อใกล้ถึงบ้านเห็นชายสี่คนแบกร่างปวกเปียกร่องแร่งมาร่างหนึ่ง  คงเกิดอุบัติเหตุขึ้นในไร่พ่อมักกลับมาเล่าให้ฟังเสมอถึงเรื่องที่มีคนได้รับบาดเจ็บจากเครื่องนวดข้าวบ้างถูกล่อเตะบ้างหรือเลือดชุ่มเพราะชกต่อยกันบ้าง  เดี๋ยวพ่อคงจะบอกเราว่าเกิดอะไรขึ้นตอนที่เราดื่มน้ำชากัน

          ผู้ชายกลุ่มนั้นเดินตุปัดตุเป๋เพราะน้ำหนักของคนที่แบกมาฉันไม่เห็นใบหน้าของคนถูกแบกเพราะมันเอียงไปข้างหนึ่งแต่สวดภาวนาขอให้เขาหายเร็วๆ  เพราะมันจะทำให้ครอบครัวลำบากเมื่อผู้ชายเจ็บป่วยเกินกว่าจะทำงานได้  ครั้นกลุ่มคนใกล้เข้ามาฉันสังเกตเห็นว่าวิธีโพกเทอร์บันของชายคนนั้นเหมือนพ่อมาก  แต่นั่นไม่มีความหมายอะไรฉันรีบบอกตัวเอง  เพราะผู้ชายก็มักจะโพกศีรษะคล้ายๆกัน

          คนแบกที่เดินข้างหน้าเซไปครู่หนึ่งเกือบทำให้ร่างที่แบกมานั้นร่วงลง  ศีรษะของเขาแกว่งไปมาราวกับจะหลุดออกจากตัวแขนขาไร้ชีวิต เหยือกดินหลุดจากมือฉันแตกกระจายอยู่รอบเท้า

          "บีบี" ฉันกรีดร้อง"ช่วยด้วย!"

          แม่ถลาออกมาข้างนอกปัดฝุ่นแป้งจากเสื้อผ้าเมื่อเห็นพ่อก็เปล่งเสียงร้องโหยหวน  ผู้หญิงที่อาศัยอยู่บ้านข้างเคียงพากันวิ่งออกจากบ้านมาห้อมล้อมแม่ไว้เสมือนตาข่ายขณะที่เสียงแม่ฉีกอากาศด้วยความวิปโยคโศกเศร้าแม่ชักดิ้นกระโดดพวกเธอจับแม่ไว้ด้วยความอ่อนโยนกอดเธอไว้แน่นปัดเส้นผมออกจากใบหน้าแม่

          พวกผู้ชายพาพ่อเข้าไปในบ้านวางร่างพ่อลงบนที่นอน  ผิวพ่อเหลืองซีดน้ำลายไหลย้อยจากมุมปาก  แม่ยื่นนิ้วไปตรงจมูกพ่อ

          "ขอบคุณพระเจ้าเขายังหายใจอยู่!" แม่พูด

          นาฆีที่ทำงานในไร่กับพ่อไม่สบสายตาใครขณะที่บอกเราว่าเกิดอะไรขึ้น"เขาดูเหนื่อยอยู่ก่อนแล้วแต่ก็ดูสบายดีจนกระทั่งบ่ายนี้" เขาเล่า "จู่ๆก็กุมหัวแล้วล้มลงบนพื้นหายใจหอบ  แล้วก็นิ่งไป"

          "ขอพระเจ้าทรงปกปักผัวเจ้า!"  ผู้ชายคนหนึ่งที่ฉันไม่รู้จักพูด  พวกเขาช่วยทำทุกอย่างเพื่อให้พ่อสบายพึมพำคำสวดขอให้หายดีแล้วเดินจากไป

          คิ้วของแม่ย่นลึกเมื่อถอดรองเท้าผ้าฝ้ายของพ่อดึงเสื้อให้เข้าที่จัดหมอนรองใต้ศีรษะแม่เอามือคลำหน้าผากพ่อแล้วบอกว่าอุณหภูมิปกติแต่บอกให้ฉันเอาผ้าห่มมาห่มให้พ่ออบอุ่น

          ข่าวของพ่อแพร่ออกไปอย่างรวดเร็วเพื่อนบ้านเริ่มมาเพื่อช่วยเหลือ  โกลซูมเอาน้ำที่เธอตักมาจากน้ำพุใกล้ศาลผู้มีบุญซึ่งเป็นที่รู้กันถึงพลังในการเยียวยามาให้  อิบราฮิมหาในลานได้แล้วจึงเริ่มอ่านอัลกุรอาน  โกลีมาพร้อมกับขนมปังร้อนและสตูถั่วลูกชายเธอหลับอยู่ในอ้อมแขน  ฉันต้มน้ำชาให้ความอบอุ่นแก่ทุกคน  แล้วคุกเข่าข้างพ่อมองหน้าพ่อสวดขอให้พ่อกะพริบตาหรือแม้แต่ทำหน้านิ่วก็ยังดี- อะไรก็ได้ขอให้ได้แน่ใจว่าพ่อยังมีชีวิตอยู่

