Click to Sanskrit Homepage
   สินค้าในตะกร้า (จำนวน 0 เล่ม) check out
search
my lines

 

my bookmark

ข้อมูลหนังสือ

มหารานีคาร์ปูทาลา

Passion India

ผู้แต่ง : ฆาเวียร์ มอโร, ปีเตอร์ เจ. เฮิร์น
ผู้แปล : อุษา ฤทธาภิรมย์
ราคา 450  บาท 


add to cart


28 มกราคม 1908 เด็กสาวชาวสเปนวัย 17 ปี นั่งบนหลังช้างประดับประดาหรูหราเข้ามายังเมืองหนึ่งทางตอนเหนือของอินเดีย ประชาชนทั้งเมืองพากันออกมาต้อนรับเจ้าหญิงองค์ใหม่ ผู้มีผิวขาวผ่องเหมือนหิมะบนยอดเขาหิมาลัย อาจดูเหมือนเทพนิยาย แต่นั่นคืองานแต่งงานของสาวน้อยนักเต้นระบำฟลามิงโก กับมหาราชาแห่งแคว้นคาร์ปูทาลาผู้มั่งคั่งอย่างเหลือเชื่อ และนั่นคือจุดเริ่มต้นของเรื่องราวความรักอันยิ่งใหญ่และการทรยศหักหลังแห่งสัมพันธ์ลึกซึ้งที่อื้อฉาวที่สุด เรื่องราวที่ถูกบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์
 

เรื่องย่อ


วันที่ 28 มกราคม ค.ศ.1908 เด็กสาวชาวสเปนอายุสิบเจ็ดปี
นั่งบนหลังช้างที่ประดับประดาหรูหราอลังการ
เดินทางเข้ามายังเมืองเล็กๆ เมืองหนึ่งทางตอนเหนือของอินเดีย
ประชาชนทั้งเมืองพากันออกมาต้อนรับเจ้าหญิงองค์ใหม่
ผู้มีผิวขาวผ่องเหมือนหิมะบนยอดเขาหิมาลัย 
อาจดูเหมือนเทพนิยาย แต่นั่นคืองานแต่งงานของ
เด็กสาวจากอันดาลูเซีย “อานิต้า เดลกาโด้”
กับมหาราชาแห่งคาร์ปูทาลาผู้มั่งคั่งอย่างเหลือเชื่อ 
นั่นคือจุดเริ่มต้นของเรื่องราวความรักอันยิ่งใหญ่ 
และการทรยศหักหลัง ซึ่งเกิดขึ้นในเวลาเกือบสองทศวรรษ  
 
เผยความลับแห่งสัมพันธ์ลึกซึ้งที่อื้อฉาวที่สุดในจักรวรรดิอังกฤษอินเดีย 
เดินทางย้อนอดีตไปยังโลกอันแสนมหัศจรรย์
ของมหาราชาและฮาเร็มของพระองค์ที่ราวกับหลุดออกมาจาก
พันหนึ่งราตรี ความคลั่งไคล้ในเรื่องเพศรส เครื่องเพชร พระราชวัง
ระบำฟลาเมงโก ม้า รถยนต์โรลส์รอยซ์ และการล่าเสือ
เรื่องราวที่ถูกบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์

