Click to Sanskrit Homepage
   สินค้าในตะกร้า (จำนวน 0 เล่ม) check out
search
my lines

 

my bookmark

ข้อมูลหนังสือ

ปมสังหารชาร์ลี

The Trouble With Charlie

ผู้แต่ง : เมอร์รี่ โจนส์
ผู้แปล : ณวรา
ราคา 365  บาท 


add to cart


ร่างปราศจากวิญญาณของชาร์ลีผู้เป็นสามีของแอลที่กำลังจะหย่าขาด นอนคว่ำหน้ามีมีดปักกลางหลังโดยที่เธอไม่รู้ว่ามีดไปปักได้อย่างไร ในเมื่อเธออยู่ในบ้านตามลำพัง ไม่มีขโมยเข้าบ้าน ไม่มีใครบุกรุกเข้ามา ในบ้านมีเพียงเธอและมีดกลางหลังสามีเธอคือมีดทำครัวของเธอ!
 

 

เรื่องย่อ


 ร่างไร้วิญญาณของชาร์ลี ชายหนุ่มผู้เป็นสามีของแอลที่กำลังจะหย่าขาดจากกัน แน่นิ่งอยู่บนโซฟาในห้องนั่งเล่น เขาถูกแทงด้วยมีดทำครัวของเธอ มีดที่เธอกำลังปอกผลไม้ในครัวเมื่อไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้
    แอลต้องเผชิญกับการสูญเสียผู้ชายเธอเคยรัก เพียงแต่ว่าการสูญเสียนั้นไม่ได้สูญหายไปไหน เพราะชาร์ลียังอยู่รอบๆ ตัวเธอ เธอรับรู้ได้ถึงกลิ่นน้ำหอมหลังโกนหนวดของเขาที่อบอวลทั่วห้อง ได้ยินเสียงของเขาที่กล่าวหาเธอว่าเป็นคนฆ่าเขา
    ถึงแม้เธอจะไม่เชื่อเรื่องผีสางวิญญาณ แต่มันช่างเป็นเรื่องแปลกประหลาดที่เธอสูญเสียความทรงจำในช่วงที่เกิดเหตุฆาตกรรม เธอนึกไม่ออกว่าตัวเองทำอะไรหรืออยู่ที่ไหนในช่วงนั้น
    แอลพยายามสืบหาว่าใครฆ่าชาร์ลี เธอค่อยๆ ลัดเลาะ ปอกทีละเปลาะ หากแต่กลับกลายเป็นว่า เธอไปเจอความลับสุดแสนสกปรกที่ชาร์ลีซุกซ่อนไว้ ความวิปริตน่าสะอิดสะเอียนที่เขาปิดเป็นความลับ แค่เรื่องเหล่านี้ มันน่าจะเป็นเหตุผลเพียงพอที่เธอจะฆ่าเขา และยิ่งเธอขุดลึกเข้าไปเท่าไหร่ มันก็ยิ่งทวีความอันตรายมากขึ้นเท่านั้น
    แต่แอลมีเวลาน้อยนิดก่อนที่ตำรวจจะออกหมายจับเพื่อที่จะพิสูจน์ว่า
เธอไม่ได้เป็นคนฆ่าชาร์ลี ทั้งๆ ที่ตัวเธอเองก็ไม่แน่ใจว่า...

    หรือเธอคือคนที่ลงมือฆ่าเขาเอง?

