Click to Sanskrit Homepage
   สินค้าในตะกร้า (จำนวน 0 เล่ม) check out
search
my lines

 

my bookmark

ข้อมูลหนังสือ

แฟรงกี้ หนีคิวบา

The boy who said no

ผู้แต่ง : Patti Sheehy
ผู้แปล : คำเมือง
ราคา 420 295  บาท


add to cart


แฟรงค์ เมดิรอส หนุ่มคิวบาผู้โหยหาอิสรภาพ ในวัยเด็กหนูน้อยแฟรงกี้โตมากับปู่ ชายชราหนีบหลานชายตัวน้อยไปตกปลา สอนพ่อหนูให้รู้จักท้องฟ้า ตำแหน่งดาว กระแสน้ำ ทิศทางลม ตลอดจนทักษะการใช้ชีวิต ภายใต้การปกครองระบอบคอมมิวนิสต์ของฟิเดล คาสโตร
วัยรุ่น แฟรงกี้ถูกเกณฑ์ทหารและกลายเป็นดาวเด่น เพราะเขาสามารถยิงจรวดนำวิถีต่อต้านรถถังได้อย่างแม่นยำ จนถูกวางตัวให้เป็นมือหนึ่ง แต่แฟรงกี้ไม่เห็นด้วยกับระบบคอมมิวนิสต์ เขาเรียกร้องหาอิสรภาพตลอดเวลา อีกทั้งหัวใจร่ำร้องตามแฟนสาวที่อพยพไปอยู่อเมริกาแล้ว

 

 

เรื่องย่อ


“ผมจะไปซ่อนในส้วมหลุมหลังบ้าน”
ลูกตาลุงถลนแทบหลุดจากเบ้า “ทหารต้องไปดูที่ส้วมอยู่ดี”
ผมหัวเราะร่า  “พวกนั้นไม่ดูตรงที่ผมซ่อนแน่ ผมจะลงไปในหลุม”
“คุณพระช่วย แกนี่มันบ้าชัดๆ”

สามวันต่อมา ผมยืนบนแผ่นกระดานกว้างฟุตเดียวบนปากหลุม ได้ยินเสียงทหารอย่างน้อยครึ่งโหลเอะอะอยู่ข้างนอกผมยกไม้กระดานขึ้นแล้วหย่อนตัวลงไปในหลุม ปล่อยตัวให้จมลงไปในกองปฏิกูลถึงไหล่เพื่อไม่ให้ทหารที่ยืนข้างบน
มองเห็น ในใจคิดถึงคำสอนของปู่ ให้ทำยิ่งกว่าดีที่สุด..ตอนนี้ผมทำยิ่งกว่าดีที่สุดแล้ว

แฟรงค์ เมดิรอส หนุ่มคิวบาผู้โหยหาอิสรภาพ ในวัยเด็กหนูน้อยแฟรงกี้โตมากับปู่ ชายชราหนีบหลานชายตัวน้อยไปตกปลา สอนพ่อหนูให้รู้จักท้องฟ้า ตำแหน่งดาว กระแสน้ำ ทิศทางลม ตลอดจนทักษะการใช้ชีวิต ภายใต้การปกครองระบอบคอมมิวนิสต์ของฟิเดล คาสโตร
วัยรุ่น แฟรงกี้ถูกเกณฑ์ทหารและกลายเป็นดาวเด่น เพราะเขาสามารถยิงจรวดนำวิถีต่อต้านรถถังได้อย่างแม่นยำ จนถูกวางตัวให้เป็นมือหนึ่ง แต่แฟรงกี้ไม่เห็นด้วยกับระบบคอมมิวนิสต์ เขาเรียกร้องหาอิสรภาพตลอดเวลา อีกทั้งหัวใจร่ำร้องตามแฟนสาวที่อพยพไปอยู่อเมริกาแล้ว
หลังคว้าน้ำเหลวกับการหนีถึงสองครั้งสองคราจนถูกจับตามอง แฟรงกี้รู้ดีว่าจะไม่มีครั้งที่ 3 อีกต่อไป เขาจะหลบหนีออกจากค่ายทหารอย่างไร หรือจะหลุดรอดยามตรวจการณ์ชายฝั่งได้ไหม
เผยชีวิตจริงหนุ่มคิวบาผู้โหยหาอิสรภาพ เรื่องราวที่จะทำให้ก้นคุณแปะติดเก้าอี้ ไม่อาจลุกไปไหนได้จนกว่าจะถึงหน้าสุดท้าย!   
 

