Click to Sanskrit Homepage
   สินค้าในตะกร้า (จำนวน 0 เล่ม) check out
search
my lines

 

my bookmark

ข้อมูลหนังสือ

ความรักในหอแดง

The Red Chamber

ผู้แต่ง : พอลีน เอ. เฉิน
ผู้แปล : ณวรา
ราคา 420  บาท 


add to cart


สามหญิงในคฤหาสน์กรุงปักกิ่ง โลกที่สมบูรณ์พูนสุข พรั่งพร้อมด้วยข้าทาสบริวาร หากแต่เป็นโลกที่สตรีต่างไร้ซึ่งอำนาจและต้องเป็นปรปักษ์ต่อกัน อันเนื่องมาจากขนบที่ให้ชายมีอนุภรรยาได้
หลายคนภายใต้หลังคาเดียวกัน

 

เรื่องย่อ



เรื่องราวในศตวรรษที่18 ไต้อวี้ สาวน้อยกำพร้าแม่ ต้องจากบ้านเกิด
เพื่อมาอาศัยกับท่านยายและญาติๆ ฝ่ายแม่ในคฤหาสน์หรองกั๋ว
กรุงปักกิ่ง เด็กสาวชาวใต้ใสซื่อบริสุทธิ์
ก้าวเข้ามาใช้ชีวิตในร่มเงาของชนชั้นสูงแห่งเมืองหลวง
ชีวิตที่ห้อมล้อมไปด้วยความหรูหราฟุ่มเฟือย เสื้อผ้าอาภรณ์ชั้นเลิศ
สาวใช้รอบกาย กับการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่น
เพื่อให้ได้มีตำแหน่งแห่งที่ในคฤหาสน์แห่งนี้
 
นวนิยายที่เปิดโปงและตีแผ่ความเสื่อมโทรมของ
สังคมศักดินาในสมัยราชวงศ์ชิง
ชีวิตของสามหญิงที่ผูกพันกันอย่างแนบแน่น
ในโลกที่สตรีไร้อำนาจ และต้องเป็นปรปักษ์ต่อกัน
อันเนื่องมาจากประเพณีที่อนุญาตให้ชายมีอนุภรรยาได้

ความรักในหอแดง
สะท้อนภาพผู้คนทุกชนชั้น ตั้งแต่เจ้านายผู้สูงศักดิ์
ไปจนถึงบ่าวไพร่ธุลีดิน
 

