Click to Sanskrit Homepage
   สินค้าในตะกร้า (จำนวน 0 เล่ม) check out
search
my lines

 

my bookmark

ข้อมูลหนังสือ

ราชินีอินคา

The Queen of Water

ผู้แต่ง : ลอรา รีซอ , มารีอา บีร์คีเนีย ฟารีนังโก
ผู้แปล : วิญา
ราคา 370 260  บาท


add to cart


ชีวิตจริงของบีร์คีเนีย์ เทพีแห่งสายน้ำของเอกวาดอร์ อดีตเธอคือเด็กสาวชาวพื้นเมืองที่ถูกหลอกไปเป็นเด็กรับใช้ในบ้านพวกเมสติโซ (คนขาว) เธอหลงทาง สับสน ไร้ตัวตน และอับอายรากเหง้าของตัวเองเพราะสังคมเอกวาดอร์เหยียดหยาม “
อินดีเฆนา” (ชนพื้นเมือง) เธอต้องมีชีวิตรองมือรองเท้าพวกคนขาว จวบจนกระทั่งเธอ

หาทางที่ยืนให้ตัวเองด้วยการศึกษาและกลายมาเป็นเทพี

 

เรื่องย่อ


 

 

พวกเขาเรียกเราว่า “ลองโก” แปลว่า ไอ้อินเดียนแดงหน้าโง่ 

ส่วนเราเรียกพวกเขาว่า “มีชู” ซึ่งก็แปลความหมายได้
เหมือนๆ กันนั่นแหละ

 

ชีวิตจริงของเด็กสาวพื้นเมืองเอกวาดอร์สายเลือดอินเดียนแดง ผู้ซึ่งบรรพบุรุษคือชนเผ่าอินคา เจ้าของอารยธรรมโบราณแห่งอเมริกาใต้ เธอถูกหลอกไปอยู่กับครอบครัวคนขาว
ตั้งแต่เด็ก มีชีวิตรองมือรองเท้าพวกเขา ที่เฝ้ากรอกหูว่าสายเลือดอินเดียนแดงของเธอคือพวกล้าหลังโง่เง่า ต้องทำงานใช้แรงงานเหมือนบรรพบุรุษไปตลอดชีวิต เธออับอายรากเหง้าของตัวเอง อับอายวิถีชีวิตของพ่อแม่ จนกระทั่งได้แอบเรียนหนังสือ จากนั้นชีวิตเธอจึงเริ่มเปลี่ยนไป และถูกเลือกให้เป็นตัวแทนเข้าประกวดความงาม จนได้ตำแหน่งมาครองในที่สุด

ราชินีอินคา จะพาผู้อ่านไปรู้จักชีวิตที่เต็มไปด้วยสีสันฉูดฉาดของซีกโลกอเมริกาใต้ที่หาอ่านได้ยากยิ่ง 

ทดลองอ่าน


 

ตอนเป็นเด็ก ฉันไม่รู้ว่าตัวเองเป็นหนึ่งในลูกหลานชนเผ่าอินคาเจ้าของอารยธรรมโบราณอันสูงส่งที่สุดแห่งทวีปอเมริกาใต้ ฉันไม่รู้ว่าเมื่อพวกล่าอาณานิคมชาวสเปนที่บ้าคลั่งทองคำเดินทางมาถึง พวกเขาเข้ารุกรานและมีชัยเหนือเรา และนับจากนั้นในชั่วหลายศตวรรษที่ผ่านมา ชนชาติเอกวาดอร์ได้แตกออกเป็นสองกลุ่ม
     พวกเมสติโซ
     และพวกอินดีเฆนา

ฉันไม่รู้ว่า พวกเขากลายเป็นพวกเขา หรือพวกเรากลายเป็นพวกเราได้อย่างไร สำหรับฉัน ความแตกต่างระหว่างทั้งสองพวกมีมานานแสนนานแล้วและมั่นคงราวภูผา
 

