Click to Sanskrit Homepage
   สินค้าในตะกร้า (จำนวน 0 เล่ม) check out
search
my lines

 

my bookmark

ข้อมูลหนังสือ

ใต้เงาเกาหลีเหนือ

Nothing to Envy

ผู้แต่ง : บาร์บาร่า เดมิค
ผู้แปล : ชาธินี ภคสุภา
ราคา 350  บาท 


add to cart


   หลังดวงอาทิตย์ตกดิน เกาหลีเหนือจะเลือนหายไปในความมืดไฟทุกดวงดับสนิท บ้านเรือนหลังเล็กเตี้ยติดดินต่างเลือนหายไปในราตรีกาลประชาชนผู้หิวโหยปีนป่ายเสาโทรศัพท์เพื่อขโมยเศษลวดทองแดงไปแลกอาหาร

   "เราคบกันสามปีถึงจะได้จับมือกันและอีกหกปีถึงได้จูบกัน" เธอตอบ"ฉันไม่เคยฝันอะไรที่เกินเลยไปกว่านั้น ฉันอายุยี่สิบหกและเป็นคุณครูแล้วแต่ฉันยังไม่รู้เลยว่าทารกเกิดมาได้ยังไง" ครูมีรันเล่า

 

เรื่องย่อ


หลังดวงอาทิตย์ตกดิน เกาหลีเหนือจะเลือนหายไปในความมืดไฟทุกดวงดับสนิท บ้านเรือนหลังเล็กเตี้ยติดดินต่างเลือนหายไปในราตรีกาลประชาชนผู้หิวโหยปีนป่ายเสาโทรศัพท์เพื่อขโมยเศษลวดทองแดงไปแลกอาหาร

   "เราคบกันสามปีถึงจะได้จับมือกันและอีกหกปีถึงได้จูบกัน" เธอตอบ"ฉันไม่เคยฝันอะไรที่เกินเลยไปกว่านั้น ฉันอายุยี่สิบหกและเป็นคุณครูแล้วแต่ฉันยังไม่รู้เลยว่าทารกเกิดมาได้ยังไง" ครูมีรันเล่า