ทดลองอ่าน



หลินไต้อวี้ บรรจงบดเมล็ดแอปริคอทกับงาดำในครกหินอ่อน เธอเทผงยาลงในชามใส่รังนกตุ๋น ใช้ช้อนกระเบื้องเคลือบคนให้เข้ากันแล้วยกชามไปให้แม่ที่นอนอยู่บนเตียง ใกล้ๆ หน้าต่าง ช่วยจับตัวแม่นั่งพิงหมอนข้าง แม่จิบยาพลางนิ่วหน้า เด็กสาวจับจ้องมองทุกคำที่แม่จิบ ราวกับว่าสายตาที่จ้องมองนั้นจะรักษาแม่ให้หายได้ คุณนายหลินล้มตัวลงนอนอย่างอ่อนเพลีย
 “ไต้อวี้” คุณนายหลินเรียกเสียงแหลมแต่ไร้เรี่ยวแรง
 “จ๊ะแม่”
“แม่อยากให้หนูดูของสักอย่าง ไปดูที่ก้นหีบใบเก่าของแม่หน่อย”
ไต้อวี้คุกเข่าหน้าตู้เสื้อผ้าพลางเปิดหีบไม้เก่าคร่ำคร่าที่ใช้เก็บเสื้อผ้า
ฤดูหนาว มือควานหาจนเจอห่อแบนๆ ที่มีผ้าสีแดงปักลวดลายหุ้มไว้
“ใช่แล้วจ้ะ เอามาให้แม่หน่อย”
นิ้วผอมๆ ของแม่พยายามแกะปมที่ผูกไว้ ไต้อวี้ต้องชะโงกหน้าเข้าไปช่วย ในห่อมีกล่องแบนๆ สองกล่อง คุณนายหลินเปิดกล่องแรกออกมาเผยให้เห็นสายสร้อยคอทองอร่ามลายมังกร ส่วนอีกกล่องเป็นมงกุฎลายหงส์ทองสยายปีกสองตัว มีสายไข่มุกห้อยยาวจากจะงอยหงส์
“นี่เป็นเครื่องประดับที่เป็นสินเดิมของแม่ ไม่ใช่หรือจ๊ะ”
คุณนายหลินเหมือนไม่ได้ยินลูกสาวถาม แต่กลับพูดขึ้นว่า “ช่วยแม่ลุกหน่อยสิ”
ไต้อวี้ขยับขึ้นไปบนเตียงจัดหมอนให้แม่นั่งพิง แม่สวมมงกุฎลงบนศีรษะทั้งที่ยังไม่ได้แปรงผม
“เอากระจกมาให้ด้วยจ้ะ”
ไต้อวี้ลุกไปหยิบกระจกเงาจากโต๊ะแต่งตัว คุณนายหลินเอนหลังพิงหมอนพลางขยับกระจกเงาทองเหลืองเล็กๆ ให้ใกล้ใบหน้า จนมองเห็นเงาสะท้อนตัวเองได้ “เมื่อก่อน แม่เป็นสุภาพสตรีจากตระกูลผู้ดี แม่ดูถูกดูแคลนทุกอย่าง แม่ไม่ยอมแตะต้องผ้าที่พวกชาวบ้านทอเลยด้วยซ้ำ” นิ้วของนางแตะเสื้อสีน้ำตาลเก่าๆ ที่สวม “เสื้อผ้าทุกชิ้นที่เราสวมต้องเป็นฝีมือช่างทอในวัง กระทั่งสาวใช้ของเรายังไม่ใส่เสื้อผ้าเนื้อหยาบอย่างนี้เลย!” นางหัวเราะเบาๆ เหมือนพิศวงกับวัยเยาว์ของตัวเอง
“ตอนนั้น แม่ชอบข้าวของดีๆ ท่านตาท่านยายก็ตามใจ พี่ชายคนโตของแม่ ท่านลุงจิ่ง ก็ไม่ว่าอะไร แต่พี่ชายคนรอง ท่านลุงเจิ้งนั้นอิจฉาแม่เสมอ”
ไต้อวี้นั่งอยู่ที่ปลายเท้าแม่ เฝ้ามองสีหน้าคุณนายหลิน
“แม่ยังจำเหตุการณ์วันตรุษจีนครั้งนั้นได้ เมื่อท่านปู่ของพวกเรา -
เจ้าเมืองหรองกั๋วคนแรกยังมีชีวิตอยู่ ท่านให้พวกเราเขียนคำกลอนปริศนาบน
ดวงโคม หลังจากอ่านคำกลอนที่เราสามคนพี่น้องเขียนแล้ว ท่านก็พูดขึ้นว่า เสียดายที่แม่ไม่ได้เกิดเป็นเด็กผู้ชาย เพราะแม่ต้องนำชื่อเสียงมาให้ตระกูลเจี่ยแน่นอน ถ้าแม่สามารถไปสอบจอหงวนได้”