ทดลองอ่าน


ปู่ผมรักการตกปลา
 ท่านตกปลาทูน่า ปลาทูแขกหางเหลือง ปลาเก๋าหางแดงหางดำ บางครั้งท่านก็จับปลาหมึกเอามาฟาดบนหินผึ่งให้แห้ง แล้วเอากลับมาบ้านที่ถนนเปเป้ แอนโตนิโอ บ้านท่านถัดจากบ้านหลังเล็กของผมไปสองหลัง บ้านหลังนี้ของผมอยู่ได้จากเงินเดือนน้อยนิดที่พ่อหาได้จากโรงงานปุ๋ยในฮาวาน่า อะบวยโล รักความสงบสันโดษยามตกปลา “มันมีเวลาให้คิดอะไรๆ” ท่านบอก
ปู่ชอบคิดอะไรอยู่ตลอดเวลา โดยได้ข้อมูลมาจากการฟังวิทยุกับทางหน้าหนังสือพิมพ์ ดิ ฮาวาน่า โพสต์ กับ เอล ดิอาริโอ เด ลา มาริน่า บ้านปู่เป็นบ้านหลังเดียวในละแวกนั้นที่เต็มไปด้วยหนังสือเล่มหนาๆ ทั้งตำราประวัติศาสตร์ ปรัชญาและศาสนา วางกองสุมกันอยู่อย่างระเกะระกะบนโต๊ะ บางเล่มเปิดอ้าหน้าที่ท่านอ่านค้างอยู่ บางเล่มมีหน้าที่ท่านขีดเส้นใต้ไว้ บางเล่มมีกระดาษคั่น
บางเล่มมีฝุ่นหนาเกาะทั้งเล่ม บรรดาเพื่อนบ้านต่างนับถือท่าน ทุกคนที่รู้จักท่าน ต่างให้การยอมรับนับถือว่าท่านเป็นผู้มีความรู้ มีสติปัญญา
 ตอนผมอายุได้สี่ขวบ ปู่ประกาศว่าผมเป็น “ผู้ช่วยตกปลาอย่างเป็นทางการ” เรื่องนี้ทำให้ผมรู้สึกเป็นคนพิเศษขึ้นมาทันที ก็ผมเป็นหลานคนโต และปู่คือวีรบุรุษของผม เมื่ออยู่ใกล้ๆ ท่าน ผมรู้สึกปลอดภัยอย่างยากที่จะอธิบาย
ผมคิดว่าบางทีอาจเป็นเพราะท่านเป็นคนเข้มแข็ง เป็นคนแข็งแรง และเป็นคนมีจิตใจอ่อนโยน หรืออาจเป็นเพราะผมคิดว่าท่านเป็นคนฉลาดที่สุดในโลกก็ได้
 อะบวยโลกับผมออกไปตกปลาตามชายฝั่งของหมู่บ้านเล็กๆ ชื่อคอร์จิม่า ที่เดียวกับที่นักเขียนลือนาม เออร์เนสต์ เฮมิ่งเวย์ ใช้จอดเรือ พิลล่าร์ ของเขา บางครั้งเราออกไปตกปลาที่ท่าเรือ บางครั้งเราก็กระโดดลงเรือหาปลาลำเก่าๆ ของปู่ แล้วลอยลำออกไปนอกชายฝั่งนิดหน่อย สายตาจับจ้องมองดูกองเรือบรรทุกรัม2และน้ำตาลที่เห็นอยู่ลิบๆ หูฟังเสียงร้องของนกนางนวลและคลื่นที่โลมเลียชายฝั่ง
ผมรักกลิ่นน้ำมันและควันขาวๆ ที่พวยพุ่ง เมื่อปู่กระชากเชือกติดเครื่องเรือ ฝังจิตฝังใจกับน้ำทะเลสีฟ้าที่มีพรายน้ำผุดเป็นฟองขาวๆ รอบใบพัด
 บางครั้งอะบวยโลจะพาผมออกไปเดินเล่นไกลๆ รอบๆ อ่าวฮาวาน่า
ที่นั่นมีฝูงปลาแหวกว่ายเต็มไปหมด มีแสงสว่างพร่างพราว มีสุภาพสตรีในเสื้อผ้าหลากสีสัน คลุมไหล่ด้วยผ้าขนสัตว์เนื้อละเอียดและสวมเครื่องประดับแวววาว พยายามเดินทรงตัวบนรองเท้าที่ส้นสูงเสียจนเดินไม่สะดวก พวกเธอเหล่านั้นคือภรรยาของชาวอเมริกันและชาวยุโรปที่เป็นแขกประจำของโรงแรมหรูหราและคาสิโนที่สว่างไสว นี่ไม่ใช่คนที่เราจะคบหาสมาคมด้วย ไม่ใช่คนที่เราจะรู้จักมักจี่แต่อย่างใด
จากตรงนั้น เรามองเห็นฮาวาน่ายอชต์คลับ ที่นั่นมีเศรษฐีชาวอเมริกันที่ดำเนินกิจการบริษัทยูไนเต็ดฟรุตพากันมาสังสรรค์บนเรือแสนแพง ผู้ชายในเครื่องแต่งกายประณีต สูบซิการ์มอนเตคริสโต ดื่มวิสกี้ดีวาร์ ส่วนผู้หญิงจิบเดกิรี่จากแก้วที่ประดับด้วยร่มกระดาษคันเล็กๆ อะบวยโลเล่าให้ผมฟังว่า สมาชิกสโมสรลงคะแนนเสียงไม่รับ ฟุลเจนซิโอ บาติสตา3 เข้าร่วมสโมสรเพราะเขาไม่มีการศึกษา เป็นเมสติโซ4 และเคยเป็นคนตัดอ้อย ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องประหลาดที่ประธานาธิบดีของประเทศกลับถูกกีดกันไม่ให้เป็นสมาชิกของสโมสร ต่อให้เขาเป็นลูกครึ่งก็เถอะ
ค่ำคืนหนึ่งในวันที่บรรยากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นดอกมะลิ เราปู่หลานอยู่กันสองคนบนเรือของอะบวยโลที่ไหวโคลงอยู่บนผิวน้ำ ท่านเอามือวางบนบ่าผมพลางบอกให้แหงนหน้ามองดูท้องฟ้า
“แฟรงกี้ ปู่อยากให้แกรู้จักท้องฟ้าและกระแสลม”
“ทำไมครับ” ผมถาม ความรู้สึกบอกตัวเองว่าปู่ไม่ได้พูดเล่น
“เพราะถ้าแกใส่ใจกับสองสิ่งนี้ แกจะคาดการณ์หรือพยากรณ์อากาศได้ การที่แกพยากรณ์อากาศได้จะเป็นเรื่องสำคัญมากในชีวิต”