ทดลองอ่าน


ขวดที่วางเรียงรายตามผนังกรุกระจกเงานั้น ส่องประกายสีอำพันแกมสีเขียวหยก บาร์เทนเดอร์หนุ่มร่างกำยำกำลังออกท่าหยิบขวด เทเหล้า เขย่า ขยับเลื่อนเคลื่อนตัวไปมาตามช่องแคบๆ ใต้แสงสลัวที่เต็มไปด้วยฝาเหล้าหลากชนิด แก้วหลากประเภท คอยเสิร์ฟเหล้าค็อกเทลแก่แขกที่ยืนเป็นกลุ่มๆ ตามเคาน์เตอร์บาร์ เสียงดนตรีแผดดังกระหึ่มเกินไปจนได้ยินแต่จังหวะปราศจากทำนอง นี่คือช่วงแฮปปี้อาวร์ ชั่วโมงแห่งความสุขในบาร์สำหรับหนุ่มสาวส่วนใหญ่ที่ยังโสด ใครหนอคิดตั้งชื่อนี้ ต้องเป็นคนชื่นชอบการถากถางเหน็บแนมอย่างร้ายกาจ ช่วงเวลาที่น่ากลัวและสุดว้าเหว่ของกลุ่มคนโสดก่อนที่ความมืดจะโปรยตัวลงมา กลับได้ชื่อว่าเป็นช่วงเวลาแห่ง “ความสุข”
    ฉันเองก็ไม่ได้รับการยกเว้น เพราะเป็นคนหนึ่งในกลุ่มนั้น
    “เธอควรเริ่มได้แล้ว” เบคกี้จี้ฉัน “เธอจะนั่งอยู่บ้านตลอดไปไม่ได้หรอก”
    ฉันแย้งว่า ก็แค่ไม่กี่สัปดาห์นี้เอง
    “เกือบสามเดือนแล้วจ้ะ”
    แต่ฉันไม่รู้จะทำตัวยังไง ไม่รู้จะพูดเรื่องอะไร ฉันไม่ได้ไปไหนมาไหนคนเดียวนานนับสิบปีแล้ว ฉันมีแต่สนิมเกาะไปทั้งตัว ไม่รู้แม้แต่จะเล่นหูเล่นตาหรือให้ท่าผู้ชายอย่างไร
    “ก็เป็นตัวของตัวเอง เธอไม่ต้องให้ท่าใครหรอก แค่ปล่อยอารมณ์ เต้นรำ สนุกไปกับมัน”
    งั้นหรือ ฉันเตือนความจำหล่อนว่า ฉันไม่ชอบเต้นรำ เต้นไม่เป็น
    “อย่ายอมแพ้สิ แล้วเธอจะทำอะไรล่ะอยู่บ้าน ดูซีรีย์ เอ็นซีไอเอสที่เอามาฉายซ้ำๆ รึไง”
    ทำไมล่ะ ถึงมาร์ก ฮาร์มอน จะแก่แต่ก็ดูเซ็กซี่นะ
    “ก็ได้ แต่อย่าบ่นแล้วกันตอนเธอแปดสิบแล้วนอนรอความตายคนเดียว จำได้มั้ยที่เธอพูดกับฉันตอนฉันถอนหมั้นน่ะ”
    “ครั้งไหนเรอะ”
    “ตลกมากนะแอล ทุกครั้งแหละ เธอบอกว่า ‘การแก้แค้นผู้ชายที่ทำร้ายหัวใจเราที่ดีที่สุดก็คือ ออกไปฉลองให้ชีวิตที่ปราศจากชายคนนั้น’”
    เบคกี้พูดถูก ฉันเป็นคนพูดประโยคนั้นเอง เป็นคำแนะนำที่ดีด้วย
    “คราวนี้ถึงตาเธอบ้าง ออกไปกับฉันนะ ไปฉลองกัน” เบคกี้รบเร้าจนฉันยอมแพ้ ต้องมายืนอยู่ในบาร์แห่งนี้ สายตาจับจ้องขวดเหล้าที่ส่องประกาย รู้สึกว่าตัวเองอืดอาดเก้งก้าง ดูจะไม่ประสบความสำเร็จกับการฉลองให้ชีวิตตัวเองสักเท่าไหร่ ขวดเบียร์มิลเลอร์ ไลท์ในมือซ้ายที่ปราศจากแหวนแต่งงานนั้นว่างเปล่าอีกครั้ง ฉันโบกมือขออีกขวดท่ามกลางเสียงดนตรีกระหึ่ม เสียงเบสหนักแน่นเป็นจังหวะทำให้นึกถึงจังหวะกระแทกของการร่วมรัก และเมื่อชาร์ลีเดินออกจากชีวิตของฉันไปแล้ว ฉันอาจไม่ได้ทำกิจกรรมอย่างนั้นอีก