          ค่ำแล้วราบีอีหมอประจำหมู่บ้านก็มาถึงพร้อมถุงผ้าที่เต็มไปด้วยสมุนไพรบนไหล่ทั้งสองข้าง  เขาวางถุงลงข้างประตูแล้วคุกเข่าลงตรวจพ่อโดยอาศัยแสงตะเกียงน้ำมันซึ่งสั่นไหวริบหรี่  เขาหรี่ตาลงเมื่อมองหน้าพ่อใกล้ๆ  "ข้าต้องการแสงสว่างกว่านี้" เขาบอก

          ฉันขอยืมตะเกียงน้ำมันสองดวงจากเพื่อนบ้านและวางลงข้างๆที่นอน  หมอยกศีรษะพ่อขึ้นแล้วแก้เทอร์บันที่โพกไว้อย่างระมัดระวัง  ศีรษะพ่อดูหนักและบวม  ในแสงไฟฉันเห็นหน้าพ่อเป็นสีขี้เถ้าผมดกของพ่อที่มีริ้วสีเทาก็ดูแข็งและเป็นสีขี้เถ้าด้วย

          ราบีอีแตะข้อมือและลำคอพ่อเมื่อไม่เห็นสิ่งที่คลำหาก็เอาหูแนบกับหน้าอกโกลซูมกระซิบถามแม่ว่าขอน้ำชาเพิ่มได้ไหม  หมอเงยหน้าและบอกให้ทุกคนเงียบ  หลังจากที่นิ่งฟังอีกครั้งเขาลุกขึ้นด้วยสีหน้าขรึมประกาศว่า"หัวใจยังเต้นแต่อ่อนมาก"

          "อาลีเจ้าแห่งมวลมนุษย์โปรดประทานพลังแก่ผัวข้าด้วย!" แม่ร้อง

          พ่อเริ่มทำเสียงหอบฝืดๆ  ปากยังห้อยริมฝีปากเผยอเล็กน้อยลมหายใจดังเหมือนใบไม้แห้งที่กระพืออยู่กลางสายลม  แม่วิ่งมาจากเตานิ้วเขียวเพราะสมุนไพร โน้มตัวเหนือร่างพ่อแล้วหวีดร้อง"โธ่ทูนหัวของข้าโธ่!"

          โกลซูมรีบมาดูพ่อแล้วพาแม่กลับไปที่เตาเพราะทำอะไรไม่ได้  "มาต้มยานี้ไปช่วยเขาเถอะ" โกลซูมว่า ดวงตาที่สุกใสเสมอกับแก้มปลั่งราวทับทิมนั้นยืนยันถึงพลังของเธอที่เป็นหมอสมุนไพร

          เมื่อต้มยาเสร็จและทิ้งให้เย็นลงแล้วโกลซูมรินน้ำยาใส่ชามก้นตื้นแล้วเอาไปป้อนให้พ่อ แม่ยกศีรษะพ่อขึ้น  น้ำยาส่วนใหญ่หกเหนือริมฝีปากเปรอะเปื้อนที่นอน  พอป้อนใหม่อีกครั้งเธอถึงสามารถกรอกน้ำยาลงในปากพ่อได้แต่พ่อบ้วนมันออกมาสำลักและดูเหมือนจะหยุดหายใจไปครู่หนึ่ง

          โกลซูมซึ่งปกติจะสงบนิ่งวางชามลงด้วยมือที่สั่นเทาและสบตาแม่  "เราต้องคอยจนกว่าเขาจะลืมตาแล้วลองใหม่" เธอว่า

          เมื่อเดินกลับเข้าห้องฉันเดินชนไม้เท้าของพ่อที่แขวนอยู่กับตะขอข้างประตูบานที่เดินออกสู่ลานบ้าน  ฉันคิดถึงตอนที่เราเดินเล่นครั้งสุดท้ายพ่อพาฉันไปดูรูปแกะสลักของเทพีโบราณซึ่งซ่อนอยู่หลังน้ำตก  เราค่อยๆคืบไปตามโขดหินจนกระทั่งพบรูปสลักอยู่ใต้กระแสน้ำ        วันนั้นพ่อเหนื่อยแต่ก็เดินขึ้นไปตามทางเดินชันของน้ำตกจนหายใจหอบเพื่อให้ฉันได้เห็นภาพอันน่าพิศวงนั้น  บัดนี้เสียงหายใจของพ่อหนักลงอีกมันดังครืดคราดเมื่อออกจากร่าง  มือของพ่อเริ่มขยับเหมือนหนูตัวเล็กๆที่กระสับกระส่ายมันไต่ขึ้นไปที่หน้าอกและขีดข่วนเสื้อ  นิ้วยาวๆเป็นสีน้ำตาลจากการทำงานในไร่ มีดินสีดำอยู่ในซอกเล็บซึ่งถ้าสบายดีพ่อจะเขี่ยทิ้งก่อนเข้าบ้าน