ไต้อวี้พยักหน้า แม่ชอบบทกวี นางสอนเรื่องจังหวะและสัมผัสให้ไต้อวี้เมื่อเธอเริ่มอ่านหนังสือออก
“ลุงเจิ้งต้องสอบไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งกว่าจะผ่าน ส่วนพ่อของหนูสอบครั้งแรกก็ผ่านแล้ว แต่สุดท้ายลุงเจิ้งก็ประสบความสำเร็จดีทีเดียว” น้ำเสียงของนางเจือริษยาเล็กน้อย “ได้เป็นถึงผู้ช่วยสำนักบำรุงรักษาในราชสำนัก ลุงเจิ้งเป็นคนขยันและทำงานหนัก”
“แล้วพี่ชายคนโตของแม่ล่ะจ๊ะ”
“ลุงจิ่งไม่เคยสอบผ่าน ลุงดีแต่ใช้เงินของท่านปู่ไปกับพวกภรรยารองกับการพนัน” รอยยิ้มยามระลึกถึงอดีตนั้นเลือนหายไปจากใบหน้าคุณนายหลิน นางส่งกระจกคืนไต้อวี้พลางถอดมงกุฎออกจากศีรษะ “ตอนนี้ลุงเจิ้งเป็นเพียง
คนเดียวที่ยังมีชีวิตอยู่ดีและยังอาศัยในคฤหาสน์หรองกั๋วกับท่านยายอีกด้วย”
“หนูมีญาติคนอื่นๆ ที่คฤหาสน์หรือเปล่าจ๊ะแม่” ไต้อวี้ถาม
“ก็เป่าอวี้ผู้โด่งดังไง”
“ทำไมถึงโด่งดังละจ๊ะ”
“แม่ยังไม่เคยเล่าเรื่องเขาให้หนูฟังหรือ” คิ้วเรียวบางของแม่เลิกสูง
“เขาเป็นลูกชายลุงเจิ้ง เกิดมาพร้อมอมหยกในปาก คุณยายของลูกถึงได้ตั้งชื่อ ‘เป่าอวี้ - หยกล้ำค่า’ ให้เขา”
“เป็นไปได้ยังไงที่คนเราจะเกิดมาพร้อมหยกที่อมไว้ในปาก”
“ไม่มีใครตอบได้หรอก” คุณนายหลินไหวไหล่ “แม่รู้แต่ว่า แม่ของแม่ – ยายของหนูคิดว่าเป็นเรื่องปาฏิหาริย์ ถึงได้ตามใจเขาทุกอย่าง แม่ของเป่าอวี้เสียชีวิตตอนเขาอายุยังไม่ถึงสิบสองดี ได้ยินว่าเขากลายเป็นเด็กเกกมะเหรกเกเรพอตัวทีเดียว หนีโรงเรียนแทบทุกวัน ชอบเที่ยววิ่งเล่นกับญาติสาวๆ ฝ่ายใน แทนที่จะร่ำเรียน”
“เขาอายุเท่าไรจ๊ะแม่” ไต้อวี้ถาม
“สิบแปด โตพอจะสอบเข้ารับราชการได้แล้ว ส่วนเหลียน ญาติผู้ชายอีกคนก็เกินยี่สิบห้าแล้ว แต่ทุกคนก็ทำใจเรื่องที่เขาจะสอบผ่านไปนานแล้ว เขาเป็นลูกชายลุงจิ่ง พ่อเป็นไงลูกก็คงเป็นอย่างนั้น ตระกูลเจี่ยจะรักษาชื่อเสียงเกียรติยศต่อไปได้ยังไง ถ้าไม่ส่งลูกชายเข้ารับราชการ นี่ถ้าเป่าอวี้สอบไม่ผ่านล่ะก็...” คุณนายหลินหยุดพูดและเริ่มไอ ก่อนจะเอนหลังพิงหมอนหลับตา พลางหอบ
“ช่วยแม่ให้เอนนอนหน่อยสิ”
ไต้อวี้ขยับขึ้นไปบนเตียง จัดแจงให้แม่นอนราบพลางเช็ดปากให้
เมื่อหอบช้าลง คุณนายหลินเอ่ยทั้งที่ยังหลับตา “หนูคงต้องไปอาศัยกับพวกเขานะลูก หลังจากที่แม่ไม่อยู่แล้ว”
“แม่ไม่ไปไหนทั้งนั้นหรอกจ้ะ” ไต้อวี้รีบพูด น้ำเสียงไม่มั่นใจ
