Click to Sanskrit Homepage
   สินค้าในตะกร้า (จำนวน 0 เล่ม) check out
search
my lines

 

my bookmark

ข้อมูลหนังสือ

ร่มไทรวิปโยค

In The Shadow Of The Banyan

ผู้แต่ง : วดี แรตเนอร์
ผู้แปล : นิลุบล พรพิทักษ์พันธุ์
ราคา 365  บาท 


add to cart


 

หม่อมราชวงศ์กษัตรี ศรีสวัสดิ์ แรตเนอร์ ธิดาของหม่อมเจ้าศรีสวัสดิ์ อายุรวรรณ ที่ครอบครัวของเธอเป็นเชื้อพระวงศ์และประสบเคราะห์กรรมเหมือนชาวกัมพูชา ทั่วไปที่ถูกหมายหัวว่าเป็นศัตรูของเขมรแดง เธอและครอบครัวรวม10 ชีวิตอันมีเสด็จย่า ท่านพ่อ ท่านอา ถูกไล่ให้ออกจากกรุงพนมเปญ สุดท้ายเหลือเธอกับแม่เท่านั้นที่รอดมาได้

 

เรื่องย่อ


 

“ให้ตายสิ เธอเป็นเจ้าชายของราชวงศ์ศรีสวัสดิ์นะ!”

                                                      

ทหารตวาดเสด็จย่า “บอกชื่อเต็มของพ่อเธอมา” แล้วหันมาคาดคั้นฉัน “ศรีสวัสดิ์ อายุรวรรณ” ฉันละล่ำละลักชื่อท่านพ่อออกไป โดยเริ่มจากนามสกุลก่อน ตามธรรมเนียมเขมร 

 

“จำไว้นะว่าลูกเป็นใคร” ท่านพ่อบอกฉันในขณะที่ทหารตะโกนก้อง
“จงลืมโลก
เก่า ทิ้งนิสัยศักดินา ลืมอดีตเสีย” 

...ฉันเข้าใจทุกอย่างและไม่เข้าใจอะไรเลยสักอย่าง

 

ย้อนรอยการเดินทางของครอบครัวเชื้อพระวงศ์ “หม่อมราชวงศ์กษัตรี ศรีสวัสดิ์ อายุรวรรณ วดี” ผู้เป็นธิดาของเจ้าชายนักกวีแห่งกัมพูชา ตอนเธอ
5 ขวบ ครอบครัวของเธอประสบเคราะห์กรรม ถูกหมายหัวว่าเป็นศัตรูของ
เขมรแดงและถูกกวาดต้อนให้ออกไปจากกรุงพนมเปญ เหมือนชาวกัมพูชาที่มีการศึกษาทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นแพทย์ นักบิน วิศวกร ตำรวจ ทหาร พนักงานบริษัท ฯลฯ ถูกทหารเขมรแดงขับไล่ให้ออกไปจากถิ่นฐานบ้านเกิดของตัวเอง
ไปยังชนบท และต้องพบกับความเหี้ยมโหดชนิดที่ไม่อาจนึกภาพได้

ครอบครัวของเธออันมีเสด็จย่า ท่านพ่อ ท่านแม่ ท่านอาใหญ่ หอบหิ้วไปด้วยกันรวมสิบชึวิตและต้องถูกจับแยกไปคนละทิศละทาง ต่างระหกระเหินแตกกระสานซ่านเซ็นและไม่มีใครรอดชีวิตมาได้ นอกจากตัวเธอกับท่านแม่

ทดลองอ่าน


 

หนึ่ง

สงครามจู่โจมโลกวัยเด็กของฉันไม่ใช่ด้วยจรวดหรือระเบิด หากแต่เป็นเสียงฝีเท้าของท่านพ่อที่เดินผ่านโถงทางเดินหน้าห้องนอนของฉันก่อนถึงห้องของท่านกับท่านแม่ ฉันได้ยินเสียงเปิดปิดประตูดัง “คลิก” เบาๆ จึงลุกจากเตียงอย่างเงียบเชียบ เพื่อไม่ไปปลุกรัตนา น้องสาวที่หลับอยู่ในเปล ฉันแนบหูที่ประตูเพื่อฟังเสียง

“เป็นอะไรไปคะ” ท่านแม่ถามด้วยความเป็นห่วง

ก่อนรุ่งสางทุกเช้าท่านพ่อมักออกไปเดินเล่นตามลำพังสักชั่วโมงและจะกลับมาพร้อมภาพและเสียงของเมืองที่ติดตาตรึงใจท่านแล้วถ่ายทอดเป็นบทกวีให้ฉันฟัง แต่เช้าวันนี้ ดูเหมือนท่านจะเดินกลับเข้าบ้านทันทีที่ก้าวเท้าพ้นประตูบ้าน ฟ้าเพิ่งเริ่มสาง ความมืดของราตรียังอ้อยอิ่งอยู่ในบรรยากาศ ความเงียบ
คืบคลานตามฝีเท้าของท่านพ่อดุจดังความฝันที่ยังอ้อยอิ่ง แม้จะตื่นนานแล้ว