    บาร์เทนเดอร์วางขวดเบียร์อีกขวดตรงหน้า ฉันวางธนบัตรหลายใบกลับไป ใจยังคิดถึงการร่วมรักกับชาร์ลี เห็นแผ่นอกและไหล่เปลือยเปล่าของเขาบนร่างฉันแล้วต้องพยายามลบภาพนั้น โอ้สวรรค์ ฉันอยากฆ่าเขาทิ้งจริงๆ บางทีถึงกับจินตนาการวิธีฆ่าแล้วยังคุยกับเพื่อนสาวหลายคนที่เห็นใจฉันอีกด้วย ล่าสุดคือวานซืนตอนกินมื้อกลางวัน
    “เธอต้องทำให้ดูเหมือนอุบัติเหตุ” ซูซานเตือน หล่อนเป็นทนายความด้านอาชญากรรมและให้คำแนะนำที่นำไปปฏิบัติได้เสมอ “ถ้าเป็นความดันสูงแล้วกินยาเกินขนาด จะทำให้ดูเหมือนเกิดอาการหัวใจวายและการผ่าศพพิสูจน์ก็ไม่สามารถชี้ขาดสาเหตุการเสียชีวิตได้ มันพิสูจน์ไม่ได้หรอกว่าเขาไม่ได้บังเอิญกินยาเกินขนาดเอง” หล่อนใช้ส้อมจิ้มปลาทูน่าย่างเข้าปากพลางขมวดคิ้ว
    “อย่าเลย ทำให้ดูเหมือนเหตุบังเอิญดีกว่า พวกจี้หรือถูกชิงรถ” เจนนี่เอ่ย หล่อนเป็นสาวผมทอง สวมเสื้อรัดรูป เสริมขนตายาวมากจนเกะกะ เสียงของเธอนุ่มดังแพรไหม “ให้ตายสิ ถ้าจะฆ่านอร์มนะ ฉันจะทำอย่างนี้แหละ” นอร์ม สามีเจนมีทรัพย์สินมากมาย รวมทั้งเป็นเจ้าของทีมบาสเกตบอลหลายทีมในเอ็นบีเอ หรือว่าเอ็นเอชแอลกันแน่นะ นิ้วของหล่อนเป็นประกายจากแหวนเพชรที่ใส่
“ฉันจะยิงเขาแล้วทำให้ดูเหมือนเป็น ป.ผ.ผ.”
    ป.ผ.ผ.รึ ฉันไม่เคยได้ยิน
    “ป.ผ.ผ. อะไร” ซูซานก็ไม่เคยเช่นกัน
    เจนกลอกตา “ปล้นผิดแผน” เหมือนกับว่าอักษรย่อนั้นมีความชัดเจนในตัวอยู่แล้ว
    “ใช้ปืนยิง รุนแรงเกินไป” เบคกี้ลดเสียงลงพลางเหลียวมองรอบๆ “อย่าลืมว่าปกติผู้หญิงเราจะใช้ยาพิษกัน” ฉันนึกสงสัยว่าเบคกี้รู้เรื่องนี้ได้อย่างไร หล่อนเป็นครูสอนเด็กอนุบาล แล้วหล่อนรู้เรื่องยาพิษได้ยังไง หรือนี่เป็นความรู้ทั่วไปที่ฉันมองข้าม แต่ฉันก็ดูซีรีย์เรื่องตำรวจมาพอควร ฉันรู้เรื่องนิติวิทยาศาสตร์มาบ้าง “อย่าวางยาพิษเขา”
    “และถ้าจะแทงให้ตาย จำไว้ว่าต้องควบคุมตัวเองให้ได้” เจนพูดอย่าง
ผู้ชำนาญการ “ต้องมีประสิทธิภาพ ถ้าแทงหลายแผล จะทำให้ดูเหมือนเหตุเกิดเพราะความหึงหวง ไม่ใช่เหตุบังเอิญ”
    “แล้วหาหลักฐานเพื่ออ้างที่อยู่ในเวลานั้นด้วยล่ะ ตำรวจชอบคิดว่าสามีภรรยาฆ่ากันเอง”
    ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วย เพื่อนสนิทของฉันซึ่งมีทั้งทนายความ ครู
แม่บ้านร่ำรวย เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านฆาตกรรม
    “แต่ถึงจะถูกจับ ก็ไม่มีลูกขุนคนไหนจะตัดสินให้เธอผิดหรอก ถ้าเธอเล่าให้พวกเขาฟังเรื่องชาร์ลี...”