ผมพยักหน้าพลางเอานิ้วระผิวน้ำเล่น อะบวยโลเอามือลูบเคราที่ขึ้นเป็นตอสั้นๆ เสียงดังแสกสาก ผมชอบเสียงนี้ มันเป็นเสียงของผู้ชาย หลังมือของท่านมีขนดำหนาและมีสีเทาแซมบางส่วน ผิวหนังตรงนั้นมีริ้วรอยแผลเป็นสีขาว ปู่ตัดเล็บและตะไบสั้นตลอดเวลา มันสะอาดไม่มีที่ติ
อะบวยโลพยายามสอนเรื่องต่างๆ แก่ผมเสมอ ทุกเรื่องเป็นอะไรที่ใช้ประโยชน์ได้ อย่างเช่นวิธีผูกเงื่อน วิธีลับมีด เราแทบไม่ได้คุยเรื่องไม่มีสาระกันเลย มันเหมือนกับท่านพยายามที่จะถ่ายทอดความรู้ทั้งมวลที่ท่านมีให้ผม ก่อนที่จะหมดเวลา ก่อนที่จะสายเกินไป
“เห็นเมฆนั่นไหม แฟรงกี้” ผมเงยหน้าขึ้น เห็นเมฆสีม่วงลอยเป็นสายในแสงสนธยา
“ดูการก่อตัวและการเคลื่อนไหวของมัน รูปร่างที่ไม่เหมือนกันบอกถึงสิ่งที่ต่างกัน ปู่จะสอนแกเรื่องนี้และต้องการให้แกตั้งใจฟัง ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น
ปู่ต้องการให้แกจำสิ่งที่ปู่สอนให้ได้”
ปู่มองหน้าผม ผมพยักหน้าเป็นการบอกว่าผมกำลังตั้งใจฟังอยู่ เรานั่งเงียบกันอยู่พักหนึ่งจนผมไม่แน่ใจว่าเราคุยกันเรื่องนี้จบหรือยัง ผมหวังว่ายังไม่จบ
อะบวยโลไอแล้วพูดว่า “แกจะต้องประหลาดใจถ้ารู้ว่า ดูเมฆแล้วมันจะบอกอะไรให้กับเราได้บ้าง”
“บอกอะไรได้บ้างครับ” ผมอยากให้ปู่พูดต่อไปเรื่อยๆ ท่านมองหน้าผมแล้วหัวเราะชอบใจกับความกระตือรือร้นของผม
“อย่างเช่นว่า พรุ่งนี้แกกับจิลแบร์จะได้เล่นเบสบอลด้วยกันหรือเปล่า” ท่านบอก
ผมยิ้มออกมา ปู่มักจะพูดในสิ่งที่เด็กๆ อย่างผมเข้าใจ นั่นเป็นความสามารถอย่างหนึ่งของท่าน
“แกเห็นไหมว่าเรือกำลังลอยไปตามน้ำ”
ผมมองการเคลื่อนที่ของเรือโดยเอาฝั่งเป็นจุดอ้างอิง “กระแสน้ำพัดเรือไป” อะบวยโลบอก “แกจะต้องทำความรู้จักกับทิศทางของกระแสน้ำ ต้องรู้ว่ามันพัดแรงและเร็วแค่ไหน”
“ทำไมล่ะครับ”
“เพราะกระแสน้ำจะพาแกไปยังที่ที่มันต้องการให้แกไป ถ้าแกต้องการไปในทิศทางนั้น มันคือเพื่อนของแก แต่ถ้าแกต้องการไปทางอื่น แกต้องลงแรงหนักมากเพื่อที่จะเอาชนะมัน ธรรมชาติทรงพลังมหาศาล แฟรงกี้ อย่าลืมเรื่องนั้นเป็นอันขาด แต่ถ้าแกคอยเอาใจใส่ และรู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ แกจะสามารถใช้เมฆ ใช้ลม ใช้กระแสน้ำให้เป็นประโยชน์ได้”
ผมนั่งคิด ปล่อยให้ลมเย็นโบกพัดกระทบหน้า “แล้วดาวล่ะครับปู่ ดาวบอกอะไรปู่บ้าง”
“ดาวเป็นอะไรที่พิเศษมาก แฟรงกี้ แกต้องรู้จักดาวเหมือนรู้จักหลังมือของแกเอง ถ้าแกรู้จักดาว แกจะบอกทิศทางได้ จะรู้ว่าต้องไปที่ไหน ในสมัยโบราณคนเราข้ามมหาสมุทรได้ก็ด้วยการดูดาว คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส พบคิวบาก็ด้วยวิธีนี้”
“โอ” ผมร้อง รู้สึกประทับใจอย่างมากกับพลานุภาพของดวงดาว
“จำได้ไหมว่าโคลัมบัสเรียกคิวบาว่าอย่างไร”
ผมใช้เวลาทบทวนอยู่แวบหนึ่งเพื่อให้แน่ใจว่าตอบถูก “เขาบอกว่ามันเป็นแผ่นดินที่สวยที่สุด เท่าที่ตามนุษย์เคยเห็น”
ปู่พยักหน้าด้วยความภูมิใจที่ผมจำได้ “ถูกต้องไอ้หลานชาย”
เรานั่งเงียบกันอยู่อีกพัก ผมรู้ว่าอะบวยโลกำลังหวังว่าผมจะทำ
ความเข้าใจกับสิ่งที่ท่านสอน กระแสน้ำนิ่งมาก เรื่องแบบนี้เกิดเป็น
บางครั้งตอนพระอาทิตย์ตก แมลงปอตัวหนึ่งกางปีกร่อนถลาไปมา ลำตัว
เรียวยาวแทบไม่แตะผิวน้ำ ปีกเป็นมันเลื่อมวะวาวหลากสีในแสงไฟ เหมือน
ขนหางนกยูง
เราเงยหน้าขึ้นมองฝูงเป็ดป่าที่บดบังท้องฟ้ายามสนธยาจนมืดมิด เสียงร้องของพวกมันฟังดูเศร้าสร้อย ปู่ยกมือชี้นิ้วขึ้นไปบนฟ้า
“ดูโน่น แฟรงกี้ เห็นกลุ่มดาวนั่นไหม นั่นเรียกว่า โอเรี่ยน5 นายพราน
ผู้ยิ่งใหญ่ในเทพนิยายกรีก ตำนานกล่าวว่าซูสเอาเขาขึ้นไปไว้ในหมู่ดาว ถ้ามองดีๆ จะเห็นธนูของเขา”
ผมมองตามนิ้วปู่ที่ชี้ไปบนท้องฟ้า รู้สึกว่าเมื่อได้มองดูดาวอย่างนั้น
ตัวเองได้เป็นผู้ใหญ่เต็มตัว เรือโคลงนิดหน่อย ย้ำถึงความตื่นเต้นของผม
“ปู่จะสอนผมดูดาวไหมครับ”
อะบวยโลหัวเราะชอบใจหึหึ “ปู่จะสอนแกทุกอย่างที่ปู่รู้ ไอ้หลานชาย
จำคำปู่ไว้ให้ดีแล้วกัน สักวันเรื่องพวกนี้จะเป็นประโยชน์กับแก”