ฉันนึกภาพท่านพ่อนอนลงข้างท่านแม่ หลับตาฟังเสียงท่านแม่ปลอบประโลมขณะท่านจมอยู่กับความคิดตัวเอง

“เกิดอะไรขึ้นหรือคะ”

“ไม่มีอะไรจ้ะ” ท่านพ่อพูด

“มีอะไรคะ” ท่านแม่คาดคั้น

ท่านพ่อถอนใจยาวก่อนพูด “ตามถนนเต็มไปด้วยผู้คน คนไร้บ้าน หิวโหยและสิ้นหวัง . . .” ท่านหยุดพูด เสียงเตียงดังเอี๊ยดอ๊าด ท่านคงพลิกตัวมาหาท่านแม่ แก้มของทั้งสองแนบหมอนยาวใบเดียวกันอย่างที่ฉันเห็นบ่อยๆ “ความเดือดร้อน--”

“ไม่ว่าข้างนอกนั่นจะเลวร้ายแค่ไหนก็ตาม” ท่านแม่ขัดขึ้นเบาๆ “ฉันรู้ว่า ท่านชายจะดูแลพวกเราได้”

เสียงเงียบหายไป ฉันนึกภาพท่านแม่จุมพิตท่านพ่อ ฉันหน้าแดง

“ดูนั่นสิคะ” ท่านแม่ร้องขึ้น น้ำเสียงกังวานใส จากนั้นได้ยินเสียงเปิดหน้าต่าง ฟังคล้ายนกกระพือปีกบินไป “พระอาทิตย์สวยเหลือเกิน” น้ำเสียงท่านแม่กระตือรือร้น ถ้อยคำเรียบๆ นี้เองได้ขับไล่ความหนักอึ้งของตอนเช้าออกไป ขับไล่ความ “ไม่มีอะไร” จากนอกประตูรั้วที่เป็นเหมือนดังแมวจรจัดที่ปีนขึ้นไปบนบ่าของท่านพ่อออกไป

ลำแสงอาทิตย์สาดส่องเข้ามาทางหน้าบ้านเลยมายังโถงระเบียงโปร่ง สำหรับฉัน มันเหมือนพรมวิเศษที่ถูกโยนลงมาจากสวรรค์โดยความเลินเล่อของเทวดา ฉันวิ่งไปโดยปราศจากเหล็กดามขากับรองเท้าที่ปกติฉันจะต้องสวมเพื่อแก้ไขการเดินกะเผลก

ข้างนอกนั้นดวงอาทิตย์ส่องแสงลอดสุมทุมพุ่มไม้ในสวน ตะวันหาวและยืดแข้งยืดขาราวกับเทวดาเด็กๆ ที่ยื่นแขนมากมายหลายแขนทะลุลอดใบไม้กิ่งไม้ออกมา เดือนเมษายน หน้าแล้งกำลังจะสิ้นสุด อีกไม้ช้าก็เข้าหน้ามรสุม
ซึ่งจะมาพร้อมฝนที่ช่วยขับไล่ความร้อนอบอ้าว แต่ตอนนี้ในบ้านร้อนและอบอ้าวเหมือนอยู่ในลูกบอลลูน ในที่สุดเราก็จะได้ฉลองกันแล้ว

“ตื่นได้แล้ว ลุกขึ้น ลุกขึ้น” เสียงมาจากเรือนครัว เสียงป้าบาวใหญ่เหมือนตัวแกที่ใหญ่เกือบเท่ากระสอบใส่ข้าว

 “ไสหัวขี้เกียจของพวกเอ็งขึ้นมาเดี๋ยวนี้ เร็วๆ” แกร้องเร่ง

ฉันวิ่งไปรอบระเบียงที่วนรอบตัวบ้าน เห็นแกเดินไปเดินมาระหว่างเรือนสาวใช้กับเรือนครัว รองเท้าแตะของแกย่ำดินอย่างมีอารมณ์ “ล้างหน้าแปรงฟันเร็วเข้า” แกสั่งพลางตบมือไล่แถวสาวใช้ที่ยังสะลึมสะลือไปยังโอ่งน้ำที่เรียงรายข้างกำแพงเรือนครัว “โอ๊ย โอ๊ย พระอาทิตย์ขึ้นแล้ว สะบัดก้นพวกเธอลุกขึ้นมาได้แล้ว!” แกตบก้นสาวใช้ “เดี๋ยวไม่ทันเสือคำรามครั้งสุดท้าย ไม่ทันกระต่ายกระโดดก้าวแรกกันพอดี”