    พวกหล่อนเริ่มวกเข้ามาพูดเรื่องของฉันเหมือนฉันไม่อยู่ตรงนั้น
“ใช่ พวกเขาจะตัดสินว่าแอลผิดแต่ได้รับโทษไปแล้ว คู่นี้แต่งงานกันมากี่ปีแล้วล่ะ สิบปีใช่ไหม นั่นเรียกว่ารับโทษนานพอแล้วล่ะ”
    ทุกคนหัวเราะแล้วพูดต่อ วางแผนกันอย่างละเอียด ฉันต้องล่อให้ชาร์ลีมาหาที่บ้านกลางดึก ยิงเขา แล้วอ้างว่าฉันนึกว่าเขาเป็นพวกย่องเบา หรือไม่ก็ซ่อนตัวในบริเวณที่จอดรถคอนโดที่เขาพัก รอจนเขากลับมาแล้วถึงยิง แล้วล้วงเอากระเป๋าเงินและนาฬิกาไปด้วย หรือจ้างให้คนทำแทน แผนต่างๆ ที่คิดกันนั้นดูเหมือนจะผ่านตามาแล้ว เหมือนเอาภาพยนตร์ซีรีย์เรื่องลอว์ แอนด์ ออร์เดอร์  มาฉายใหม่ ฉันฟังบ้างไม่ฟังบ้าง ขณะที่เพื่อนๆ ช่วยกันคิดหาวิธีตั้งแต่เริ่มกินสลัดจนดื่มกาแฟ ทั้งออกความเห็น ทั้งแก้ไขแผนการต่างๆ อย่างสนุกสนาน ไม่มีใครไม่เห็นด้วยกับความคิดอยากฆ่าชาร์ลีของฉัน ไม่มีเพื่อนคนไหนตกใจหรือแปลกใจ ดูเหมือนทุกคนเห็นว่าการฆาตกรรมชาร์ลีสมควรทำมากกว่าหย่าขาดจากกันเสียอีก
    แต่เรื่องที่พูดกันทั้งหมดเป็นเรื่องคุยเล่น พูดกันสนุกๆ ระหว่างอาหารกลางวัน เป็นความบันเทิงเหมือนดนตรีดังกระหึ่มในบาร์เหล้า เว้นแต่ว่า เสียงดนตรีนั้นทำให้ทุกข์ทรมานมากกว่าเพลิดเพลิน มันทำให้พื้นสะเทือน ตามด้วยอาการปวดหัว ทำให้ฉันนึกถึงเรื่องที่ไม่อยากนึก เสียงผิวเนื้อเสียดสีกันและสะโพกที่ขยับเป็นจังหวะของชาร์ลี - บ้าจริง
    ที่อยู่เหนือฉันตอนนี้ไม่ใช่สะโพก แต่เป็นทีวีจอใหญ่ที่กำลังฉายช็อตเด็ดของฟุตบอลแต่ละนัด
    แฮปปี้ อาวร์ - คนอื่นๆ จะรู้สึกประหม่าเหมือนฉันบ้างไหม หรือพวกเขาคิดว่านี่คือความเพลิดเพลิน ฉันเหลียวมองรอบๆ เห็นรอยยิ้มกว้างและเครื่องดื่ม ความร้อนที่แผ่จากร่างกาย ความสับสนวุ่นวาย แต่ส่วนใหญ่แล้วฉันสัมผัสได้ถึงความมุ่งมาดปรารถนา บางทีความรู้สึกนั้นอาจมาจากตัวฉันเองก็ได้ ฉันรู้สึกอึดอัด