พวกเมสติโซนึกว่า ตัวเองขาวผ่อง บริสุทธิ์ เนียนนุ่ม เหมือนขนมปังขาวฟูที่เพิ่งอบเสร็จใหม่ๆ พวกเขาพูดภาษาสเปน ใช้นามสกุลโก้หรู อย่าง ปาลาซีโอสหรือ เซบาโยส อะไรเทือกนั้น พวกเขาเป็นแพทย์ ทันตแพทย์ ครูบาอาจารย์ นายธนาคาร และเจ้าของที่ดิน คอยเลี่ยงหลบแดด เพื่อไม่ให้ผิวหมองคล้ำเหมือนพวกอินเดียนแดง และแม้บางคนผิวจะคล้ำพอๆ กับฉัน แต่พวกเขาก็ยืนกรานว่าตัวเองไม่มีเลือดของอินเดียนแดงปนเปื้อนแต่อย่างใด พลางอวดอ้างชื่อนามสกุลและเสื้อผ้าที่สวมใส่เป็นหลักฐาน

ส่วนพวกอินดีเฆนา ก็คือพวกเรานั่นเอง ผิวแดงคล้ำหยาบกระด้างโหนกแก้มเกรียมแดดกร้านลม เหมือนมันฝรั่งที่เพิ่งขุดขึ้นมาใหม่ๆ พวกเมสติโซเรียกเราว่า ลองโก แปลได้ทำนองว่าไอ้อินเดียนแดงหน้าโง่ ไอ้อินเดียนแดงโสโครก ไอ้อินเดียนแดงกระจอก ชื่อของเราก็ฟังดูเชยๆ ล้าหลัง อย่างนามสกุล ฟารีนังโก ซึ่งปู่ย่าตายายเราจะใช้เครื่องหมายกากบาทแทน เวลาต้องลงชื่อในสัญญาที่อ่านไม่ออก และด้วยเหตุนี้เองบรรพบรุษุ เราจึงได้ขายผืนแผ่นดินของตนและนับแต่นั้นมาเราก็ต้องเอาผลผลิตที่ได้มาจากหยาดเหงื่อแรงงานของเรา จ่ายให้กับพวกเมสติโซเป็นค่าเช่าผืนดินซึ่งครั้งหนึ่งเราเคยเป็นเจ้าของ ตอนเป็นเด็ก ฉันเคยเกลียดพวกเมสติโซ ทว่า ฉันก็อยากเป็นเมสติซาคนหนึ่งเหลือเกิน
 

ตอนเจ็ดขวบ ฉันต้องจากโลกของตัวเองไป หลงทางหายเข้าสู่โลกของพวกเขา และหาทางกลับไม่เจอ จนหลายปีผ่านไป แต่ฉันเล่าเรื่องข้ามไปเสียแล้วฉันขอเริ่มเล่าใหม่แล้วกัน เอาตั้งแต่แรกเริ่มวันนั้น วันสุดท้ายของฉันที่หมู่บ้านยานาอูร์กู เช้าวันที่ฉันตื่นนอนขึ้นมา และนึกว่ามันจะเหมือนทุกๆ วัน

 

-------------------------------------------------------------

หลังจากมื้อเช้า ฉันพาพวกฝูงแกะไปกินหญ้าที่หุบเขา ท้องฟ้าสีเทาหม่นอย่างกับเครื่องในวัว เอร์เมลินดาโผล่มาที่เนินเขา ฉันหรี่ตามองตามน้อง เห็นยอดเขาสูงที่หายลับไปในหมู่เมฆอยู่รางๆ ข้างหลังนั่น น้องโบกมือให้ฉัน แขนนั้นเรียวเล็ก ลมโกรกพัดผมเผ้าของน้องไปทุกทิศทาง “พี่บีร์คีเนีย!” น้องตะโกนเรียกฉันด้วยเสียงใสแจ๋วของเด็กๆ “มีพวก มีชู มาที่บ้าน มามีตาบอกให้พี่กลับบ้านเดี๋ยวนี้”