“ยังไงแม่ก็ต้องตายและเมื่อถึงตอนนั้น หนูไปอยู่กับพวกตระกูลเจี่ยนะ”
“หนูจะอยู่กับพ่อ”
“แม่อยากให้หนูไปอยู่เมืองหลวง”
“ทำไมล่ะแม่” ไต้อวี้เริ่มร้องไห้
“เพราะหนูจะหาคู่ครองที่ดีได้ที่เมืองหลวง – คนจากตระกูลใหญ่ๆ ที่นั่น พวกตระกูลเจี่ยจะช่วยหนู”
“ไม่เห็นจะสำคัญ” ไต้อวี้แย้งเสียงดัง “แม่เองก็ไม่ได้แต่งงานกับคนจากตระกูลใหญ่สักหน่อย” แม้ว่าพ่อของเธอจะมาจากตระกูลเก่าแก่และมีการศึกษาก็ตาม แต่พ่อเป็นลูกชายคนเดียวของปู่ที่เป็นลูกชายคนเดียวเช่นกัน และตอนนี้ก็เหลือแต่ญาติห่างๆ ของตระกูลที่ยังมีชีวิตและเธอไม่เคยพบหน้าพวกเขาด้วย “ทำไมหนูถึงอยู่ที่นี่ไม่ได้”
แม่เงียบไปครู่ใหญ่ ตาจ้องมองเพดาน ที่สุดก็เอ่ยขึ้นว่า “เมื่อครั้งที่แม่ยังสาวๆ แม่คิดว่า ถ้าแม่ได้อยู่เคียงข้างพ่อ ก็จะไม่มีสิ่งใดสำคัญสำหรับแม่อีกแล้ว แต่มาตอนนี้ หลังจากที่แม่เริ่มป่วย แม่เพิ่งตระหนักว่าชีวิตนี้ลำบากเพียงไรหากปราศจากญาติพี่น้อง” แม่เหลือบสายตามาที่ไต้อวี้ น้ำตาปริ่ม “แม่เป็นห่วงว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับหนูเมื่อแม่จากไป แม่ไม่อยากให้หนูต้องดิ้นรนต่อสู้ชีวิตเหมือนอย่างที่แม่ทำ.....”
คำพูดของแม่ทำให้ไต้อวี้สับสนและนึกกลัว “แต่.. แต่แม่ก็มีความสุขกับพ่อดีไม่ใช่หรือจ๊ะ”
คุณนายหลินไม่ตอบ นางมองผ่านลูกสาว สายตาจับจ้องมงกุฎหงส์บนโต๊ะแต่งตัว “เราไม่น่าเลี้ยงหนูให้โตมาแบบนี้เลย”
“แบบไหนหรือจ๊ะแม่”
“เก็บตัว ไม่สุงสิงกับใคร หนูไม่เคยพบปะคนรุ่นราวคราวเดียวกัน” แม่หันกลับมามองไต้อวี้ แววตาเปลี่ยนไปเหมือนจะท้าทายอยู่ในที “ไม่ว่ายังไง หนูคงต้องเรียนรู้ที่จะทำตัวให้เข้ากับคนอื่นให้ได้ที่หรองกั๋ว หนูต้องหัดคิดก่อนที่จะพูด” หญิงกลางคนยื่นมือออกมา ไต้อวี้กุมมือนั้นไว้ รู้สึกได้ว่านิ้วของแม่เย็นมาก
“แต่หนูอย่ายอมให้พวกเขารังแกหนูนะ หนูแกร่งพอที่จะยืนหยัดต้านทานคนพวกนั้นได้”
ไต้อวี้อยากจะถามต่อ แต่แม่เริ่มไอออกมาอีก ครั้งนี้แรงและนานจนเธอต้องรีบยกกระโถนมาให้ แม่ถ่มเสมหะสีแดงสดเพราะมีเลือดปนมาด้วย พอแม่หยุดไอ ไต้อวี้ขยับขึ้นไปบนเตียง เอนตัวลงนอนข้างๆ แม่ หกเดือนที่ผ่านมานี้ แม่ซูบผอมและอ่อนแอลงมาก ร่างกายของแม่เหมือนกิ่งไม้แนบชิดกับร่างที่อบอุ่นและแข็งแรงของเธอ แต่ไต้อวี้ยังไม่อยากยอมรับว่า อีกไม่นานเธอก็จะไม่มีแม่อีกแล้ว เด็กสาวซุกหน้ากับซอกคอแม่ สูดดมผิวกายของแม่ที่ยังพอเหลืออยู่
กลิ่นกายที่ยังไม่ถูกกลบด้วยกลิ่นยาและโรคภัยไข้เจ็บ