เสือกับกระต่ายเป็นปีนักษัตร ปีเสือหรือขาลกำลังจะสิ้นสุด และปีกระต่ายหรือเถาะกำลังจะเริ่มต้น เขมรฉลองปีใหม่ในเดือนเมษายน และในปี 1975 นี้ตรงกับวันที่ 17 ซึ่งจะถึงในอีกวันสองวันนี้แล้ว ที่บ้านเราจะเตรียมงานฉลองกันล่วงหน้าก่อนหลายวันเพื่อพิธีทางพุทธศาสนา และงานเลี้ยงในสวน เนื่องจากปีนี้อยู่ในระหว่างการสู้รบ ท่านพ่อไม่ประสงค์ให้มีการจัดงานเลี้ยงฉลอง ท่านเตือนสติพวกเราว่า ปีใหม่เป็นเวลาสำหรับการชำระล้าง เป็นเวลาสำหรับการเริ่มต้นใหม่ ตราบใดที่การสู้รบในชนบทยังไม่ยุติ เป็นเหตุให้มีผู้คนอพยพหนีเข้าเมืองมาอยู่ตามท้องถนน จึงเป็นการไม่สมควรที่เราจะเฉลิมฉลองกัน โชคดีที่ท่านแม่ไม่เห็นด้วย ท่านแม่แย้งว่า ตอนนี้แหละเป็นช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลอง เพราะงานเลี้ยงปีใหม่จะช่วยขับไล่สิ่งเลวร้ายให้ผ่านพ้นไปและนำสิ่งดีๆ เข้ามา

ฉันหันไปเห็นท่านแม่ยืนอยู่ตรงระเบียงหน้าห้องนอน กำลังเสยผมที่ระต้นคอให้รับลมแล้วค่อยๆ ปล่อยปลายผมสยายช้าๆ ลงแผ่นหลัง ผีเสื้อกำลังกระพือปีก วรรคหนึ่งจากบทกวีของท่านพ่อ ฉันกะพริบตา ท่านแม่หายไปแล้ว

ฉันวิ่งไปที่ตู้เก็บไม้กวาดที่เรือนหลัง ตรงที่ที่ฉันซ่อนเหล็กดามขากับรองเท้าไว้เมื่อวานนี้และแกล้งจำไม่ได้ว่าลืมไว้ที่ไหน จะได้ไม่ต้องใส่มันให้อึดอัดในยามอากาศร้อนแบบนี้ ท่านแม่รู้ทันเลยกำชับว่า สิ่งแรกที่ลูกต้องทำพรุ่งนี้เช้าคือ ใส่รองเท้านั่น แม่แน่ใจว่า ลูกต้องหามันเจอแน่ ฉันเอาของออกมาจากตู้เก็บ ติดเหล็กดามขาอย่างรวดเร็ว แล้วใส่รองเท้า ส้นข้างขวาสูงกว่าข้างซ้ายเล็กน้อย เพื่อช่วยให้ขาฉันยาวเท่ากัน

 “รามี แม่ตัวดี” เสียงตะโกนเรียกฉันตอนฉันเดินผ่านประตูที่เปิดค้างไว้ตรงระเบียงห้องนอนของตัวเอง แม่นมนั่นเอง “กลับเข้ามาเดี๋ยวนี้นะคะ”

 ฉันยืนตัวแข็งคิดว่าแกจะออกมาฉุดฉันเข้าห้อง แต่แกไม่ได้ออกมา
ฉันเดินต่อไปที่ระเบียงที่วนไปรอบๆ ตัวบ้าน ท่านแม่หายไปไหนแล้วนี่ ฉันวิ่งผ่านห้องนอนของท่าน ประตูไม้บานเกล็ดเปิดอยู่ ฉันเห็นท่านพ่อนั่งอยู่บนเก้าอี้หวายข้างๆ หน้าต่าง ในมือมีสมุดกับปากกาท่าทางกำลังขบคิด เทวดาแต่งกลอนจากความเงียบ เป็นกลอนอีกวรรคจากบทกวีของท่านพ่อ เป็นวรรคที่บรรยายท่านได้อย่างเหมาะเจาะ เวลาเขียนกลอน กระทั่งแผ่นดินไหวก็ยังไม่อาจรบกวนสมาธิของท่านได้ ตอนนี้ท่านพ่อไม่เห็นฉันด้วยซ้ำไป

ไร้วี่แววของท่านแม่ ฉันมองขึ้นไปบนบันได ราวระเบียง และประตูเข้าสวนส้ม ก็ไม่เห็น เป็นอย่างที่ฉันสงสัยมาตลอด ท่านแม่เป็นผี! เป็นวิญญาณที่ลอยไปมาในบ้าน เป็นหิ่งห้อยที่ส่องแสงวิบวับทางนี้ที ทางโน้นที และตอนนี้ก็หายวับไปในอากาศ วืดหายไปเฉยๆ อย่างนั้นแหละ

“ได้ยินไหม รามี”

บางทีฉันอยากให้แม่นมหายตัวไปบ้าง แต่แกตามฉันแจราวกับตุ๊กแกที่เกาะแน่นตามผนังที่ชอบร้อง “ตั๊บแก ตั๊บแก” ฉันได้ยินเสียงแม่นมจากทุกมุมบ้าน “บอกให้กลับเข้ามาเดี๋ยวนี้” แกแผดเสียงทำลายความสงบยามเช้า