ทดลองอ่าน


หากมองภาพถ่ายดาวเทียมทางอากาศ ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกยามค่ำคืน
เราจะเห็นรอยแต้มแปลกประหลาดขนาดใหญ่ที่ปราศจากแสงไฟ บริเวณมืดดำนี้ คือ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี
    ที่ล้อมรอบหลุมดำลึกลับนี้ คือ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และบัดนี้รวมถึงจีนด้วย มันเปล่งประกายสดใสด้วยความเจริญรุ่งเรือง แม้จากความสูงหลายร้อยกิโลเมตรที่อยู่เหนือขึ้นไป ป้ายโฆษณา ไฟรถยนต์ ไฟบนท้องถนน แสงนีออนร้านฟาสต์ฟู้ด ยังปรากฏให้เห็นเป็นจุดเล็กๆ สีขาว เป็นสัญลักษณ์บ่งบอกว่า ผู้คนกำลังดำเนินชีวิตในฐานะมนุษย์บริโภคพลังงานในศตวรรษที่ 21 ทว่า ท่ามกลางความสุกใสนี้ กลับมีจุดดำขนาดใหญ่เกือบเท่าประเทศอังกฤษทีเดียว ช่างน่างงงันเสียนี่กระไร ที่ชาติซึ่งมีประชากรถึง 23 ล้านชีวิต จะดูว่างเปล่าไม่แพ้มหาสมุทรกว้างใหญ่ เกาหลีเหนือ นับเป็นเพียงช่องว่างก็ว่าได้
    เกาหลีเหนือเลือนหายไปในความมืด เมื่อต้นทศวรรษ 1990 หลังการ
ล่มสลายของสหภาพโซเวียต พันธมิตรที่เคยค้ำจุนกลุ่มประเทศคอมมิวนิสต์ในอดีตด้วยน้ำมันเชื้อเพลิงราคาถูก ระบบเศรษฐกิจอันทรุดโทรมและไร้ประสิทธิภาพ ของเกาหลีเหนือก็พังพินาศตามไปด้วย โรงไฟฟ้าถูกทิ้งร้างกลายเป็นซากปรักหักพัง ไฟทุกดวงดับสนิท ประชาชนผู้หิวโหย ปีนป่ายเสาโทรศัพท์เพื่อขโมยเศษลวดทองแดงไปแลกอาหาร ทันทีที่อาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้า ทิวทัศน์โดยรอบ
จะเลือนหายกลายเป็นสีเทา บ้านเรือนหลังเล็กเตี้ยติดดินต่างกลืนหายไปในราตรีกาล ทุกหมู่บ้านอันตรธานไปในแดนสนธยา ไม่เว้นแม้พื้นที่ในเมืองหลวงที่เอาไว้แสดงเพื่ออวดนักท่องเที่ยว ถ้าลองเดินเตร็ดเตร่ไปตามถนนสายหลักของกรุงเปียงยางในยามค่ำคืน คุณจะมองไม่เห็นบรรดาตึกต่างๆ ที่อยู่บนสองฟากถนนเลย
    หากคนภายนอกจ้องมองไปยังความว่างเปล่านั้น อาจจะไพล่นึกไปว่า เป็นหมู่บ้านที่อยู่ห่างไกลในแอฟริกาหรือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ซึ่งความศิวิไลซ์ของไฟฟ้ายังเอื้อมเข้าไปไม่ถึง แต่เกาหลีเหนือไม่ใช่ประเทศที่ไม่เคยได้รับการพัฒนา มันเป็นประเทศที่หลุดออกจากโลกที่พัฒนาแล้วต่างหาก ร่องรอยในอดีตของเกาหลีเหนือยังคงเหลือให้เห็นตามถนนสายหลัก ซากสายไฟฟ้าห้อยระโยงระยางอยู่เหนือศีรษะกับเสาไฟแรงสูงสนิมเขรอะ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยครอบคลุมทั่วทั้งประเทศ
    ชาวเกาหลีเหนือที่อายุเลยวัยกลางคน ยังจำได้ดีถึงคืนวันที่พวกเขามีไฟฟ้าใช้ (รวมถึงอาหารด้วย) มากกว่าญาติพี่น้องในเกาหลีใต้ที่ฝักใฝ่อเมริกัน ซึ่งยิ่งตอกย้ำความอัปยศอดสูที่พวกเขาต้องนั่งจมอยู่ในความมืดมิดยามนี้    ย้อนกลับไปในทศวรรษ 1990 อเมริกา เคยเสนอความช่วยเหลือด้านพลังงานแก่เกาหลีเหนือ โดยมีเงื่อนไขว่าเกาหลีเหนือต้องยกเลิกโครงการอาวุธนิวเคลียร์  ทว่า ข้อตกลงดังกล่าวล้มเหลว หลังจากรัฐบาลประธานาธิบดีบุช กล่าวหาเกาหลีเหนือว่าละเมิดสัญญาที่ตกลงกันไว้ ชาวเกาหลีเหนือตัดพ้ออย่างขมขื่นเรื่องความมืด พวกเขายังคงประณามว่าเป็นเพราะการคว่ำบาตรของสหรัฐอเมริกา ยามค่ำคืนพวกเขาอ่านหนังสือไม่ได้ ดูโทรทัศน์ก็ไม่ได้ “จะให้เรามีวัฒนธรรมได้อย่างไรในเมื่อไม่มีไฟฟ้า” ยามรักษาความปลอดภัยชาวเกาหลีเหนือเคยบ่นกับฉันด้วยความไม่พอใจ
    แต่ในความมืดมิดก็มีข้อดี โดยเฉพาะพวกวัยรุ่นที่กำลังสานสัมพันธ์กับคนที่ไม่อาจเป็นไปได้
    เมื่อผู้ใหญ่เข้านอนกันหมดแล้ว ซึ่งบางครั้งแค่เพียงหนึ่งทุ่มเท่านั้นในช่วงหน้าหนาว มันง่ายมากที่จะหลบออกจากบ้านไป ความมืดได้มอบอิสระเสรีซึ่งยากจะมีได้ในเกาหลีเหนือเฉกเช่นไฟฟ้า คล้ายกับการอำพรางตัวในผ้าคลุมล่องหน ที่เปิดโอกาสให้ทำอะไรก็ได้ตามใจปรารถนา โดยไม่ต้องวิตกกับสายตาพ่อแม่ เพื่อนบ้าน หรือแม้แต่ตำรวจนอกเครื่องแบบ
    ชาวเกาหลีเหนือหลายคนบอกว่า พวกเขาพยายามเป็นอย่างมากในการเรียนรู้ที่จะรักความมืด แต่เรื่องราวของเด็กสาวแรกแย้มคนหนึ่ง กับเพื่อนชายของเธอประทับใจฉันมากที่สุด ตอนเธออายุสิบสองปี เธอพบเด็กหนุ่มที่อายุมากกว่าเธอสามปี เขาอยู่ในเมืองใกล้เคียง ครอบครัวเธอเป็นคนชนชั้นล่าง ตามระบบชนชั้นทางสังคมที่ยึดถือกันในเกาหลีเหนือ การปรากฏตัวด้วยกันในที่สาธารณะจะทำลายโอกาสก้าวหน้าในหน้าที่การงานของเด็กหนุ่ม และจะสร้างความอื้อฉาวให้กับเด็กสาวบริสุทธิ์เช่นเธอ ดังนั้น การนัดพบกันจึงมีแค่การไปเดินเล่นกันนานๆ ในความมืด ถึงอย่างไรพวกเขาก็ไม่มีกิจกรรมอื่นให้ทำอยู่แล้ว ตอนที่ทั้งคู่เริ่มคบหากันจริงๆจังๆ เป็นช่วงต้นทศวรรษ 1990 ไม่มีร้านอาหารหรือโรงภาพยนตร์เลย เพราะไม่มีไฟฟ้า
    ทั้งสองมักนัดพบกันหลังอาหารค่ำ เด็กสาวกำชับเพื่อนชายไม่ให้เคาะประตูบ้าน เพื่อไม่ต้องเผชิญกับคำถามมากมายจากพี่สาวหรือน้องชาย ตลอดจนเพื่อนบ้านที่คอยสอดรู้สอดเห็น ทั้งหมดอยู่ร่วมกันอย่างแออัดในตึกแคบยาว หลังตึกเป็นห้องน้ำสาธารณะที่สิบกว่าครอบครัวใช้ร่วมกัน ตัวตึกตั้งอยู่ริมถนนมีกำแพงสีขาวกำบังสายตา เด็กหนุ่มพบที่เหมาะหลังกำแพง เมื่อแสงสว่างค่อยๆ หายไป เสียงล้างจานของบรรดาเพื่อนบ้าน หรือเสียงทำธุระในห้องน้ำกลบเสียงฝีเท้าของเขาเป็นอย่างดี เขาต้องคอยเธอนานนับชั่วโมง บางทีนานถึงสองหรือสามชั่วโมง แต่ไม่เป็นไร จังหวะชีวิตในเกาหลีเหนือดำเนินไปอย่างเชื่องช้าและไม่มีใครมีนาฬิกาข้อมือ
    เด็กสาวจะปรากฏตัวขึ้นทันทีที่เธอปลีกตัวมาได้ เมื่อหลบออกมาข้างนอก เธอจะจ้องมองไปในความมืด ตอนแรกอาจมองไม่เห็นเขา แต่เธอรู้และแน่ใจว่าเขาคอยเธออยู่ตรงนั้น เธอไม่ต้องกังวลกับการแต่งหน้า บางวันเธอสวมเครื่องแบบนักเรียน กระโปรงสีน้ำเงินเข้มยาวคลุมเข่ากับเสื้อสีขาวครึ่งตัวผูกหูกระต่ายสีแดง ตัดเย็บด้วยผ้าใยสังเคราะห์เนื้อหยาบ แต่สาวน้อยยังเด็กเกินกว่าจะกังวลถึงรูปลักษณ์ของตัวเอง