ทดลองอ่าน


 
วันที่ 28 พฤศจิกายน ค.ศ. 1907 ความเงียบสงบปกคลุมไปทั่วท้องทะเลอาหรับ มันราบเรียบราวบ่อน้ำมันกว้างใหญ่ไพศาลไปจนถึงเส้นขอบฟ้าดำทะมึน เรือ เอส. เอส. ฮอเรอะ ระวางน้ำหนักแปดพันตันของบริษัทเดินเรือมาสซาเจอรี่ส์ มาริทิมส์ ประเทศฝรั่งเศส แล่นไปบนน่านน้ำอินเดีย ก่อให้เกิดคลื่นบางเบาทิ้งท้ายเป็นระลอก กลุ่มควันขาวอมฟ้าพวยพุ่งจากปล่องควันแล้วสลายหายไปในค่ำคืนเขตร้อนที่ดารดาษไปด้วยดวงดาว ใบพัดเรือทำงานสม่ำเสมอ เรือลำนี้เดินทางออกจากมาร์เซย์เมื่อสี่สัปดาห์ก่อน ผู้โดยสารส่วนใหญ่เป็นเจ้าหน้าที่อาณานิคมชาวอังกฤษและฝรั่งเศส นักสอนศาสนา ครอบครัวของบรรดานักล่าอาณานิคมและทหารที่กำลังมุ่งหน้าไปยังพอนดิเชอร์รี และไซง่อน ซึ่งเป็นจุดมุ่งหมายปลายทาง ใครที่เคยบ่นเรื่องอากาศอันหนาวเหน็บในมาร์เซย์ในช่วงปลายเดือนตุลาคม มาตอนนี้ กำลังพร่ำบ่นเรื่องอากาศร้อนชื้นที่ทำให้ต้องพากันออกมานอนบนดาดฟ้าเรือ อากาศร้อนราวกับดวงจันทร์สามารถส่งความร้อนออกมาได้เหมือนดวงอาทิตย์ อุณหภูมิเย็นสบายที่ท่าเรือสองแห่งแรกที่เรือแวะพัก – ตูนิสและอเล็กซานเดรียนั้น เหลือเพียงความทรงจำอันรางเลือน ผู้โดยสารชั้นหนึ่งใช้เวลาช่วงบ่ายไปกับการเล็งปืนยิงนกอัลบาทรอสกับนกนางนวลเล่น เพื่อเตรียมพร้อมกับการล่าสัตว์ที่รออยู่เบื้องหน้า
    หญิงสองคนนอนเหยียดยาวบนดาดฟ้าชั้นบน เพลิดเพลินกับการจ้องมองปลาบิน1 ที่ส่องแสงระยิบระยับอยู่ในท้องทะเลมืดมิด ปลาบางตัวเหินขึ้นมากระแทกข้างๆ ตัวเรือ บางตัวเหินขึ้นมาค้างบนพื้นดาดฟ้าไม้สัก เด็กหนุ่มประจำห้องเครื่องจับปลาพวกนั้นใส่ถังแล้วเทกลับไปในทะเล เด็กสาวชาวสเปนอายุเพิ่งครบสิบเจ็ดปี เอนา เดลกาโด้ บริโอเนส ในชุดผ้าไหมยาวสีเขียวหรูหราออกแบบโดยปาแคะ สวมต่างหูมุก เรือนผมสีน้ำตาลเป็นลอนๆ ของหล่อนรวบเป็นมวยเน้นให้เห็นลำคอเรียวระหง ใบหน้ารูปไข่ เครื่องหน้าได้รูป ดวงตากลมโตสีเข้มแต่เซื่องซึม ส่วนหญิงอีกคน มาดามดีฌ็อง อายุราวสี่สิบปี เพื่อนร่วมทางของหล่อนมีใบหน้ายาวคล้ายนกกางเขน หากเสื้อผ้าที่สวมไม่โดดเด่นละก็ หล่อนคงดูเหมือนครูบ้านนอกมากกว่า กระโปรงยาวกรอมเท้าสีขาวกับเสื้อเนื้อผ้ามัสลินเข้าชุดกับหมวกสานปีกกว้าง
“คืนนี้ ตอนเรานั่งโต๊ะกัปตันตอนอาหารค่ำ ชู่ว์...” มาดามดีฌ็องเอ่ยเสียงต่ำๆ พลางยกนิ้วแตะริมฝีปากเป็นสัญญาณให้หล่อนเงียบ “ดากอร์ - โอเคมั้ยจ๊ะ อานิต้า?”