ตั้งแต่ผมยังเป็นเด็กตัวเล็กนิดเดียว ปู่มักเอาผมนั่งตักและอ่านไบเบิลให้ฟัง ลมหายใจของท่านมีกลิ่นบุหรี่ ไบเบิลของท่านเย็บแน่นหนา สันปกเป็นหนังเก่าๆ จนมีรอยปริแตก แผ่นกระดาษบางราวเยื่อไม้ ท่านเล่าเรื่องโมเสส เรื่องทะเลแดงแยก ลาร์ซารัส คนโรคเรื้อนที่ฟื้นคืนชีพจากความตาย โนอาห์และการสร้างเรืออาร์ค ท่านสอนผมเรื่องพระเจ้าและชีวิตของเหล่านักบุญ
ในห้องนั่งเล่นบ้านท่าน มีรูปพระหฤทัยอันศักดิ์สิทธิ์ของพระเยซู พระพักตร์ของพระองค์แสดงความการุณย์ พระเกศาหยัก ประกายเพลิงลุกโชนจากดวงพระหทัย หลังจากดื่มกาแฟคิวบารสเข้มไปแก้วหนึ่ง อะบวยโลจะกำมือ
ทาบอก มองรูปนั้นแล้วพูดว่า “พระองค์ผู้เป็นที่รัก โปรดปกป้องข้าจากอาการฮาร์ทเบิร์น6 นี้ด้วยเถิด” ผมเดาว่าทั้งพระเยซูและอะบวยโลคงมีอาการฮาร์ทเบิร์นเหมือนๆ กัน อะบวยโลจึงวิงวอนขอความช่วยเหลือ
เมื่อผมโตขึ้นมาอีกหน่อยอะบวยโลหันมาสร้างความเพลิดเพลินให้กับผมด้วยการเล่าเรื่องของวีรชนให้ฟัง แอนโตนิโอ มาซิโอ, โฆเซ่ มาร์ติ, คาลิกซ์โต การ์เซีย ชายผู้กล้าหาญและทรงเกียรติที่ต่อสู้เพื่อให้คิวบาเป็นอิสระจากสเปน ตาท่านจะเป็นประกายเมื่อพูดถึงคนเหล่านี้ ท่านเล่าเรื่องเหลือเชื่อให้ผมฟังอย่างเช่น เพลงชาติของเรา “เอล อิมโน่ เดอ บายาโม่” ถูกประพันธ์ขึ้นบนหลังม้า ผมโปรดปรานเรื่องนี้มากที่สุด รบเร้าให้ปู่เล่าให้ฟังซ้ำแล้วซ้ำเล่า เมื่อท่านเล่าถึงการรบที่บายาโม่เมื่อปี 1868 ผมรู้สึกเหมือนตัวเองอยู่ที่นั่นด้วย เมื่อปู่เล่าจบเราจะร้องเพลงด้วยกัน

เร่งรุดสู่สมรภูมิ นักรบแห่งบายาโม่
บ้านเกิดมองเจ้าอย่างภูมิใจ
อย่าประหวั่นความตายอันเกริกเกียรติ
ตายเพื่อปิตุภูมิจึงเป็นที่จดจำ

มีชีวิตอยู่ใต้โซ่ตรวน
คืออยู่อย่างไร้เกียรติและอับอาย
แตรสงครามดังระงม
มาเถิดผู้กล้า เร่งรุดสู่สมรภูมิ