มีชู คือคำาภาษากีชัวที่เราใช้เรียกพวก เมสติโซ มันเป็นคำหยาบ เหมือนคำว่า ลองโก ที่แปลได้ในทำานองว่า พวกอินเดียนแดงโสโครกที่พวกเขาใช้เรียกเรานั่นแหละ ฉันปีนขึ้นเขากลับบ้าน มีเจ้าชีตาห์ แพะน้อยขนสีทองวนเวียนอยู่ข้างๆ ขณะที่ฉันใช้ไม้คอยต้อนฝูงแกะให้ไม่เดินหลงกระจัดกระจายกันไป จู่ๆ ฉันก็รู้สึกมวนในท้องขึ้นมา ฉันตะโกนถามน้องสาวว่า “เอร์เมลินดา มีชู คนไหนเรอะ”
 

“อัลฟอนโซกับเมียแก กับใครไม่รู้อีกสองคน”
 

ฉันหยุดกึก อัลฟอนโซเป็นเจ้าของที่ดินที่ครอบครัวฉันใช้ทำากิน ระยะนี้เวลาแกแวะมาที่ไร่กับมารีอานา เมียของแก ทั้งีคู่จะหาทางคุยกับฉันทุกที ถามคำถามมากมาย มองฉันหัวจรดเท้า แล้วพึมพำกันสองคนตอนเดินจากไป เมื่อสองปีก่อน อัลฟอนโซเป็นคนพาพี่โซยลา กับพี่เกรโกเรีย ลูกพี่ลูกน้องฉันไปจากพ่อแม่ของพวกเขา พี่โซยลากับพี่เกรโกเรียเคยเล่นขายของกับฉัน เราเคยพาสัตว์ไปกินหญ้าด้วยกัน แล้วจู่ๆ วันหนึ่งตอนพวกพี่ๆ อายุราวเจ็ดขวบ หรือไล่เลี่ยกับฉันตอนนี้ ทั้งคู่ก็จากไปพร้อมกับพวก มีชู เราไม่เคยได้ข่าวคราวอะไรจากทั้งสองอีกเลย


สายตาของมามีตาจับจ้องอยู่ที่พวกมีชูด้วยความสุภาพ ขณะที่ปาปีโตพูดคุยกับพวกเขา ใบหน้าของพ่อดูเป็นมิตรเป็นพิเศษ มามีตา เงยหน้ามาเห็นฉันแล้วขมวดคิ้วเข้มๆ ส่งสายตาดุๆ สั่งให้ฉันหยุดแกว่งไม้และให้ทำตัวดีๆ แต่ฉันไม่หันไปมองพวกเขา มือยังแกว่งไม้ต่อ เท้าย่ำตึงๆ ตรงเข้าบ้าน


“หนูจะไม่ไปกับ มีชู พวกนั้น”
แม่เอ็ดเสียงเข้ม "ก็แค่ลูกชายของอัลฟอนโซกับลูกสะใภ้แกเขาอยากได้คนไปช่วยเลี้ยงลูกอ่อน อัลฟอนโซแนะนำลูกให้พวกเขา”
ฉันกลืนความกลัวลงไป เชิดคาง ตาแข็ง “หนูไม่ไป”
มามีตาเม้มปาก “พวกเขาจะให้เดือนละหนึ่งพัน ซูเกร นะ”

หนึ่งพันซูเกรเชียวรึ เยอะน่าดู ฉันนึกถึงเสื้อผ้าสวยๆ รองเท้าเก๋ๆ และข้าวขาวๆ หอมๆ พูนๆ ที่เงินมากขนาดนั้นจึงจะซื้อได้
 