   เด็กสาวสเปนพยักหน้า ทั้งสองได้รับเชิญให้ไปร่วมรับประทานอาหารค่ำร่วมโต๊ะกัปตันเพราะ… มันเป็นคืนสุดท้ายแล้ว! แทบไม่อยากเชื่อ สำหรับหล่อนแล้ว การเดินทางครั้งนี้ดูยาวนานเหมือนไม่มีวันจบสิ้น วันแรกๆ หล่อนนึกอยากตายเพราะเมาเรือแสนสาหัสจนถึงกับต้องขออนุญาตมาดามดีฌ็องลงจากเรือเมื่อถึงท่าเรือแห่งแรก “ทะเลจะมีคลื่นลมแบบนี้อีกไม่นานหรอกจ้ะ…” มาดามดีฌ็องปลอบประโลม ส่วนโลลา สาวใช้จากมะละกาที่เป็นเด็กสาวร่างเล็กผิวคล้ำท่าทางรื่นเริง หล่อนโดยสารมาในชั้นสามที่เต็มไปด้วยผู้แสวงบุญชาวมุสลิมที่เดินทางกลับจากกรุงเมกกะ ก็รู้สึกเหมือนกัน “นี่มันแย่กว่าเดินทางในกองคาราวานอีกนะคะ!” หล่อนร้องอุทธรณ์ตอนหยุดอาเจียนเป็นช่วงๆ และขึ้นไปรับใช้ “นายหญิง” ทุกครั้งที่ถูกเรียกตัว สาวใช้โลลาค่อยๆ หายเมาเรือเมื่อคลื่นลมเริ่มสงบ แต่อานิต้ายังรู้สึกคลื่นไส้วิงเวียน หล่อนอยากเหยียบผืนแผ่นดินเร็วๆ หล่อนไม่เหมาะกับการเดินทางทางทะเลเอาเสียเลย อีกทั้งหล่อนยังเฝ้าฝันถึงประเทศใหม่มานานกว่าหนึ่งปีแล้ว “อินเดียจะเป็นแบบไหนกันนะ?” หล่อนนึกสงสัยทุกครั้งที่มีผู้โดยสารออกความเห็นว่า มันไม่ใช่สถานที่ๆ ชาวยุโรปจะวาดภาพออก
     ระหว่างการเดินทาง เอนา เดลกาโด้ เป็นจุดสนใจของทุกคนและยังเป็นต้นตอของการซุบซิบนินทามากมาย เพราะหน้าตาที่สะสวยและความลึกลับที่รายล้อมรอบตัวหล่อน เพชรนิลจินดาหรูหราที่หล่อนชอบใส่อวดใครๆ บ่งบอกว่าหล่อนเป็นเด็กสาวร่ำรวยคนหนึ่ง แต่ท่าทาง การพูดจาและความช่างพูดเจื้อยแจ้วด้วยภาษาฝรั่งเศสสำเนียงแบบชาวอันดาลูเซีย ทำให้ผู้คนนึกฉงนกับพื้นเพของหล่อน ทุกอย่างในตัวเจ้าหล่อนดูประดักประเดิด แต่เมื่อผสมผสานกับความงามและเสน่ห์ดึงดูดใจ กลับทำให้พวกผู้ชายวิ่งเข้าใส่เหมือนหมู่ภมรดอมดมน้ำหวาน ผู้โดยสารหนุ่มชาวอังกฤษนายหนึ่งยอมสยบต่อความงามพราวเสน่ห์ของหล่อน เขาเพิ่งมอบเข็มกลัดรูปกุหลาบเคลือบเงาสองดอกและกระจกเล็กๆ ให้หล่อน แต่หนุ่มอื่นๆ ไม่เป็นสุภาพบุรุษขนาดนั้น ตอนเดินสวนกันที่บันได ทหารกองทัพอาณานิคมฝรั่งเศสนายหนึ่งเรียกหล่อนว่า “แม่เอวมดตะนอย” อานิต้าตอบรับคำชมนั้นด้วยรอยยิ้มยวนใจ พลางยื่นนิ้วที่สวมแหวนเพชรเรือนทองคำขาวที่มือข้างขวาให้ดู ทำให้หนุ่มฝรั่งเศสนายนี้เงียบกริบไปทันที รวมไปถึงบรรดาพวกช่างสอดรู้สอดเห็นทั้งหลายที่พากันเดาไม่ออกว่า ผู้โดยสารสาวสวยและลึกลับผู้นี้เป็นใคร