ร้องจบ ปู่จะเอามือจี้สะเอวผม แล้วเราปู่หลานจะหัวเราะร่วนด้วยกัน

เมื่อผมเริ่มไปโรงเรียน อะบวยโลจะช่วยสอนการบ้านให้ผมก่อนที่เราจะออกไป
ตกปลากัน บางครั้งท่านจะพยายามสอนจิลแบร์และหลุยส์ด้วย แต่สองคนนั่นไม่ได้ใฝ่ใจเรื่องวิชาความรู้นัก อีกทั้งหลุยส์ยังหาเรื่องซุกซนมาทดสอบความใจเย็นของ
อะบวยโลอยู่เนืองๆ ผ่านไปพักหนึ่ง ท่านก็เพียงช่วยสอนการบ้านให้ผมคนเดียวเท่านั้น
หลุยส์เป็นลูกผู้พี่ของผม เขาอายุมากกว่าผมสามปีและมักจะมาป้วนเปี้ยนอยู่แถวบ้านผมในกัวนาบากัว ซึ่งเป็นตำบลหนึ่งของฮาวาน่า ความร่าเริงกระตือรืนร้นของเขาทำให้ครอบครัวผมชอบใจที่เขามาแวะเวียนอยู่ใกล้ๆ เป็นประจำ เขาและลูกผู้พี่รายอื่นๆ อย่างตาโต้ จิลแบร์ และปีปี้ มาอยู่แถวบ้านผมมากเสียจนสมัยเมื่อยังเด็ก ผมคิดว่าพวกนี้เป็นพี่ชายตัวเอง ปีปี้ไม่ใช่ชื่อจริงของเขา มันเป็นชื่อที่เราเรียกเขาเล่นๆ ในคิวบาใครๆ ก็มีชื่อเล่นกัน
หลุยส์มีวิธีคิดเรื่องต่างๆ ที่เป็นแบบฉบับของเขาเองไม่เหมือนใคร เมื่อเรียนไปถึงเกรดสี่ เขาก็เรียนซ้ำชั้นอยู่อย่างนั้นเป็นเวลาหลายปี ผมบอกว่าเขาต้องเลื่อนชั้นขึ้นไป แต่ญาติผมรายนี้ปฏิเสธอย่างดื้อด้าน ทั้งที่หากคิดจะเลื่อนชั้น เขาก็ทำได้
“ฉันชอบครู แถมฉันทำแบบฝึกหัดได้ทั้งหมด มันเรียนสบายดี” นั่นเป็นข้ออ้างของเขา
“แต่นายอยู่เกรดสี่ตลอดกาลไม่ได้หรอกหลุยส์”
“ทำไมล่ะ”
“เพราะมันโง่น่ะสิ”
“แต่ทำอย่างนี้ฉันมีความสุขดี”
“นายมีความสุขที่เรียนหนังสือไปไม่ถึงไหนเหรอ”
“ถ้าจงใจทำ ไม่เรียกว่าไปไม่ถึงไหนหรอก”
“แล้วนายไม่เบื่อมั่งเหรอ”
“ไม่ ฉันจำบทเรียนได้แม่นจนครูบอกว่าปีหน้าฉันช่วยสอนได้แล้ว เพราะฉะนั้นแปลว่าฉันเก่งกว่านาย ฉันได้เป็นครู”
“คิดบ้าๆ หลุยส์ นายไม่ได้เป็นครูจริงๆ นายเป็นแค่เด็กเกรดสี่ตัวโค่ง ถ้านายจำวิชาเรียนได้หมดทำไมนายไม่ยอมสอบเลื่อนชั้น”
“เพราะฉันไม่อยากสอบ ไม่อยากเลื่อนขึ้นไปเกรดห้า อยู่อย่างนี้ฉันมีความสุขดี แล้วก็ไม่คิดว่าทำอย่างนี้โง่ด้วย”
ผมได้แต่ส่ายหน้า

จิลแบร์ก็มีพฤติกรรมประหลาดๆ ตามแบบฉบับของเขาเช่นกัน สองปีแรกที่ไปโรงเรียนเขาแทบไม่ได้ล้างเท้าเลย แม่ของเขาดุด่าเอาบ่อยๆ แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ไม่ได้ผล จิลแบร์ดื้อด้านไม่ต่างจากหลุยส์
ตอนอยู่ในห้องเรียน จิลแบร์ชอบถอดถุงเท้าออกเพื่ออวดเท้าที่ดำสนิท ราวกับว่านั่นคือตราเกียรติยศอะไรสักอย่าง จากนั้นก็เอาฝ่าเท้าถูพื้น เพื่อบรรเทาอาการคัน
นักเรียนหญิงในห้องจะพากันส่งเสียงแหลมๆ ประท้วง แล้วไปฟ้องครู แต่นั่นยิ่งทำให้เขาชอบใจ ผมรู้สึกเห็นใจเด็กผู้หญิงคนที่บังเอิญต้องนั่งใกล้ๆ จิลแบร์ เพราะเธอผู้นั้นไม่เพียงแต่จะต้องดมกลิ่นเท้าเขาทั้งวัน และเมื่อใดที่เขาถอดรองเท้าออกแล้วกลิ่นมันอบอวลมากขึ้น ญาติผมจะโทษเด็กผู้หญิงคนนั้นว่าเธอเป็นต้นตอของกลิ่นนั่นอย่างหน้าไม่อาย จิลแบร์ชอบเด็กผู้หญิง และนั่นคือวิธีที่เขาเรียกร้องความสนใจจากพวกเธอ