    บาร์แห่งนี้มีชื่อเรียกว่า เจเรมี่ส์ อยู่บนถนนเมนสตรีทในเขตแมนนียัน์ก ซึ่งเป็นคำของชนพื้นเมืองอเมริกา มีความหมายว่า “สถานที่เพื่อดื่มน้ำเมา” มันเป็นดั่งชื่อสำหรับชาวเมืองฟิลาเดลเฟียจากหลากหลายอาชีพที่ยังโสด ฉันยืนอยู่ที่เคาน์เตอร์บาร์เหมือนกวางตัวเมียที่ได้แต่ยิ้มอย่างตื่นตะลึง มองคนเดินไปมา
ฉันยกเบียร์ขึ้นดื่ม กัดแครอทชิ้นเล็กๆ ที่จัดเรียงไว้ให้ทานฟรี พยายามทำตัวเหมือนกำลังสนุกมาก ใครที่เข้ามาคุยกับฉันก็จะสนุกไปด้วย ริมฝีปากคลี่ยิ้มร่าเริง ฉันตัดสินใจจะไม่ทำตัวเป็นสาวขี้อายที่รักสันโดษขณะมองเบคกี้ที่ส่ายสะโพกไปตามจังหวะดนตรี หล่อนสั่นไหล่ส่ายศีรษะอยู่กับหนุ่มไว้หนวดรูปร่างผอม เบคกี้ยิ้มให้ฉัน พยักพเยิดให้เข้าไปร่วมด้วย “มาเถอะ แอล มาเต้นรำกัน”
    เบคกี้มีความสุขกายสบายใจ อยู่ตัวคนเดียว ผ่านการหย่าร้างมา
สองครั้ง หล่อนเป็นสาวร่าเริงน่ารักน่าเอ็นดูถึงจะตัวเตี้ยก็ตาม รอยยิ้มกว้าง หน้าอกอวบอัดเหมือนหมอนใบใหญ่ หนุ่มๆ ชอบเข้าหาเบคกี้ และหล่อนก็ดูแลพวกเขาเหมือนดูแลเด็กนักเรียนอนุบาลของหล่อน แม่เป็ดที่มีลูกเป็ดที่หิวโหยเดินตามเป็นฝูง
    ไม่เหมือนกับฉันที่ยืนโดดเดี่ยว ไม่มีใครคุยด้วย ไม่มีใครขอเต้นรำ
ด้วยความสูงร้อยเจ็ดสิบห้าเซนติเมตร ฉันสูงเกินกว่าที่จะใช้คำว่า ‘น่ารักน่าเอ็นดู’ แต่ถ้าจะพูดตามจริงแล้ว มีหนุ่มสองสามคนเข้ามาคุยกับฉันเหมือนกัน คนหนึ่งรูปร่างเตี้ยล่ำ ริมฝีปากหนาฉีกยิ้มตลอดเวลา สายตาของเขาจับจ้องอยู่ที่หน้าอกฉัน “ผมชื่อพีท คุณชื่อไร”
    เขาเฝ้าดูหน้าอกฉันราวกับว่าจะได้คำตอบจากที่นั่น
    “เต้นมะ” เขาตะเบ็งเสียงที่ทั้งแหบทั้งห้าวแข่งกับเสียงดนตรี
    หน้าอกของฉันไม่ได้เอ่ยตอบ แต่พีทก็ไม่สังเกต และเบนความสนใจไปที่ใหม่แล้ว เขายืดคอส่งสายตาโลมเลียหญิงสาวคนใหม่ก่อนจะหมุนตัวหันหลังให้ ฉันถอยออกมามองหาเบคกี้ที่โบกมือให้จากบริเวณที่เต้นรำ ฉันสั่นศีรษะตอบ เสียงดนตรียังกระหึ่มสะเทือนไปถึงกระดูก ฉันแยกจิตออกจากร่างกายและเมื่อมองลงมาจากเบื้องบน ก็เห็นตัวเอง หญิงสาวที่อยู่ผิดที่ผิดทาง เงอะงะงุ่มง่ามดูเป็นส่วนเกิน