    เมื่อหญิงทั้งสองได้ยินเสียงระฆังบอกเวลาอาหารค่ำ จึงเดินลงไปที่ห้องอาหารซึ่งเป็นห้องโถงใหญ่ ผนังกรุไม้สักเงาวับ บนเวทีมีนักดนตรีหกคนนั่งบรรเลงเพลงเมนเดลโซห์นขับกล่อม โต๊ะอาหารทรงกลม ปูผ้าฉลุลาย เครื่องถ้วยชามกระเบื้องชั้นดีเลิศจากเมืองลิโมจส์ สว่างวับแวมด้วยแสงเทียนจากเชิงเทียนแก้วเจียระไนจากโบฮีเมียที่ส่งเสียงกรุ๋งกริ๋งยามเกิดคลื่นลม กัปตันเชิญหญิงทั้งคู่ร่วมโต๊ะในโอกาสมื้ออำลามื้อนี้ร่วมกับแขกสำคัญๆ อันมี เจ้าหน้าที่การทูตชาวฝรั่งเศสสามคน ผู้มีจุดหมายปลายทางอยู่ที่พอนดิเชอร์รี
   “ตลอดการเดินทางนี่พวกเรานึกสงสัยเกี่ยวกับคุณมากนะครับ” ชายฝรั่งเศสกล่าว “ถึงตอนนี้เราก็ยังไม่ทราบเหตุผลที่คุณจะเดินทางไปอินเดียเลย”
   “ฉันบอกคุณไปแล้วนี่คะเมอร์สิเยอร์ว่าเราจะไปเยี่ยมเพื่อนชาวอังกฤษที่มีบ้านพักในเดลี”
อานิต้ากับมาดามดีฌ็องช่วยกันแต่งเรื่องขึ้นมา ตั้งใจจะเก็บความลับไว้ให้ถึงที่สุด แต่ไม่มีใครเชื่อหรอก สาวสวย สวมเพชรนิลจินดาแพรวพราว แถมยังเป็นหญิงสาวชาวสเปนอีกด้วย มันไม่เคยปรากฏในอินเดียปี ค.ศ.1907 แน่
   “พรุ่งนี้พอถึงบอมเบย์อากาศคงจะร้อนขึ้นอีกนะคะ” มาดามดีฌ็องเปลี่ยนเรื่อง
“อากาศที่นั่นร้อนอบอ้าวยากจะปรับตัวให้ชินนะครับ อินเดียไม่ได้เหมาะกับทุกคนหรอก” ชายฝรั่งเศสอีกคนตอบรับพลางปรายตามองอา นิต้า
   “ฉันเคยอยู่ที่นั่นก่อนสามีเสียไปค่ะ…” มาดามดีฌ็องเสริม
   “โอ จริงหรือครับ ที่ไหนหรือครับ?...”  
   ในที่สุดหล่อนสามารถบ่ายเบี่ยงความสนใจของเขาได้
   การเก็บความลับช่างยากเย็น! อานิต้าไม่ชอบโกหก แต่หล่อนตระหนักดีว่าจะบอกความจริงไม่ได้เช่นกัน แม้อยากจะป่าวประกาศให้ทุกคนรู้เรื่องชีวิตของหล่อนมากเพียงไรก็ตาม หล่อนรู้ดีว่าต้องเก็บเงียบไว้ องค์ราชามีรับสั่งห้ามไว้แล้ว อาจเป็นเพราะเหตุนี้ก็ได้ที่ทำให้หล่อนไม่สนุกกับการเดินทางเท่าที่ควร เพราะต้องเก็บเรื่องเงียบ ทำให้หล่อนต้องปลีกตัวจากผู้โดยสารอื่นๆ และแม้หล่อนจะได้รับอนุญาตให้พูดได้จริงๆ น่ะหรือ..หล่อนจะบอกความจริงอย่างไรได้ล่ะ หล่อนจะพูดได้อย่างไรว่ากำลังเดินทางไปเพื่อเข้าพิธีอภิเษกสมรสกับกษัตริย์พระองค์หนึ่ง หล่อนจะพูดได้อย่างไรว่า ณ ที่นั่น แคว้นคาร์ปูทาลาอันห่างไกลนั้น พวกเขากำลังเฝ้ารอหล่อน ราวกับหล่อนเป็นราชินีของพวกเขา ด้วยวัยสิบเจ็ดปี หล่อนกำลังจะกลายเป็นราชินีในดินแดนที่หล่อนไม่รู้จักด้วยซ้ำ… ไม่หรอก หล่อนจะเที่ยวไปบอกใครๆ แบบนั้นได้อย่างไร องค์ราชาตรัสถูกแล้ว เรื่องนี้ควรเงียบไว้จะดีกว่า มันไม่น่าเป็นไปได้จนแม้แต่ตัวหล่อนเองยังไม่อยากเชื่อ บางครั้งหล่อนคิดว่าตัวเองฝันไปด้วยซ้ำ ช่วงเวลาสามปี ชีวิตของหล่อนเปลี่ยนไปมากมายเหมือนนิยาย จากการเล่นตุ๊กตาแบบเด็กๆ ก็เข้าพิธีแต่งงานตามกฎหมายกับราชาจากอินเดีย ณ ศาลาว่าการอำเภอแซงต์แชร์กแมในกรุงปารีส เมื่อเพ่งพินิจดูแหวนเพชรแพรวพรายบนลำนิ้วเรียวของหล่อน ทำให้เชื่อว่า มันเป็นเรื่องจริงและช่วยเตือนใจหล่อนให้นึกถึงวันนั้น เมื่อหนึ่งเดือนก่อน ณ กรุงปารีสอันฉ่ำฝนและซึมเซา พระเจ้า ช่างเป็นพิธีแต่งงานที่เศร้าสร้อยและเหน็บหนาว! แน่นอน มันมิใช่พิธีเสกสมรสของเจ้าหญิง หากเป็นเพียงพิธีการทางเอกสารเท่านั้น ทุกคนสวมชุดที่ดีที่สุดสำหรับวันอาทิตย์ มีพ่อแม่ของหล่อน วิกตอเรีย น้องสาวของหล่อน องค์ราชา มหาดเล็กประจำพระองค์และตัวหล่อนเอง เดินเข้าไปในสำนักงานที่แซงต์แชร์กแมและกลับออกมาในสองสามนาทีต่อมาในฐานะหญิงที่สมรสแล้ว หลังจากลงชื่อในสมุดขนาดยักษ์สองสามเล่ม หล่อนแต่งงานโดยไร้ซึ่งพิธีเอิกเกริกหรือเสียงดนตรีใดๆ ไม่มีกระดาษสีสดใสประดับประดา ไร้ซึ่งเพื่อนฝูงหรือการเต้นรำใดๆ งานแต่งงานแบบนี้จะเรียกว่างานแต่งงานคงไม่ได้ ท้ายที่สุด ทุกคนจบลงด้วยการกินกะหล่ำปลีดองแกล้มไวน์อัลซาสกับแชมเปญร่วมกันที่ภัตตาคารลิปป์ บราสเซอรี เหมือนวันหยุดธรรมดาๆ นั่นเองหล่อนซึ่งเคยใฝ่ฝันถึงการสวมชุดเจ้าสาวสีขาว ทำพิธีในโบสถ์ มีเพื่อนนักเรียนและเพื่อนบ้านจากมะละกามาเป็นสักขีพยานร่วมกันและร้องเพลงอวยพรเนี่ยนะ! นั่นต่างหากถึงควรเรียกว่าเป็นงานแต่งงาน! มันควรเป็นงานรื่นเริงสนุกสนาน ไม่เหมือนพิธีที่เป็นแบบแผนแต่เคร่งขรึมราวกับงานพิธีศพที่จัดในปารีสนั่น หัวใจของหล่อนห่อเหี่ยวเมื่อนึกไปถึงผู้เป็นบิดา ดอน แองเจล เดลกาโด้ เดอ ลอส โคบอสผู้น่าสงสาร ดูน่ายกย่องด้วยหนวดสีเทาดกหนาและท่าทางคล้ายผู้ดีเก่าชาวสเปน หากแต่เศร้าสร้อยยามต้องกล่าวคำอำลาบุตรสาว ขณะที่ทุกคนออกจากภัตตาคารลิปป์นั้น ใบหน้าของเขาเปียกชื้นไปด้วยเม็ดฝนหรืออาจเป็นหยาดน้ำตา เมื่อต้องส่งมอบบุตรสาวสุดที่รักให้กับ “ราชาพวกมัวร์” ดังที่พวกเขาเคยเรียกองค์ราชาตอนก่อนรู้จักพระองค์อย่างจริงจัง ใช่แล้ว เขาเป็นคนผลักไสบุตรสาวไปสู่ชะตากรรมอันแปลกประหลาดด้วยตัวเอง แต่เขาถูกภรรยาบีบบังคับต่างหาก แม้ในตอนแรกหล่อนจะต่อต้านความต้องการขององค์ราชาอย่างแข็งขัน แต่ในที่สุดก็เปลี่ยนใจ เมื่อเห็นข้าวของต่างๆ ที่บุตรสาวได้รับ อีกทั้งเขายังถูกกดดันจากเพื่อนบ้านและเพื่อนฝูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดา “ขาประจำ” ที่ร้านนูเอโว คาเฟ่ เด เลอวันเต เช่นนักประพันธ์รามอน วาลเล-อินคลาน ริคาร์โด บาโรจาลีอันโดร โอรอซเป็นต้น ทุกคนรวมหัวกันทำให้อานิต้ากลายเป็นเจ้าหญิงจากตะวันออกไกล “นายจะพลาดโอกาสดีๆ แบบนี้ไม่ได้นะ” วาลเล-อินคลาน บอกแม่ของอานิต้าอย่างจริงจัง เมื่อหล่อนเล่าให้ฟังเรื่องแผนการที่องค์ราชาจะพาตัวบุตรสาวไป
    “แล้วศักดิ์ศรีของแกล่ะ จะว่ายังไง?” ดอนญา แคนเดอลาเรีย ถาม
    “นั่นไม่ยาก” นักประพันธ์เรืองนามขัด “บอกให้เขาจัดงานแต่งงานสิ!”
    “บอกให้เขาเตรียมเอกสารมาให้พร้อม แล้วจัดงานแต่งงานตามกฎหมายเหมือนพวกผู้ลากมากดีคนอื่นๆ!” โอรอซเสริม
ท้ายที่สุด นั่นเป็นข้อเรียกร้องเดียวจากครอบครัวเดลกาโด้ การแต่งงานจะช่วยกอบกู้ชื่อเสียงของหล่อนได้ เป็นสิ่งเดียวที่จะช่วยให้พวกเขารักษาเกียรติยศของครอบครัวไว้ แม้ว่าดอน แองเจล จะไม่อยากให้บุตรสาวแต่งงานตั้งแต่อายุยังน้อยแบบนี้
องค์ราชายอมทำตามทุกข้อ ในวันอันหม่นมัวที่กรุงปารีสวันนั้น ทรงยินยอมจัดการแต่งงานตามกฎหมายเพื่อให้พ่อแม่ของหล่อนพอใจ แต่สำหรับพระองค์แล้ว มันไม่ใช่งานแต่งงานที่สมบูรณ์เช่นกัน งานที่ทรงตระเตรียมไว้ในอาณาจักรของพระองค์ ที่อานิต้ากำลังเดินทางไปนั้น จะเป็นงานที่หรูหราราวกับการก้าวออกมาจากพันหนึ่งทิวา แม้ความฝันอันบรรเจิดเพริศแพร้วที่สุดของเด็กสาว ก็ยังมิอาจจินตนาการถึงได้ ทรงบอกหล่อนไว้ในวันนั้น เพื่อปลอบประโลมความโศกเศร้าที่ต้องแยกจากพ่อแม่
    ดอน แองเจล ผู้น่าสงสาร เขาไม่เพียงจะสูญเสียอานิต้าเพียงคนเดียว อีกไม่ช้าก็จะเสียวิกตอเรีย บุตรสาวอีกคนไปด้วย หล่อนพบเศรษฐีชาวอเมริกันคนหนึ่งในกรุงปารีส และตกหลุมรักเขาอย่างถอนตัวไม่ขึ้น บุตรสาวสองคนกำลังจะจากไปในชั่วข้ามคืน และทั้งหมดนี้เป็นเพราะราชาจากตะวันออกไกลเพียงองค์เดียว หัวใจของชายผู้นี้แตกสลายและอานิต้าก็รู้ดี หล่อนคิดถึงพ่อทุกคืนก่อนเข้านอน จริงอยู่ว่าหล่อนคิดถึงแม่และน้องสาวด้วย แต่ไม่โศกเศร้าเท่าคิดถึงพ่อ อย่างไรเสีย สองคนนั่นก็เข้มแข็งกว่าเขา แม่ของหล่อนได้ทุกอย่างที่ต้องการแล้ว : ไม่ต้องกังวลเรื่องเงินๆ ทองๆ อีกต่อไป “ขอบพระทัยเพคะ” และหล่อนสวดอ้อนวอนขอพรจากพระแม่มารีแห่งวิกตอเรียให้พวกเขาเป็นพระแม่มารี “ของหล่อน” องค์อุปถัมภ์แห่งมะละกา ขณะที่เรืออันสว่างไสวแล่นเข้าใกล้ชายฝั่งดินแดนแห่งเทพยดาหลายล้านองค์เข้าไปทุกที