ฉันหันหลังวิ่งไปตามโถงระเบียงไปถึงกลางบ้าน จนมาบรรจบตรง
จุดเริ่มต้น แต่ก็ไม่เจอท่านแม่ อย่างกับเล่นซ่อนหา อากาศก็ร้อนทำเอาหอบแฮกๆ การเล่นซ่อนหากับวิญญาณไม่ง่ายเลย

บูม! เสียงระเบิดดังมาแต่ไกล ใจฉันเต้นแรง

“อยู่ไหน เจ้าเด็กขี้เกียจ” เสียงแม่นมเรียกอีก

ฉันแสร้งทำไม่ได้ยิน เท้าคางบนราวระเบียง ผีเสื้อสีชมพู ปีกบอบบางราวกลีบดอกเฟื่องฟ้าบินจากสวนขึ้นมาเกาะที่ราวใกล้ๆ ใบหน้าฉัน ฉันทำตัวนิ่งๆ ผีเสื้อคงอยากพักเหนื่อยหลังจากบินมาไกล ปีกหุบเข้า กางออก เหมือนพัดคู่ที่โบกไล่ความร้อนของยามเช้า หรือเป็นท่านแม่? เป็นการแปลงร่างของท่านหรือเปล่านะ? ไม่หรอก มันเป็นอย่างที่เห็น แค่ผีเสื้อตัวน้อย บอบบางดุจเพิ่งออกมาจากดักแด้ บางทีมันอาจกำลังหาแม่อยู่ก็ได้ เหมือนอย่างฉันตอนนี้ “ไม่ต้องห่วงนะ” ฉันกระซิบ “แม่เจ้าอยู่แถวนี้แหละ” ฉันเอื้อมมือจะไปปลอบมันแต่มันบินหนีไปเสียก่อน

ที่ลานสวนมีเสียงเคลื่อนไหว ฉันเขย่งตัวมองลงไป เห็นลุงคนสวนของเรา ออกมารดน้ำต้นไม้ เขาเดินเงียบดุจดังเงา ไร้สุ้มเสียง เขาฉวยสายยางรดน้ำรองน้ำใส่สระบัวจนปริ่มขอบ แล้วฉีดน้ำรดต้นพุดซ้อน กล้วยไม้กับมะลิ แล้วเล็มต้นดาหลา เก็บดอกสีแดงเพลิงของมันทำเป็นช่อ ผูกด้วยเถาวัลย์ วางไว้ข้างๆ ก่อนไปทำงานอื่นต่อ ผีเสื้อหลากสีสันบินวนรอบตัวเขาราวกับเขาเป็นต้นไม้ หมวกฟางของเขาเหมือนดอกไม้สีเหลืองดอกใหญ่ ป้าบาวโผล่มาท่ามกลางมวลหมู่ผีเสื้อดูเย้ายวนเอียงอาย ไม่เหมือนแม่ครัววัยกลางคนของบ้านเรา แต่เป็นสาวน้อยบานสะพรั่ง ลุงคนสวนเด็ดกิ่งลีลาวดีที่ติดดอกสีแดง ไล้แก้มเธอก่อนส่งทั้งช่อให้

“ตอบมาเสียดีๆ” เสียงแม่นมเอาเรื่อง

ป้าบาวจ้ำอ้าวออกไป คนสวนเงยหน้าขึ้นมองเห็นฉัน เขาอายหน้าแดง แล้วทำตัวเป็นปกติ ถอดหมวกออก พนมมือไหว้ระดับอก ก้มหัวลงสวัสดีฉันตามธรรมเนียมการทักทายของเขมรในฐานะคนรับใช้ ส่วนฉันเป็นเจ้านายของเขา แม้เขาจะสูงวัยกว่า แต่ฉันเป็นอย่างที่แม่นมชอบเรียกว่า “เด็กเจ็ดขวบ” ฉันไหว้ตอบและอดไม่ได้ที่จะโค้งให้เขาด้วย เขาส่งยิ้มกว้าง อาจเป็นเพราะเขามั่นใจว่าความลับของเขาจะปลอดภัย

มีคนเดินมา ลุงคนสวนหันไปตามเสียงฝีเท้า

ท่านแม่!

ท่านย่างเท้าไปหาด้วยความสง่า ไม่รีบร้อน สายรุ้งทอข้ามทุ่งบุปผา. . . ฉันคิดถึงกลอนอีกวรรคของท่านพ่อ แม้ฉันจะไม่ใช่กวี แต่ก็เป็นลูกสาวของกวี ฉันติดนิสัยมองโลกผ่านบทกวีของท่าน

“สวัสดีตอนเช้าขอรับหม่อม” ลุงคนสวนเอ่ยทัก ก้มหน้า ถือหมวกแนบอก

ท่านแม่ทักตอบแล้วมองไปที่กอบัว เอ่ยขึ้นว่า “อากาศร้อนจัด ดอกบัวหุบอีกแล้ว” แล้วถอนใจ บัวเป็นดอกไม้โปรดของท่านแม่ และแม้จะเป็นดอกไม้บูชาพระ ท่านแม่จะขอดอกหนึ่งสำหรับตัวท่านเองทุกเช้า “น่าจะมีสักดอกที่บานนะ”

“ได้แน่ขอรับหม่อม” คนสวนของเรารับคำ “กระผมตัดดอกไว้จำนวนหนึ่งก่อนฟ้าสางแล้วแช่ไว้ในน้ำเย็น กลีบดอกยังบานอยู่ขอรับ เดี๋ยวจะนำไปใส่ในแจกันที่ห้อง เมื่อท่านชายทรงอักษรเสร็จขอรับ”

“เชื่อใจเธอได้เสมอเลยนะ” ท่านแม่ยิ้มให้ “อ้อ ช่วยจัดดอกตูมให้สักช่อ
ได้ไหม ฉันจะไปวัด”

 “ได้ขอรับ”

“ขอบใจนะ”

ลุงคนสวนก้มคำนับอีกครั้ง สายตาก้มมองพื้นจนท่านแม่ย่างเท้าจากไป ท่านเดินขึ้นบันได มือขวาทาบจับผ้านุ่งไหม ทำให้ต้องก้าวเท้าสั้นๆ แลดูสง่างาม เมื่อถึงสุดบันได ท่านหยุดหันมายิ้มกับฉัน “ดีมาก ลูกหาเหล็กดามขากับรองเท้าเจอแล้วใช่ไหม”

“หนูใส่มันแล้วหัดเดินช้าๆ ค่ะ”

ท่านแม่หัวเราะ “จริงรึ?”

“สักวัน หนูจะเดินให้เหมือนท่านแม่”

ท่านหยุดยิ้ม เดินมาหาฉันพลางก้มลงบอกว่า “แม่ไม่สนใจหรอกว่าลูกจะเดินยังไง”

“แม่ไม่สนใจเลยหรือคะ”

ยามมองตัวเองในกระจก สิ่งที่ทำให้ฉันเจ็บปวดที่สุดไม่ใช่การบีบรัดของเหล็กดามขาหรือรองเท้า แต่เป็นสายตาเศร้าสร้อยของท่านแม่เวลาที่ฉันเอ่ยเรื่องขาของฉัน ด้วยเหตุนี้ ฉันถึงไม่ค่อยพูดถึงมันบ่อยนัก

“ไม่จ้ะ ไม่เลย แม่ดีใจแล้วที่ลูกเดินได้”

ท่านยิ้ม กลับมาแจ่มใสเหมือนเดิม

ฉันยืนนิ่งแทบไม่หายใจ คิดว่าหากหายใจแรง ท่านแม่จะอันตรธาน
หายไป ท่านก้มลงจูบกระหม่อมฉัน เส้นผมของท่านยาวปรกหน้าฉัน เหมือนสายฝนหน้ามรสุม ฉันถือโอกาสสูดดมความหอมของท่านแม่ ความเร้นลับของท่านที่เหมือนกลิ่นของน้ำหอม “ดีจังที่มีคนชอบอากาศอบอ้าวอย่างนี้ด้วย” ท่านพูดแล้วหัวเราะราวกับว่าความประหลาดของฉันชวนฉงน ฉันกะพริบตา ท่านย่างเยื้องผ่านไป ร่างนั้นดูโปร่งใสราวแสงอาทิตย์

กวีเป็นอย่างนี้นี่เอง ท่านพ่อเคยบอก ถ้อยคำหลั่งไหลมาเหมือนลมหายใจเข้า แล้วสูญสลายไปในชั่วพริบตา สิ่งที่เหลือก็คือ

วรรคที่ทอถักขึ้นในความคิด

เหมือนหางว่าวของเด็กน้อย

ไม่สนเหตุผลหรือคำสัมผัส

  

จากนั้นท่านพ่อก็เล่าเรื่องราวของว่าวจนจบสมบูรณ์

“โอ๊ย โอ๊ย ไม่มีเวลาพักเลย” เสียงป้าบาวบ่นมาจากข้างล่าง “พื้นยังไม่ได้ขัดลงเงา พรมยังไม่ได้ดูดฝุ่น ตากแดด เครื่องกระเบื้องยังไม่ได้เอาออกมาจัด เครื่องเงินก็ต้องขัด ไหนผ้าไหมยังต้องรีดและใส่เครื่องหอมอีก โอ๊ย โอ๊ย
งานเยอะเหลือเกิน”

 กิ่งต้นไทรกลางลานสวนเอนไหว ใบของมันเริงระบำตามลม บางกิ่งทอดยาวมาถึงระเบียง เงาไม้บังแดดให้ฉันดุจดั่งผ้าไหม ฉันกางมือหมุนตัวท่องคาถาเบาๆ “ขอให้เทพเจ้าทั้งหลายทั้งผอม ทั้งอ้วน . . .”