เรื่องเล่นพิเรนทร์ในวัยเด็กของเรายาวเป็นหางว่าวไม่รู้จบ บางวัน เรารวมหัวกับจาเบาเพื่อนของเรา จัดการเล่นกลกับกระดานดำ พอครูแตะโดนกระดานเท่านั้น มันก็จะร่วงลงมา พวกเราจะพากันหัวเราะท้องคัดท้องแข็ง จนโดนส่งไปห้องครูใหญ่ หรือมีบางวันที่ปีปี้จะเอานกแก้วของเขาใส่ถุงกระดาษมาโรงเรียน แล้วซ่อนไว้ในโต๊ะเรียน เจ้านกแก้วตัวนี้จะถูกสอนให้สบถหยาบๆ คายๆ พอเจ้านกแก้วส่งเสียงสบถต่อกันยาวเหยียด ญาติผมก็จะชี้นิ้วโทษคนอื่นๆ แล้วเราก็จะพากันหัวเราะท้องคัดท้องแข็งจนโดนส่งไปห้องครูใหญ่อีกครา บางวัน จิลแบร์จะหยอดกาวบนเก้าอี้ของคุณครูแล้วโทษว่าคนทำคือเด็กผู้หญิงซื่อๆ ที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่สักคน แล้วเราก็จะพากันหัวเราะกันอีกครั้ง สุดท้าย เราก็จะโดนส่งไปห้องครูใหญ่อีกตามเคย
เรามักทำให้ครูใหญ่หัวฟัดหัวเหวี่ยงตลอดเวลา ครูใหญ่เป็นคนเคร่งครัดในระเบียบวินัย และต้องการรู้ให้ได้ว่าใครเป็นตัวการเรื่องเหล่านี้ แต่ไม่มีใครยอมปริปาก ยกเว้นแอนโตนิโอ
แอนโตนิโอเป็นเด็กตัวเล็กๆ ขี้กลัว เขาเป็นเด็กประเภทที่จะตกเป็นเหยื่อของเด็กอื่น และเรื่องที่แย่ไปกว่านั้นคือเขาโดนพี่ชายตัวเองเล่นงานเป็นประจำ แอนโตนิโอมักมาเล่นกับเราโดยมีปากบวมเจ่อ ตาเขียวปั๊ด หรือมีรอยฟกช้ำบนแขนแล้วอ้างว่าเขาหกล้ม
หากวันไหนที่อากาศร้อนและท้องฟ้ามีเมฆเพียงบางเบา เราจะเล่นบทหนีโรงเรียนแล้วไปแก้ผ้าเล่นน้ำในแม่น้ำ ลำธารหรือหนองบึง เราจะเล่นไล่จับ กระโดดโลดเต้นไปตามโขดหินในแม่น้ำ กางแขนกางขาออกเพื่อทรงตัว
จาเบา เป็นต้นคิดเรื่องการเล่นซ่อนหาใต้น้ำ โดยเอาปล้องต้นกกที่ขึ้นและแห้งอยู่ตามริมน้ำมาทำท่อหายใจ การเล่นเกมนี้เป็นที่โปรดปรานของเราอยู่พักหนึ่ง เรามักจะแอบดอดเข้าไปจนใกล้ แล้วทำให้อีกฝ่ายตกใจ จากนั้นก็กระโดดโลดเต้นตีน้ำตีลังกาแล้วหัวเราะคิกคักจนแทบจะจมน้ำตาย
ด้วยเหตุที่ทุกคนในกัวนาบากัวรู้จักกันหมด เมื่อใดก็ตามที่เราหนีโรงเรียนออกมา เราจึงต้องหาวิธีที่จะเล็ดลอดกลับมาบ้านโดยไม่ให้ใครเห็น รอบๆ ท่าเรือคอร์จิม่าอุดมไปด้วยถ้ำหินปูน ใต้แม่น้ำ ริโอ ลาจาส ที่อยู่ใกล้ๆ กันก็มีอุโมงค์ซับซ้อนเชื่อมต่อกันเหมือนโพรงกระต่าย
เราจะวิ่งจากอุโมงค์หนึ่งไปยังถ้ำอีกแห่งหนึ่ง และต้องคอยระแวดระวังว่าจะมีใครเห็น แล้วเอาเรื่องที่เราหนีเรียนไปฟ้องผู้ปกครองหรือคุณครู เราต้องหลบหลีกสายตาสอดรู้สอดเห็น และสนุกไปกับความตื่นเต้นที่ได้ทำอย่างนั้น เรื่องกลัวที่จะถูกจับได้นั้นเราแทบไม่คิด เพราะไม่มีใครอีกแล้วที่จะรู้ทางเข้าออกของที่ซ่อนเหล่านี้ดีไปกว่าพวกเรา
ส่วนใหญ่ผมจะเล่นกับเด็กผู้ชาย แต่มีเด็กหญิงที่เป็นคนพิเศษคนหนึ่งที่ขโมยหัวใจผมไปได้ เธอชื่อมิเรียม เป็นเด็กผู้หญิงอ่อนหวาน ขี้อาย ดวงตา
สีน้ำตาล แม่บอกผมว่านั่นเป็นแค่ความลุ่มหลงเท่านั้น แต่ความรู้สึกนั้นก็อยู่กับผมหลายปี ถ้าผมรู้สึกไม่สบายใจเรื่องอะไรขึ้นมา ผมอยากไปคุยกับมิเรียม ถ้าเจอหนอนผีเสื้อน่ารักๆ ผมจะเอาไปให้เธอดู ผมมักจะมองหาอะไรไปเป็นของขวัญให้เธอ อย่างเช่นเปลือกหอยที่ผมเจอบนชายหาด หรือผีเสื้อสีสดที่ปีกขาดข้างหนึ่ง ถ้าวันไหนแม่ผมทำคุกกี้ ผมก็จะซุกชิ้นหนึ่งไว้ในกระเป๋า เพื่อเอาไปให้มิเรียม
ทุกคืน คนแถวบ้านผมจะแต่งตัวออกไป ปาเซโอ - เดินเล่นรอบสวนสาธารณะ เด็กชายเดินทางหนึ่ง เด็กหญิงเดินอีกทางหนึ่ง ข้างฟากผู้หญิงจะมี