แม่ลูบหัวฉันพลางทัดผลที่หลุดลุ่ยไว้หลังหูให้ ฉันเดินตามแม่ออกไปข้างนอกไปยืนข้างๆชีตาห์พลางลูบคอมัน
“สวัสดีค่ะ” ฉันพึมพำกับพวก มีชู
ลูกชายของอัลฟอนโซมองฉันด้วยสายตาพินิจพิเคราะห์ หน้าตา ผมเผ้าริมฝีปากของเขาซีดๆ อย่างกับซังข้าวโพด

“หน้าตาน่ารักดีนะ” เขาพูด เรียวฟันเขาสีจืดๆ “อายุเท่าไหร่ หกหรือเจ็ดขวบ”


ฉันยักไหล่ ฉันไม่รู้หรอกว่า ตัวเองอายุเท่าไหร่ หรือเกิดเมื่อไหร่ พ่อแม่ไม่เคยใส่ใจจดจำ รายละเอียดพวกนั้นเขาโน้มตัวมาใกล้ๆ “พูดภาษาสเปนได้รึเปล่า”
“ฟังรู้เรื่อง แต่ยังไม่ค่อยพูด” พ่อแทรกขึ้น “เด็กคนนี้หัวไว”
มีชู เหลือบมองเมียเขา เลิกคิ้วเป็นเชิงถาม เมียเขาพยักหน้า และกระดิกเท้าอย่างร้อนใจจนเนื้อหนั่นตรงน่องกระเพื่อม ชายคนนั้นหันไปทางพ่อของเขา “เด็กคนนี้ใช้ได้ เอาเด็กคนนี้แหละ”
 

เอาเด็กคนนี้แหละ ง่ายๆแค่นั้นรึ ฉันกะพริบตามองหน้าพ่อกับแม่ให้ชัดๆ ทั้งสองคนพยักหน้าตอบอย่างพึงพอใจ


แล้วฉันก็ตระหนักว่า ฉันไม่มีสิทธิ์อะไรเลย ไม่มีอำนาจไดเลยแม้เศษเสี้ยว ทุกอย่างถูกตัดสินไว้แล้ว แม้ว่าฉันจะเก่งเรื่องต่อรองเพื่อให้ได้ตามใจอยาก อย่างเจ้าแพะน้อยของฉันหรือขนมปังอบใหม่ๆหรืออมยิ้มสีม่วง แต่เรื่องนี้ดูจะไม่ใช่ ทุกอย่างต้องเป็นไปตามนั้น ไม่ว่าฉันจะชอบหรือไม่

ความตื่นตระหนกขึ้นมาจุกที่คอหอย ทำาไมพ่อกับแม่ถึงเห็นดีด้วยปุบปับ อย่างนั้น พ่อแม่รู้อยู่ไม่ใช่หรือว่า มีชู พวกนี้เป็นไอ้หัวขโมย ไอ้พวกตอแหล พ่อกับแม่ไม่เห็นรึว่าฉันอาจหายตัวไปเหมือนพี่โซยลากับพี่เกรโกเรียก็เป็นได้

ฉันกัดริมฝีปาก บางทีพ่อกับแม่คงอยากให้ฉันหายตัวไปก็ได้ ฉันทั้งงอแงและขี้แย แถมยังดื้อด้านชอบตามใจตัวเอง ดูอย่างอาทิตย์ก่อน มามีตา โมโหจน ตีอกชกตัวตวาดใส่ฉันว่า “บีร์คีเนีย ฉันล่ะจะดีใจจริงๆ ถ้าสักวันแกจะจากไป ไม่ต้องกลับมาให้เห็นหน้ากันอีก” คำาพูดของแม่ติดตรึงอยู่ในหัวฉันอย่างกับก้อนหินหนักอึ้งที่ไม่ยอมกลิ้งหายไปไหน ใช่แน่ แม่อยากให้ฉันไปให้พ้นหูพ้นตา