 “มัวทำอะไรอยู่น่ะ”

 ฉันหมุนตัวกลับ เห็นแม่นมยืนอยู่ตรงประตู กระเตงรัตนาใส่เอว
เธอดิ้นจะลงเดิน พอเท้าแตะพื้นก็เดินย่ำเตาะแตะไปตามเงาด้วยเท้าอวบๆ ของเธอ เสียงกระดิ่งกำไลข้อเท้าดังกรุ๊งกริ๊ง ในกัมพูชา เราชอบใส่เครื่องประดับเงินหรือทองให้เด็กๆ และน้องสาวตัวน้อยของฉันก็เป็นที่รักของทุกๆ คน เลยได้รับการประโคมเครื่องประดับเต็มยศ ทั้งสร้อยคอแพลทินัม ตุ้มหูห่วงเข้าชุดกับกำไลข้อเท้า นี่ไม่ใช่เด็กแล้ว ฉันคิด แต่เป็นตลาดไนต์บาซาร์ต่างหาก!

 ขณะที่น้องสาวของฉันเดินเตาะแตะ ฉันนึกภาพเธอเป็นโปลิโอและต้องเดินขาเขยกเหมือนฉัน ฉันรู้ว่าไม่ควรคิดอย่างนั้นกับน้อง แต่บางครั้งก็อดไม่ได้ แม้เธอจะจ้ำม่ำและยังเล็กอยู่ แต่ใครๆ ก็บอกได้ว่า โตขึ้นรัตนาต้องเหมือนท่านแม่

“อ๊าย!” รัตนาร้องเสียงแหลม เพราะเห็นท่านแม่เดินขึ้นมาตรงประตู แม่นมคว้าตัวเธอไม่ทัน เธอวิ่งไปหาท่านแม่และร้อง “หม่ำ หม่ำ หม่ำ”

แม่นมหันมาทางฉันถามด้วยน้ำเสียงรำคาญ “เมื่อกี้ทำอะไรอยู่คะ”

“อันเชิญเทวดา” ฉันยิ้มแก้มปริบอกแก

“อันเชิญเทวดางั้นรึ?”

“ใช่ ปีนี้หนูอยากพบท่าน”

แน่ล่ะ ไม่เคยมีใครเคยเห็นเทวดา เทวดาเป็นวิญญาณ จึงเหมือนภูตผีปิศาจทั้งหลายที่มีแต่ในจินตนาการของเราเท่านั้น เทวดาของแม่นมตามที่แกเคยบรรยายให้ฉันฟังดูคุ้นๆ ยังไงชอบกล เป็นต้นว่า เทวดาตัวผอม ตัวอ้วน ตัวดำ ฉันว่าแกคงหมายถึงตัวแก ป้าบาวกับลุงคนสวนมากกว่า แต่เทวดาของฉันหน้าตาไม่เหมือนฉันเลย แต่สวยงามเหมือนนางรำในราชสำนัก แต่งตัวด้วยผ้าไหมเนื้อดี ผมรัดเกล้าสูงเสียดฟ้า

แม่นมไม่ได้ฟังฉันพูด เพราะได้ยินเสียงอื่น ปุ ปุ! เสียงระเบิดดังสนั่น แกหันไปตามต้นเสียง

ระเบิดดังถี่ขึ้น ปุ! ปุ! ปุ! เป็นชุดเลยเหมือนที่ฉันได้ยินตอนกลางคืน

แม่นมหันมาหาฉัน “ ปีนี้อย่าหวังจะได้เจอเทวดาเลย”

“ทำไมล่ะคะ”

แกถอนใจหนัก ทำท่าจะอธิบายแต่กลับตัดบทว่า “อาบน้ำหรือยังล่ะนี่”

“ยังค่ะ กำลังจะไปพอดี”

แม่นมมองฉันด้วยความหัวเสีย พยักพเยิดไปทางห้องน้ำ และสั่งด้วยความโมโห “ไปอาบเดี๋ยวนี้เลยนะคะ”

“แต่ว่า-”

“ห้ามเถียงนะ เสด็จย่าจะเสด็จมาร่วมโต๊ะเสวยอาหารเช้าด้วย และเธอ แม่ตัวป่วนห้ามสายเด็ดขาด”

“โอ๊ย ไม่นะ เสด็จย่าจะเสด็จมาหรือนี่! ทำไมไม่มีใครบอกหนูก่อน”

“ก็พยายามจะบอกอยู่นี่ไง แต่หนูเอาแต่วิ่งหนี”

“ก็หนูไม่รู้นี่ แม่นมน่าจะบอกก่อน”

“นั่นไง แม่นมถึงเรียกแล้วเรียกอีก เพื่อจะบอกให้รู้” แกฉุนเฉียว
“เลิกโอ้เอ้ได้แล้ว ไปเตรียมตัวให้พร้อม ทำตัวให้สมฐานะเจ้าหญิงหน่อยค่ะ”

 ฉันเดินไป แล้วหันกลับมา “แม่นมคะ?”