          "ลูกสัญญาว่าจะอุทิศตัวดูแลพ่อหากพระองค์จะทรงทิ้งเขาไว้กับเรา" ฉันกระซิบต่อพระผู้เป็นเจ้า"ลูกจะสวดภาวนาทุกวันจะไม่บ่นหิวอีกเลยในช่วงเดือนถือศีลอดแห่งรอมฎอนไม่แม้แต่จะแอบบ่น"

          ในยามดึกดื่นดำมืดที่สุดแห่งราตรีนั้นพ่อหายใจแผ่วมือหยุดไขว่คว้า  เมื่อแม่จัดผ้าห่มให้พ่อใบหน้าของแม่สงบลง

          "เขาจะได้พักสักหน่อยตอนนี้" แม่พูดด้วยน้ำเสียงพอใจ

          จนกระทั่งเช้า ไม่มีเสียงใดๆนอกจากเสียงสวดที่ดังต่อเนื่องไม่ขาดสายของอิบราฮิมฉันรู้สึกว่าหนังตาหนัก  ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไรก่อนที่ฉันจะตื่นขึ้นเห็นว่าใบหน้าของพ่อยังคงสงบฉันจึงหลับไปอีก  ฟ้าสางรู้สึกสบายใจจากเสียงนกกระจอกจ้อกแจ้กที่ทำลายความเงียบฟังเหมือนเสียงนกที่เราได้ยินตอนไปเดินเล่นฉันเริ่มฝันถึงตอนที่เราหยุดดูนกกาคาบกิ่งไม้ไปทำรัง

          เสียงเกวียนดังเอี๊ยดอยู่ข้างนอกฉันสะดุ้งตื่น  ชาวบ้านเริ่มออกจากบ้านไปทำงานตามที่ต่างๆริมบ่อน้ำบนภูเขาหรือในไร่  อิบราฮิมยังคงสวดอยู่แต่เสียงแหบแห้งแตกพร่า  แม่กำลังจุดตะเกียงน้ำมันที่วางไว้ข้างที่นอน  พ่อไม่ขยับเลยนับตั้งแต่หลับไป  แม่มองหน้าพ่อแล้วเอานิ้วจ่อใต้รูจมูกเพื่อดูลมหายใจแล้วมันก็ค้างนิ่งอยู่ตรงนั้นสั่นระริกก่อนจะเคลื่อนลงไปยังปากที่ห้อยอยู่  ยังคงค้นหากลับไปที่จมูกอีกแล้วหยุดอยู่ตรงนั้น  ฉันเฝ้าดูหน้าแม่คอยสีหน้าปีติที่โลกจะบอกว่าแม่พบลมหายใจของพ่อ  แม่ไม่มองหน้าฉัน  ในความเงียบแม่แหงนหน้าแล้วส่งเสียงร้องโหยหวนเสียงสวดของอิบราฮิมหยุดลงเขาถลามาข้างกายพ่อตรวจดูลมหายใจเหมือนที่แม่ทำ  ก่อนจะทรุดกายลงมือกุมศีรษะ

          แม่เริ่มกรีดร้องดังขึ้นฉีกทึ้งผมตัวเอง  ผ้าคลุมผมร่วงไปกองอยู่ข้างกายพ่อ

          ฉันคว้ามือพ่อมานวดถูแต่มันแข็งและเย็น  เมื่อยกแขนหนักของพ่อขึ้นมือนั้นกลับห้อย  ริ้วรอยในหน้าหยักลึกสีหน้าพ่อดูเจ็บปวดเหมือนถูกบังคับให้ต่อสู้กับญิน9ที่ชั่วร้าย

          ฉันเปล่งเสียงร้องแหลมห้วนๆแล้วฟุบลงบนร่างพ่อโกลซูมกับแม่ทิ้งฉันไว้ครู่หนึ่งแล้วโกลซูมก็ดึงตัวฉันออกมาอย่างอ่อนโยน

          ฉันกับพ่อต่างรู้ว่าเวลาที่เราจะอยู่ด้วยกันนั้นจะต้องสิ้นสุดลงในไม่ช้าแต่ฉันคิดเสมอมาว่าฉันจะเป็นฝ่ายจากไปประดับประดาด้วยเงินของเจ้าสาวพร้อมเสียงอำนวยพรของพ่อก้องในหู