ผู้ปกครองในผ้าคลุมไหล่สีดำปักลวดลายที่มีท่าทางเข้มงวดเดินกำกับมาด้วย บรรดาเด็กชายจะแอบขยิบตาและโบกไม้โบกมือให้เด็กหญิง และต้องพยายามไม่ให้โดนผู้ปกครองคนนั้นเล่นงานเอา
ว่ากันว่า เมืองเล็กๆ อย่างนี้ไม่ต่างจากครอบครัวขนาดใหญ่ แถวละแวกบ้านผมก็เป็นอย่างนั้น คนในนั้นรู้จักบ้านทุกหลัง รู้จักสมาชิกทุกคนในบ้าน เรารู้ดีว่าแม่ใครดุ พ่อใครโมโหร้าย เรารู้ว่าใครไม่สบาย ใครออกมาเล่นด้วยกันได้ เรารู้ว่าป้าบ้านไหนดื่มน้ำอ้อยคั้น หรือลุงบ้านไหนดื่มรัม รู้แม้กระทั่งว่าหมาของใครชื่ออะไร นี่คือวิถีความเป็นไปของแถบนั้น
มีความเป็นไปทางการเมืองเกิดขึ้นมากมาย ในช่วงเวลาที่ผมโตขึ้น แต่ผมมัวเพลิดเพลินกับความสนุกสนานประสาเด็ก จนไม่ทันสังเกตว่ากองกำลังฝ่ายกบฏที่ติดอาวุธตามมีตามเกิดของฟิเดล คาสโตร เข้าโจมตีค่ายทหารที่
มอนคาดาไม่สำเร็จเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 1953 ผลการโจมตีครั้งนั้น ส่งฟิเดลเข้าไปอยู่ในคุกเพรสซิดิโอ โมเดลโล่ เสียสองปี แต่ในขณะเดียวกันก็ก่อกำเนิดความเคลื่อนไหวต่อต้าน ที่ลงเอยด้วยการโค่นล้มรัฐบาลได้ในที่สุด
ผมมัวแต่เล่นลูกหินเพลินจนไม่รู้ว่า กองกำลังของฟิเดลมีไม่ถึงสองร้อยคน แต่บ่อยครั้งที่พวกเขาทำให้กองทหารของบาติสตาที่มีกำลังสี่ห้าหมื่นคน ต้องล่าถอยทิ้งที่มั่น
ผมมัวแต่ตากแดดอยู่กลางหาดทรายสีขาวเพลิน จนไม่รู้ว่าการต่อต้านบาติสตาในคิวบาเติบโตงอกงามราวกับข้าวในประเทศจีน สาเหตุมาจาก การที่เขาฝักใฝ่กลุ่มนอกกฎหมายในอเมริกา และเอื้อผลประโยชน์ต่อธุรกิจขนาดใหญ่ที่ควบคุมทรัพยากรและความมั่งคั่งส่วนใหญ่ของคิวบา ผมมัวแต่เพลินเสียจนไม่รู้ว่า ผู้นำเผด็จการของเราถูกขับออกจากคิวบาเมื่อวันปีใหม่ปี 1959
แต่แปดวันหลังจากนั้น ผมก็เริ่มสะดุดใจว่ามีบางอย่างกำลังเกิดขึ้นในประเทศของเรา บางอย่างที่อะบวยโลไม่ชอบ วันนั้น หลังจากเราออกไปตกปลาด้วยกันแล้ว ปู่กับผมแวะที่ฮาวาน่า เพื่อที่ท่านจะได้ดื่มกาแฟสักแก้ว เราเหนื่อยอ่อนกันพอสมควร
มาลีคอน คือทางเดินแสนสวยที่โอบล้อมครึ่งหนึ่งของฮาวาน่า ขณะที่เราเดินอยู่บนทางเดินนั้น เราเห็นแถวรถบรรทุกหุ้มเกราะวิ่งผ่านมา นี่คือหัวขบวนของรถยนต์ รถบรรทุก และรถถัง ที่ขนกองกำลังของฟิเดลที่เพิ่มจำนวนขึ้นเป็น
ห้าพันคน และเพิ่งจะประสบชัยชนะ แล่นเข้าสู่เมือง
ฟิเดลกับกองกำลังของเขาเดินทางมาหลายวันแล้วจากฐานที่มั่นในเซียร่า เมสตรา ที่อยู่ห่างออกไปหกร้อยไมล์ แวะปราศรัยกับฝูงชนที่กำลังปลาบปลื้มมาตลอดทาง ผมได้ยินเสียงตะโกนโห่ร้องต้อนรับใกล้ๆ ตัว เมื่อเราเลี้ยวผ่านหัวมุมถนน ผมเห็นผู้คนนับพันเรียงรายเต็มถนน พวกเขายิ้มร่า หัวเราะและชูป้ายที่เขียนข้อความว่า “เกรเซียส7 ฟิเดล”
หลายคนดูจะปีติยินดีจนแทบคลุ้มคลั่ง ยิ่งเสียงตะโกนคำขวัญดังมากเท่าไหร่ สีหน้าของอะบวยโลก็เคร่งเครียดมากขึ้นเท่านั้น ท่านรีบเอื้อมมือมาจับมือผมไว้ นักรบท่าทางหยาบกร้านในเครื่องแบบสีเขียวมะกอกจำนวนหนึ่งกระโดดลงมาจากรถ พวกเขาดูดุดัน สกปรก เครามีฝุ่นจับจนเป็นสีเทา ห้อยปืนเอวตุง สวมรองเท้าบู้ตที่เต็มไปด้วยคราบโคลน รถถังคันหนึ่งวิ่งผ่านหน้าเราไป ฟิเดลนั่งอยู่บนสุด ต่ำลงมารายล้อมด้วยคนจำนวนหนึ่ง อะบวยโลขยับมายืนบังผมไว้เหมือนต้องการจะปกป้อง ผมกระตุกชายเสื้อท่าน