    “ไม่มีอะไรจะแย่ขนาดนั้นหรอกนะ สนุกกันเถอะ ยิ้มให้ผมหน่อยสิ”
    หนุ่มคนนี้คางสี่เหลี่ยม โหนกแก้มสูง รอยยิ้มกว้าง กล้ามเนื้อฉันกระตุกเหมือนเวลาหวาดกลัว
    “อุ๊บส์ ดูนี่สิ...” เขาเอื้อมมือมาแตะติ่งหูฉันเบาๆ แล้วชูเหรียญยี่สิบห้าเซนต์ให้ดูพลางทำท่าประหลาดใจ “นี่ มีเหรียญนี้อยู่ในหูของคุณล่ะ!”
    นัยน์ตาของหนุ่มแปลกหน้ามีแววขี้เล่นเป็นประกายวับ แต่เป็นประกายมากเกินไป ขี้เล่นมากเกินไป อาจส่อถึงอันตรายก็ได้ ฉันรู้สึกอยากจะวิ่งหนี
แต่เขาชูเหรียญพลางมองหน้าจนฉันรับเหรียญมา เขายังสบตาฉันและประสานมือ แล้วก็ - แวบ - ชูผ้าพันคอชีฟองสีแดง ก่อนจะสะบัดพันรอบคอฉัน
    เขาเป็นนักมายากลหรือไง ที่นี่มีการแสดงด้วยหรือ โอ้สวรรค์ -
ฉันขอบคุณเขา แล้วเสียบธนบัตรหนึ่งเหรียญสองใบใส่กระเป๋าเขาพลางยกขวดเบียร์แสดงความยินดีให้เงียบๆ
    หนุ่มนั่นขมวดคิ้ว ล้วงเงินออกมา “เฮ้ ผมไม่ต้องการเงินนะ อยากเห็นคุณยิ้มเท่านั้นแหละ”
    อะไรนะ ใบหน้าฉันร้อนผ่าว พยายามทรงตัวให้ตรง ทำไมสารอะดรีนาลีนถึงหลั่งมากอย่างนี้ เขาจ้องมองปากฉันอย่างรอคอย ฉันยิ้ม ที่จริงฉันหัวเราะ
ต่างหาก หัวเราะตื่นๆ เขินๆ
    “สำเร็จแล้ว!” เขายิ้ม วางเงินคืนบนเคาน์เตอร์บาร์ “ผม โจลครับ”
เขาตะเบ็งสุดเสียง
    “แอลค่ะ”
    เขาเลิกคิ้วสูง “เอลฟหรือครับ”
    ฉันกะพริบตาถี่ๆ สั่นศีรษะ ชาร์ลีเรียกฉันว่าเอลฟ ไม่เคยมีคนอื่นเรียกฉันอย่างนี้ “แอลค่ะ เหมือนตัวอักษรน่ะ”
    “คุณแอล เวลาคุณยิ้มใบหน้าคุณสดใสขึ้นทันที”
    ใบหน้าแดงก่ำกว่าเดิม ตื่นกลัวมากขึ้นซึ่งอธิบายไม่ได้ว่าเพราะเหตุใด บางทีในแสงสลัวเขาอาจไม่เห็นก็ได้ “คุณไม่ใช่นักเล่นกลประจำร้านหรอกหรือ”
    “เปล่าครับ” เขายิ้มกว้าง “ผมเล่นกลสนุกๆ ทำให้คนอื่นรู้สึกดี”
    “ช่วยให้รู้จักสาวๆ ด้วย ใช่มั้ยคะ”
    เขาหัวเราะ ริมฝีปากได้รูป คางสี่เหลี่ยม ฟันเรียบสวย น่าจะชอบกิน
เนื้อสัตว์ “เป็นบางครั้งล่ะครับ”
    ฉันยิ้ม “แล้วทำสำเร็จบ้างหรือเปล่า”