 “อะไรอีกล่ะคะ?”

 “แม่นมเชื่อในเทวดาไหมคะ”

แกไม่ตอบในทันที แต่ยืนอยู่ตรงนั้นและมองฉัน ก่อนพูดขึ้นว่า
“ถ้าไม่เชื่อในเทวดาแล้ว จะให้เชื่ออะไรล่ะคะ?”

ฉันเดินลงบันไดไปเพราะอยากได้ยินแค่นี้ ที่เหลือฉันคิดต่อเองได้ ของบางอย่างฉันจับต้องได้ อย่างดอกบัวที่กลีบดอกกำลังบาน แมงมุมที่ทอใยด้วยเส้นสีเงินเป็นเปลตามซอกกิ่งไม้ หอยทากที่คลานต้วมเตี้ยมไปตามสนามหญ้าที่รดน้ำเปียกชุ่ม

“รามี” ฉันเงยหน้ามอง แม่นมยืนพิงราวระเบียง “มัวโอ้เอ้อะไรอีก”

ฉันก้าวเท้าไปข้างหน้าหนึ่งก้าวและยกสะโพกอีกข้างเล็กน้อยเพื่อก้าวตาม “หนูกำลังหัดเดินอยู่ค่ะ”

“เพื่ออะไร เพื่อประกวดไส้เดือนเดินหรือไง”

 “เพื่อเดินเป็นกุลสตรีอย่างท่านแม่!”

 ฉันเด็ดช่อมะลิจากต้นที่อยู่ใกล้มือมาเสียบหลังหู จินตนาการว่าสวยเหมือนท่านแม่ รัตนาโผล่มาจากไหนก็ไม่รู้มายืนตรงหน้า แกดูตะลึงจังงังไปแป๊บหนึ่ง แล้วเหมือนคิดได้ว่า ฉันไม่เหมือนท่านแม่สักนิด เลยเดินไป อยู่ไหนนะ? ฉันได้ยินเสียงท่านแม่ร้อง จับตัวได้แล้ว... รัตนาหัวเราะร่า ทั้งสองกำลังเล่นซ่อนหากัน ฉันป่วยด้วยโรคโปลิโอตอนอายุหนึ่งขวบ กว่าจะเดินได้ก็สามขวบเข้าไปแล้ว ฉันมั่นใจว่าตอนเด็กนั้น คงไม่ได้เล่นซ่อนหากับท่านแม่เป็นแน่

แม่นมส่งเสียงถอนใจจากด้านบน “เลิกโอ้เอ้เสียทีเถิดค่ะ!”

 

สายวันนั้น ในชุดผ้าไหมที่มีลวดลายและสีสันสดใสยิ่งกว่าหมู่นกและผีเสื้อที่รายล้อมลานสวน พวกเราก็รวมตัวกันในศาลาทานอาหาร มันเป็นเรือนไม้สักโปร่งตั้งอยู่กลางลานสวนที่โอบล้อมด้วยสวนไม้ดอกและไม้ผล พื้นเรือนปูด้วยไม้กระดานหนาๆ หลังคาศาลารูปทรงเจดีย์ ท่านแม่แปลงกายอีกแล้ว ครั้งนี้กลายจากผีเสื้อมาเป็นสวน ตัวท่านบานสะพรั่ง ท่านแม่เปลี่ยนมาใส่เสื้อลูกไม้สีขาวกับนุ่งผ้าม่วงสีน้ำเงินทอลายดอกไม้กระจุ๋มกระจิ๋มสีขาว ผมไม่ได้เกล้าอย่างหลวมๆ อย่างเคย แต่เกล้าเป็นมวยแน่นรัดด้วยช่อดอกมะลิ มีสายดอกจำปีขนาดนิ้วก้อยเด็กห้อยมาจากหลังคอ เวลาที่ท่านเอื้อมหยิบโน่นหยิบนี่ ดอกจำปีแกว่งไปมา สีงาช้างช่วยขับผิวของท่าน

 ฉันยืนข้างท่านแม่ ใส่เหล็กดามขาในชุดสีฟ้าจับจีบพอง รู้สึกเก้งก้างเหมือนหุ่นเย็บผ้าที่ตั้งเอียงกระเท่เร่อยู่บนฐานโลหะ ห่อด้วยผ้าฟูฟ่อง แค่นี้ดูเหมือนยังขายหน้าไม่พอ ท้องฉันยังดันส่งเสียงร้องอีก นี่เราต้องรออีกนานแค่ไหนนะ