“เกิดอะไรขึ้นครับ”
“นั่นคือฟิเดลกับพวกกบฏของเขา” อะบวยโลตอบ
“นั่นหมายความว่ายังไงครับ” ผมเริ่มอึดอัดเมื่อรับรู้ได้ว่าปู่มีท่าทางเคร่งเครียด
“มีการสู้กันเพื่อจะควบคุมรัฐบาล” ท่านบอก “บาติสตาออกไปแล้ว ฟิเดลเข้ามาแทน”
ผมมองดูนักสู้ที่กระโดดลงมาจากรถบรรทุกแล้วถามว่า “พวกนี้หรือครับที่ชนะ” ผมแทบไม่อยากเชื่อว่า ผู้ชายที่สกปรกผมยาวรุงรังเหล่านี้คือฝ่ายชนะ แต่คนที่อยู่บนเฉลียงหน้าบ้านและหอพักทันสมัย ดูเหมือนจะคิดอย่างนั้น พวกเขาโบกธงแดงดำมีตัวหนังสือ 26 จูลิโอ8 โปรยข้าวตอกดอกไม้และตะโกนคำขวัญว่า “วีวา คิวบา วีวา ฟิเดล9” ผู้ชายหลายคนดื่มฮัททิว เบียร์คิวบารสดี ผมไม่เคยเห็นอะไรอย่างนี้มาก่อน
“ใช่” อะบวยโลว่า “พวกนี้ล่ะที่ชนะ”
ขบวนรถคาดิแลคสีดำคันยาววิ่งผ่านหน้าผมไป คนบนรถกดแตรเป็นจังหวะ อ้าปากหัวร่อร่า พลางกวัดแกว่งปืน ผมเห็น มีดสั้น มีดยาว และปืนมากมาย สายตาผมจับอยู่ที่แก้มยางรถสีขาว
“แล้วบาติสตาไปไหนครับ” ผมถาม
“สาธารณรัฐโดมินิกัน พาครอบครัวไปด้วย แต่หลังจากนั้นไม่มีใครรู้”
เครื่องบินหลายลำบินผ่านหัวพลางส่งเสียงดังกึกก้อง ผมเงยหน้าขึ้นมอง “ทำไมมีเครื่องบินมากนักล่ะครับ” เราต้องรออยู่เกือบนาที เพื่อให้เสียงดังสนั่นนั่นเบาลงเสียก่อน อะบวยโลจึงจะตอบคำถามผมได้ ผมเห็นหญิงสาวหลายคนสวมเสื้อยืดคับติ้วสีแดง กระโปรงสั้นเต่อสีดำ ปากร้องตะโกนว่า “ฟิเดล ฟิเดล ฟิเดล” ด้วยท่าทางคลั่งไคล้แบบเดียวกับที่หญิงสาวมักแสดงกับดาราภาพยนตร์ที่พวกเธอชื่นชอบ
“เครื่องบินพวกนั้นรับคนอเมริกันกลับไปประเทศเขา”
“ทำไมล่ะครับ”
“จุ๊ๆๆ แฟรงกี้ อย่าถามอะไรตอนนี้ แกถามมากไปแล้ว เดี๋ยวปู่จะตอบตอนเรากลับไปถึงบ้าน”
ฟิเดลเดินไปที่แท่นปราศรัยซึ่งตั้งอยู่บนระเบียงใหญ่ของทำเนียบประธานาธิบดี เพื่อปราศรัยกับฝูงชน ที่ลำคอเขามีลูกประคำแขวนอยู่พวงหนึ่ง
มือถือปืนยาว ไมโครโฟนตั้งเรียงเป็นแถว ขยายเสียงของเขาให้เราที่อยู่ในที่นี้กับคนที่เฝ้าหน้าจอโทรทัศน์ช่องฮาวาน่า หรือฟังสถานีวิทยุแห่งคิวบาได้ยินถนัด
ผมต้องกระเย้อกระแหย่งหามุมที่ดีกว่า
“เพื่อนร่วมชาติทั้งหลาย...” เขาเริ่มพูด คนบนถนนเงียบกริบราวถูกสะกด มีเสียงแตรรถดังมาไกลๆ ก่อนจะเงียบไป เสียงฟิเดลก้องไปทั่ว “เช่นที่ท่านรู้ ชาวฮาวาน่าคาดว่าเราจะอยู่บนถนนสายยี่สิบสาม...” คนฟังยืนนิ่งอย่างใจจดใจจ่อ
ผมเงยหน้ามองอะบวยโลขณะที่ฟิเดลพูดต่อ ปู่หรี่ตาตั้งใจฟัง ขณะเดียวกันก็ยังกำมือผมไว้ หลังจากที่ฟิเดลพูดไปได้สองสามนาที ใครคนหนึ่งในกลุ่มคนปล่อยนกพิราบสองตัวขึ้นสู่อากาศ เราเฝ้ามองมันกระพือปีกบินขึ้นสูงเรื่อยๆ และแล้ว ราวกับถูกบังคับด้วยอำนาจศักดิ์สิทธิ์บางอย่าง นกพิราบตัวหนึ่งบินถลาลงมาเกาะบ่าของฟิเดล นั่นคือสัญลักษณ์สากลที่แสดงถึงสันติภาพ เสียงคนดูโห่ร้องอย่างคลุ้มคลั่ง
อะบวยโลสั่นหัว ส่วนผมเย็บสันหลังวาบ รู้สึกกลัวนิดหน่อยพร้อมๆ กับที่รู้สึกสับสนด้วย
“บอกผมหน่อยสิครับ” ผมว่า “ปู่ถูกใจหรือเปล่าที่บาติสตาไปแล้ว การที่เขาถูกขับไล่ไปมันเป็นเรื่องดีหรือไม่ดี”
อะบวยโลถอนหายใจดังเฮือก ก่อนจะปล่อยมือมือผมแล้วเปลี่ยนเป็นลูบหัวแทน “เวลาจะบอกเราเอง ตอนนี้ไปหาไอศกรีมโคนกินกันดีกว่า”
แต่จากสีหน้าของท่าน มันบอกผมว่าเรื่องนี้ไม่ดีแน่