    “อันนี้ คุณต้องบอกผมเองแล้วล่ะ” นัยน์ตาของเขาวิบวับฉายแววขี้เล่น
    ฉันมองขวดเบียร์ในมือแล้วยกขึ้นดื่ม คิดหาคำตอบดีๆ แต่นึกไม่ออก
    “ท่าทางคุณเครียดจัง” เขามองอย่างไตร่ตรองเหมือนกำลังอ่านภาษา
กายฉัน “เพิ่งเลิกกันหรือครับ” เสียงเขาดังลั่นกว่าเสียงดนตรี
    เพียงแค่มองเขาก็เดาถูกแล้วหรือนี่ ฉันอึกอัก ไม่อยากเอ่ยปากรับ
ได้แต่คลึงขมับ “แค่ปวดหัวค่ะ”
    แววตาเขาดูนุ่มนวลราวเห็นใจ ชั่ววินาทีนั้นฉันนึกถึงแววตาของชาร์ลี
ขึ้นมา แปลกนะ ทั้งๆ ที่นัยน์ตาของโจลสีเทาและมีแววขี้เล่นวิบวับ ขณะที่ตาชาร์ลีสีน้ำตาลเข้มมีแววท้าทาย นัยน์ตาทั้งสองคู่ไม่มีสิ่งใดเหมือนกันเลย บางที อาจเป็นเพราะเขาเรียกฉันว่าเอลฟก็ได้
    “ลองกดที่นี่สิครับ” เขาจับมือฉันไปวางที่ตำแหน่งนั้น สัมผัสอบอุ่นมั่นคง แต่ไม่คุ้นเคย “มือคุณไปโดนอะไรมา”
    ฉันเหลือบมองพลาสเตอร์ปิดแผลที่ถูกมีดบาดก่อนหน้าไม่นานแต่ลืมไปเสียสนิท ตอนกำลังปอกผลไม้ มีดแฉลบพลาดมาบาดฝ่ามือฉันแทน แผลคงลึกกว่าที่คิดเพราะเลือดซึมผ่านพลาสเตอร์ออกมา “ไม่เป็นไรมากหรอกค่ะ ฉันถูกส้มลูกหนึ่งเล่นงานเอาน่ะ”
    เสมือนกำลังเฝ้าดูจากฝ้าเพดาน ฉันเห็นตัวเองคุยเล่น ยิ้มหัว ยอมให้ชายหนุ่มแตะมือที่มีพลาสเตอร์ปิด ท่าทางดูเพลิดเพลิน หยอกเอิน เล่นหูเล่นตา
    โจลยิ้ม เขาไม่แตะพลาสเตอร์แต่เลี่ยงไปกดตรงจุดระหว่างโคนนิ้วชี้และนิ้วหัวแม่มือ แล้วก็ แวบ-ราวกับมีเวทมนตร์ เส้นเลือดบริเวณศีรษะฉันเต้นเบาลง “ถ้ากดตรงจุดนี้ คุณจะลดแรงดัน ทำให้เลือดไหลไปยังสมองช้าลง อะไรอย่างนี้
ล่ะครับ”
    “คุณเป็นหมอหรือ” เรากำลังตะโกนคุยกันสุดเสียงเพื่อให้อีกฝ่ายได้ยิน
    รอยยิ้มแฝงเลศนัย “เปล่าครับ ไม่ใช่หมอ แค่สนใจกายวิภาค”
    เขาปล่อยมือฉัน แล้วอาการปวดหัวก็เริ่มขึ้นอีก..ทันที ฉันวางเบียร์บนเคาน์เตอร์บาร์ เริ่มบีบตรงจุดนั้น แล้วอาการก็คลายลง ประหลาดจริงๆ
    “ผมอ่านคนเก่ง รู้มั้ยว่าเวลามองคุณ ผมเห็นอะไร”
    ฉันไม่ตอบ