    ตอนแรก ทั้งสองจะเดินไปเงียบๆ จากนั้นเสียงพูดคุยจะค่อยๆ ดังขึ้น จากเสียงกระซิบกระซาบกลายเป็นเสียงในระดับปกติ เมื่อพ้นจากหมู่บ้านไปแล้วและผ่อนคลายขึ้น ทั้งคู่รักษาระยะห่างระหว่างกันหนึ่งช่วงแขน จนกระทั่งแน่ใจว่าไม่มีใครมองเห็นแล้วจริงๆ
    เพียงแค่ออกจากตัวเมือง ถนนก็ตัดผ่านป่าละเมาะมุ่งไปยังบริเวณบ่อน้ำพุร้อน สถานพักตากอากาศที่เคยมีชื่อเสียง น้ำพุร้อนอุณหภูมิสูงถึง 54 องศา เคยดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวจีนหลายคันรถที่เชื่อว่าจะสามารถรักษาโรคไขข้ออักเสบและโรคเบาหวานได้ ตรงทางเข้าเด่นสะดุดตาด้วยสระน้ำตื้นๆ รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขอบสระตกแต่งด้วยแผ่นหิน ทางเดินตัดผ่านพื้นดินเป็นแนวขนานไปกับแนวต้นสน ต้นเมเปิ้ลญี่ปุ่น และต้นไม้ที่เด็กสาวโปรดปราน นั่นคือต้นแปะก๊วย ที่ฤดูใบไม้ร่วงจะสลัดใบบอบบางสีเหลืองมัสตาร์ดคล้ายรูปพัด ต้นไม้บริเวณเนินเขาโดยรอบถูกตัดเพื่อนำไปทำฟืน แต่ต้นไม้ในบริเวณน้ำพุร้อนนั้นสวยงาม จนชาวบ้านไม่กล้าแตะต้อง
    ทั่วบริเวณดูจะขาดการดูแล ต้นไม้ไม่ได้รับการตัดแต่ง ม้านั่งหินแตกร้าว หินปูพื้นหายไปดูคล้ายฟันหลอ พอถึงช่วงกลางทศวรรษ 1990 แทบทุกอย่างในเกาหลีเหนือซึ่งเคยรุ่งโรจน์ก็เสื่อมโทรม แตกหัก หรือใช้การไม่ได้ ทว่า ยามค่ำคืนช่วยพรางตาความไม่สมบูรณ์แบบ บ่อน้ำพุร้อน ที่หนาแน่นด้วยวัชพืชในน้ำขุ่นมัว ส่งแสงระยิบสะท้อนดวงดาวสุกสกาวเบื้องบน
    ท้องฟ้ายามราตรีในเกาหลีเหนือ เป็นภาพที่น่ามอง อาจพร่างพรายที่สุดในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือก็ว่าได้ เป็นที่เดียวที่ปราศจากฝุ่นละอองของถ่านหิน ทรายจากทะเลทรายโกบี และก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ที่ทำให้ลมหายใจในส่วนอื่นๆ ของทวีปตีบตัน โรงงานในเกาหลีเหนือ เคยสร้างหมอกควันปกคลุมไปทั่วเช่นกัน แต่มันเป็นอดีตไปแล้ว บัดนี้ ไม่มีแสงไฟที่มนุษย์ประดิษฐ์
ส่งประกายแข่งรัศมีกับมวลหมู่ดาราทั่วผืนนภาอีกต่อไป
    คู่รักหนุ่มสาวเดินผ่านค่ำคืน ใบต้นแปะก๊วยแหวกกระจายไปตามรอยเท้า ของทั้งคู่ พวกเขาคุยเรื่องอะไร? ครอบครัว เพื่อนนักเรียน หรือหนังสือที่เคยอ่าน แต่ไม่ว่าจะเรื่องอะไร มันคือความหอมหวานไม่รู้จบ หลายปีต่อมา เมื่อฉันถามเด็กสาวถึงความทรงจำช่วงที่มีความสุขที่สุดในชีวิต เธอเล่าถึงค่ำคืนนั้น
    มันเป็นเรื่องราวที่ไม่ปรากฏบนภาพถ่ายดาวเทียมทางอากาศ ไม่ว่าจะในสำนักงานใหญ่ของซีไอเอ ในแลงลีย์ รัฐเวอร์จีเนีย หรือในภาควิชาเอเชียตะวันออกศึกษาของมหาวิทยาลัย ผู้คนต่างพากันวิเคราะห์เกาหลีเหนือจากมุมมองที่ห่างไกล ไม่ได้ฉุกคิดเลยว่า ณ ใจกลางหลุมดำนี้ ในประเทศที่มืดมิดอ้างว้าง ที่ซึ่งผู้คนเรือนล้านล้มหายตายจากเพราะความอดอยาก จะยังคงมีความรักอยู่
 

 

คนที่สนใจเล่มนี้ มักเลือกเล่มเหล่านี้ด้วย


 

หนีเกาหลีเหนือ

ESCAPE FROM CAMP 14

ราคา : 350  บาท 

add to cart