Click to Sanskrit Homepage
   สินค้าในตะกร้า (จำนวน 0 เล่ม) check out
search
my lines

 

my bookmark

ข้อมูลหนังสือ

ผิงฟูผู้ไม่ยอมแพ้

BEND NOT BREAK

ผู้แต่ง : Ping Fu, MeiMei Fox
ผู้แปล : วิญา
ราคา 380  บาท 


add to cart


ชีวิตจริงของผิงฟู ที่เติบโตท่ามกลางความพร้อมพรั่งในคฤหาสถ์กรุงเซี่ยงไฮ้แต่ถูกกระชากความสุขไปตั้งแต่ 8 ขวบในยุคปฏิวัติวัฒนธรรม เด็กหญิงต้องดูแลตัวเองและทำหน้าที่แม่ให้น้องสาวตัวน้อย จนจีนสู่ยุคใหม่ เธอรอดมาได้แต่ต้องประสบเคราะห์กรรมซ้ำซ้อน เมื่อทางการเนรเทศเธอด้วยสาเหตุเป็นภัยต่อความมั่นคง เธอไปอเมริกาผจญกับโลกตะวันตกที่แปลกใหม่ให้ต้องฝ่าฟัน ชีวิตที่ต้องผ่านการทดสอบครั้งแล้วครั้งเล่า จนกลายเป็นนักธุรกิจชั้นนำระดับโลกในวงการผู้ผลิตโปรแกรมคอมพิวเตอร์สามมิติ

 

เรื่องย่อ



14 มกราคม 1984 เป็นวันที่ฉันไม่เคยลืมเลือน รัฐบาลจีนออกคำสั่งลับขับฉันออกนอกประเทศ “ถึงเวลาแล้วค่ะ” ฉันพยายามควบคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่นเครือ พ่อแม่เริ่มร่ำไห้ บรรยากาศคล้ายพิธีกงเต็ก เพราะรู้ดีว่าเราอาจไม่ได้พบหน้ากันอีกเลย ฉันกลั้นน้ำตา ตั้งใจมั่น ก้าวเดินไปขึ้นเครื่องบิน ทิ้งทุกอย่างไว้เบื้องหลัง

ผิงฟูเกิดในตระกูลนักธุรกิจใหญ่แห่งเซี่ยงไฮ้ มีชีวิตเป็นคุณหนู จนกระทั่ง 8 ขวบเมื่อเกิดปฏิวัติวัฒนธรรมในจีน เธอถูกกระชากไปจากอ้อมอก
พ่อแม่ โทษฐานที่เกิดมาในครอบครัวปัญญาชน ต้องผจญชีวิตด้วยตัวเองและเป็นแม่ให้น้องสาวตัวน้อย เธอถูกทารุณกรรมต่างๆ นานา

เมื่อเธออายุ 25 รัฐบาลจีนออกคำสั่งลับขับไล่เธอออกนอกประเทศ เธอเดินทางไปอเมริกาด้วยเงิน 80 เหรียญและรู้ภาษาอังกฤษเพียง 3 คำ ขอบคุณ สวัสดี และช่วยด้วย เธอเริ่มชีวิตใหม่ตามลำพังอีกครั้ง ทำงานทุกอย่าง ตั้งแต่เป็นคนทำความสะอาด เป็นพนักงานเสิร์ฟและเรียนหนังสือไปด้วย

จากวันนั้นจนวันนี้ ผิงฟูกลายเป็นผู้บุกเบิกโปรแกรมคอมพิวเตอร์สามมิติ เป็นซีอีโอ เป็นนักธุรกิจแห่งปี เป็นคนสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนมากมายเรื่องราวที่ดูเกินจริงเหมือนนวนิยาย แต่นี่คือเรื่องจริงของผิงฟู คนที่เคยไร้ค่า เคยถูกขับไล่ไสส่ง แต่เธอยืนหยัดไม่ยอมจำนนต่อโชคชะตา

ทดลองอ่าน


 

 

ตอนฉันอายุยี่สิบห้า รัฐบาลจีนมีคำสั่งลับขับฉันออกนอกประเทศ การต้องพลัดพรากจากบ้านเกิดเมืองนอนนั้นน่าหวาดหวั่น แต่ทางเลือกอื่น ซึ่งมีเพียงการถูกเนรเทศไปอยู่ถิ่นทุรกันดารอันห่างไกลผืนแผ่นดินหรือถูกส่งตัวไปยังแห่งหนอื่นมิรู้ได้นั้น
เลวร้ายยิ่งกว่า