    “ผมเห็นหญิงสาวสวยแต่เศร้ามากคนหนึ่ง”
    เขาเห็นอย่างนั้นจริงๆ รึ ฉันสบตาเขา ไม่รู้จะพูดอะไรดี
    “จำไว้นะครับว่า ชีวิตเต็มไปด้วยเรื่องไม่คาดฝัน ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงได้กะทันหัน...ภายในพริบตา เหมือนมายากล” เขาหยิบดอกกุหลาบจากอากาศยื่นส่งให้ ตาเขายังคงสบตาฉัน “สำหรับคุณ รับไว้เถอะครับ”
    ฉันรับไว้ ทั้งประทับใจและไม่สบายใจ
    ใครคนหนึ่งชนฉัน ฉันเหลือบไปมอง พยายามทรงตัว
    “แล้วเจอกันใหม่นะครับ คุณเอลฟ ผมหมายถึง แอล” โจลบีบไหล่ฉันแล้วเดินหายไปในฝูงคน ทิ้งให้ฉันยืนสะท้านไปทั้งตัว กุหลาบหรือ? กุหลาบก้านยาวหนึ่งดอกรึ? ก็แค่เรื่องบังเอิญอีกเรื่องหนึ่ง ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้นหรอก
    ฉันกลับมายืนคนเดียว ถูกเบียดอยู่ระหว่างร่างอุ่นๆ ของผู้คนที่เคาน์เตอร์บาร์ ในมือถือขวดเบียร์กับดอกกุหลาบ
    เอาเถอะ ฉันสนุกพอแล้วสำหรับคืนนี้ ได้เริ่มก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าวเพื่อพิสูจน์ว่าฉันสามารถออกเที่ยวได้คนเดียวและยังพูดคุยกับหนุ่มเซ็กซี่อีกด้วย
ถ้างั้นก็กลับบ้านได้แล้ว ถ้าโชคเข้าข้าง คงกลับไปทันดูตอนจบ เอ็นซีไอเอสแน่
ฉันมองหาเบคกี้ที่ฟลอร์เต้นรำแล้วโบกมือให้ ทำปากมุบมิบว่า “ฉันไปนะ”
    “อยู่ด้านหลังบาร์” หล่อนชี้ไปที่ห้องสุขาหญิง
    “ไม่ใช่” ฉันขยับปากตอบ “กลับบ้าน”
    “อะไรนะ” เบคกี้ป้องหู ส่ายสะโพก หนุ่มคู่เต้นเป็นหนุ่มผิวคล้ามแดด กำลังหลงเสน่ห์สะโพกหล่อน
    ฉันทำมือเป็นสัญลักษณ์โทรศัพท์ ยกขึ้นแนบหน้า “แล้วจะโทรหานะ”
    สีหน้าเพื่อนสาวฉายแววผิดหวัง “จะไปแล้วเหรอ”
    ฉันพยักหน้าตอบ ก่อนที่เบคกี้จะทัดทานหรือทำปากยื่นขัดใจ หรือกระทั่งหยุดส่ายสะโพกเย้ายวน ฉันก็แหวกฝูงคนรีบเดินไปที่ประตู หนีออกไปสู่อากาศเย็นๆ ยามค่ำคืน ฉันเรียกแท็กซี่บริเวณหัวมุมถนน นึกถึงแต่ชาร์ลี ก่อนหน้าคืนนี้เขาเป็นหนุ่มเพียงคนเดียวที่เคยให้ดอกกุหลาบฉัน