วันที่ 14 มกราคม 1984 พ่อแม่พี่น้อง ลุงป้าน้าอา ญาติๆ พากันเดินทางไปยังสนามบินนานาชาติแห่งเซี่ยงไฮ้ เพื่อส่งฉันขึ้นเครื่องบินไปยังรัฐซานฟรานซิสโก ประเทศอเมริกา บ่ายวันนั้นหนาวเหน็บและชื้นแฉะ เป็นวันที่ฉันไม่เคยลืมเลือน

เกือบถึงเวลาขึ้นเครื่อง ครอบครัวฉันไปยืนออกันแน่นที่นอกด่านตรวจหนังสือเดินทาง เก้ๆ กังๆ เลี่ยงไม่สบตากัน คุยสัพเพเหระถึงลมฟ้าอากาศ เรื่องเสื้อผ้าที่ใส่มาวันนั้น เรื่องงานเลี้ยงอำลาคืนก่อนที่ทุกคนจัดให้ฉัน ไม่มีใครพูดถึงการลาจากซึ่งคืบคลานเข้ามาทุกที

มามาที่เซี่ยงไฮ้ คนที่เลี้ยงดูฉันมาตลอด ลังเลอยู่พักใหญ่ก่อนเอ่ยปากวกเข้าเรื่องที่อยู่ในใจทุกคน  “ผิงผิง” มามาเรียกชื่อเล่นฉัน “มามาทำกับข้าวไว้ให้ผิงผิงด้วย เที่ยวบินนี้ยาวนัก ผิงผิงจะได้ไม่หิว” มามาพูดตะกุกตะกัก สั่นสะท้านไปทั้งร่าง ขณะล้วงเข้าไปในกระเป๋า หยิบภาชนะก้นแบนห่อกระดาษฟอยล์มิดชิด ยื่นมา ให้ฉัน ห่ออาหารนั้นยังอุ่นอยู่ ฉันแง้มกระดาษฟอยล์ขึ้นสูดดม กลิ่นเป็ดผัดซอสถั่วเหลืองหอมหวานโชยมา กระตุกใจฉันให้หวนนึกถึงวัยเยาว์อันแสนสุขในเซี่ยงไฮ้ ฉันเอื้อมไปกำมือมามาบีบไว้แน่น

ฉันมองไปรอบๆ แทบทุกคนที่ยืนล้อมวงกันน้ำตานองหน้า หง น้องสาวของฉัน ยึดชายเสื้อฉันซับน้ำตาแบบที่เคยทำตอนเป็นเด็ก ฉันไม่อาจเอ่ยคำปลอบประโลมใดๆ เกรงว่า ตัวเองจะกลั้นสะอื้นไม่อยู่จนต้องร้องไห้ออกมา

มีเพียงพ่อกับแม่จากหนานจิง ซึ่งเป็นพ่อแม่ผู้ให้กำเนิดฉัน ที่มองฉันด้วยสายตาแน่วแน่
“ลูกจะเอาตัวรอดได้แน่ผิงผิง” แม่กลาวขึ้นพลางกระแอมในลำคอ
“แม่รู้ว่า ลูกจะรับมือกับทุกสิ่งทุกอย่างที่จะผ่านเข้ามาในชีวิตลูกได้”

ฉันรั้งรอจนวินาทีสุดท้าย “ถึงเวลาแล้วค่ะ” ฉันเอ่ยขึ้น พยายามอย่างยิ่งยวดที่จะไม่ให้เสียงสั่นเครือตามไปด้วย คนในครอบครัวฉันเริ่มร่ำไห้ คล้ายบรรยากาศในพิธีกงเต็ก ราวกับว่าฉันจะสูญหายไปจากชีวิตพวกเขาตลอดกาล เพราะทุกคนรู้ว่า เนื่องจากฉันมีเรื่องกับทางการ เราอาจไม่มีวันได้พบกน้ากันอีกเลย หรือกระทั่งไม่สามารถติดต่อสื่อสารกันได้ด้วยซ้ำ ฉันตั้งใจมั่นสะกดน้ำตาไว้ข้างใน ขณะก้าวไปตามทางขึ้นเครื่องบิน ทิ้งทุกสิ่งที่ฉันรู้จักไว้เบื้องหลัง

 

 

หลายชั่วโมงบนเครื่องบิน ฉันขีดเขียนตัวอักษรจีนบนกระดาษสี่เหลี่ยมจัตุรัสแผ่นบางๆ พวกนั้น แล้ววางซ้อนกันบนถาดอาหารตรงหน้า ดูประหนึ่งธงขาวขนาดจิ๋วแสดงความยอมจำนน ฉันไม่ได้หวังว่าจะส่งข้อความนั้นถึงใครหรอก ฉันเพียงแค่ชอบขีดเขียนบันทึกมาตั้งแต่เด็กแล้ว เพราะการขีดเขียนช่วยให้ฉันอุ่นใจ ช่วยเนรมิตโลกมายาที่ซึ่งฉันมีเพื่อนสนิทให้คุยปรับทุกข์ ทั้งที่ในโลกความเป็นจริง
ณ บัดนี้ ฉันไม่มีใครเลย

 

สิบสี่ชั่วโมงให้หลัง ฉันไปถึงรัฐซานฟรานซิสโก


ทันทีที่ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง ฉันรีบเดินหาเคาน์เตอร์ขายตั๋ว เพราะต้องขึ้นเครื่องต่อไปยังเมืองแอลบูเคอร์คี รัฐนิวเม็กซิโก ซึ่งฉันได้ลงทะเบียนเรียนภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สองไว้ที่มหาวิทยาลัยนิวเม็กซิโก ในมือฉันมีเช็คสั่งจ่ายธนาคารจำนวนแปดสิบเหรียญสหรัฐ สำหรับค่าตั๋ว แต่เจ้าหน้าที่สายการบินปฏิเสธที่จะออกตั๋วให้ ฉันไม่เข้าใจว่าเป็นเพราะเหตุใด เพราะฉันตรวจสอบราคาค่าตั๋วแล้วตอนเช็คอินที่เซี่ยงไฮ้

ต้องขอบคุณความหลากหลายทางวัฒนธรรมในรัฐซานฟรานซิสโก ที่หลังเคาน์เตอร์ มีตัวแทนขายตั๋วพูดภาษาจีนได้ เธอเข้าใจปัญหาและอธิบายว่าในประเทศจีน รัฐบาลเป็นผู้กำหนดราคา ค่าตั๋วเดินทางจึงแทบไม่เคยเปลี่ยนแปลง แต่ที่อเมริกา ราคาตั๋วเครื่องบินเปลี่ยนแปลงเป็นประจำ “ค่าตั๋วเพิ่มขึ้นอีกห้าดอลล่าร์แล้วค่ะ ตั้งแต่ตอนที่คุณออกจากเซี่ยงไฮ้มา”

ฉันไม่มีเงินอีกห้าเหรียญหรอก บัตรเครดิตก็ไม่มี ฉันได้แต่ยืนนิ่งงันพูดอะไรไม่ออกอยู่ตรงนั้น ชายอเมริกันที่ต่อคิวอยู่ข้างหลังฉันสอบถามว่าเรามีปัญหาอะไร เมื่อพนักงานที่เคาน์เตอร์อธิบายให้ฟัง เขาล้วงธนบัตรห้าเหรียญออกจากกระเป๋าเงินทันที

“นี่ครับ” เขากล่าว พลางส่งยิ้มสบายๆ มาให้ ขณะที่พนักงานขายตั๋วช่วยแปลให้ฉันฟัง


“แทงกิว” ฉันขอบคุณเขาเป็นภาษาอังกฤษ ยังงุนงงที่คนแปลกหน้ายื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ สิ่งที่เขาทำอาจเป็นเรื่องเล็กน้อยสำหรับเขา แต่สำหรับฉันแล้ว มันมีความหมายเหลือเกินนั่นคือความประทับใจแรกพบที่ฉันมีต่อชาวอเมริกันและยังคงติดตรึงมาจนทุกวันนี้ พวกเขามีไมตรีและเอื้อเฟื้อ ประสบการณ์ครั้งนั้นมอบบทเรียนชีวิตแก่ฉัน นั่นคือ “ยามไม่แน่ใจ จงเอื้ออารีไว้ก่อน” ซึ่งกลายเป็นกฎประจำใจฉันนับแต่บัดนั้น