 ในที่สุด เสด็จย่าก็ทรงควงแขนท่านพ่อเสด็จมาตามระเบียง ท่านก้าวลงบันไดมาช้าๆ พวกเรารีบเข้าไปทำความเคารพ โดยนั่งพับเพียบกับพื้นตามลำดับยศ พนมมือไว้ตรงกลางอก ปลายนิ้วจรดคางก้มศีรษะลง เสด็จย่าทรงหยุดตรงบันไดขั้นสุดท้าย พวกเราก้มกราบหน้าผากแตะพระบาท จากนั้นก็ลุกเดินตามไปจากเรือนเสวย นั่งประจำที่ตามลำดับยศ

 เบื้องหน้าของเรา เรียงรายด้วยอาหาร ลูกบัวต้มน้ำตาลโตนด ข้าวเหนียวโรยงาและมะพร้าวขูด ก๋วยเตี๋ยวเนื้อน้ำโรยผักชีและโป๊ยกั๊ก ไข่คนเห็ด และบาเก็ตหั่นเป็นชิ้นๆ มีอาหารครบถูกปากทุกคน ตรงกลางโต๊ะ วางจานเงินใส่มะม่วงกับมะละกอที่โอลด์บอยเก็บมาจากสวนหลังบ้าน มีเงาะและมังคุดที่ป้าบาวซื้อมาจากตลาดในตอนเช้า อาหารเช้ามักจะจัดเต็มโต๊ะเสมอเวลาเสด็จย่าทรงร่วมโต๊ะเสวยด้วย ท่านทรงดำรงอิสริยยศชั้นสูง อย่างที่ทุกคนชอบย้ำกับฉัน เพื่อให้ฉันทำตัวให้เรียบร้อยเวลาอยู่ใกล้ๆ เสด็จย่า

ฉันคอยให้เสด็จย่าทรงตักซ้อนแรกก่อน แล้วถึงเปิดฝาถ้วยซุปของตัวเอง พอเปิดถ้วย ก็มีไอร้อนเหมือนนิ้วมือนับร้อยแทงใส่จมูก ฉันเริ่มทานซุป

“ระวังลวกปากนะ” ท่านแม่ที่นั่งอยู่ตรงข้ามฉันเอ่ยเตือนยิ้มๆ ขณะคลี่ผ้าเช็ดปากวางลงบนตักท่าน

ฉันจ้องท่านแม่ตะลึงงัน บางทีฉันคงเห็นเทวดาในวันปีใหม่แล้ว

“ฉันว่าจะไปวัดแถวตวลตมปุงหลังทานข้าวเสร็จแล้ว” ท่านแม่พูดกับท่านพ่อ “พี่สาวฉันจะส่งรถมารับ รถที่บ้านว่าง เผื่อท่านชายอยากจะออกไปไหน”

แต่ท่านพ่อก้มอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ ท่านนุ่งโจงกระเบนสีน้ำตาล ใส่เสื้อ
สี
เนื้อ ดูเงียบขรึม ขณะที่เสด็จย่าทรงแจ่มใส ท่านพ่อยกถ้วยกาแฟใส่นมขึ้นดื่ม โดยลืมอาหารเช้าไปเลย เพราะมัวแต่สนใจข่าว และไม่ได้ฟังท่านแม่พูด

ท่านแม่ถอนใจ ปล่อยวาง พยายามรักษาบรรยากาศดีๆ ไว้

ป้าทาทาที่นั่งตรงปลายโต๊ะด้านหนึ่งเอ่ยปากสนับสนุน “ดีเหมือนกัน
เธอจะได้ออกไปข้างนอกบ้าง” ป้าทาทาเป็นพระเชษฐภคินี(พี่สาว)ของท่านพ่อ จริงๆ แล้วเป็นพระเชษฐภคินีต่างพระบิดากัน จากการที่เสด็จย่าทรงเสกสมรสกับเจ้าสายนโรดมมาก่อน ป้าทาทาไม่ใช่นามจริงของท่าน แต่ตอนฉันเป็นเด็กชอบเรียกท่านว่า “ป้าทาทาของฉัน” ชื่อนี้เลยติดปากคนอื่นรวมทั้งเสด็จย่าซึ่งตอนนี้ประทับที่ปลายโต๊ะอีกด้านหนึ่ง ทรงวางองค์สบายๆ อย่างผู้สูงวัยและมีภาวะความจำเสื่อม เสด็จย่าทรงเป็นเชื้อพระวงศ์ชั้นสูง เป็นถึงพระองค์เจ้ากษัตรี
ฉันเลยรู้สึกว่าเข้าถึงท่านได้ยากกว่าเข้าถึงเทวดา ในฐานะ “ราชินี” ที่ปกครองบ้านนี้ พระองค์ทรงอยู่สูงเกินกว่าฉันจะเข้าถึง

“ไปไม่นานหรอกค่ะ” ท่านแม่พูด “แค่ไหว้พระแล้วก็กลับ รู้สึกยังไงไม่รู้ ถ้าไม่ได้ไหว้พระในวันขึ้นปีใหม่น่ะค่ะ”

ป้าทาทาพยักหน้าเห็นด้วย “การจัดงานเลี้ยงน่าจะดีนะ อานา” ท่านป้ามองไปรอบโต๊ะ ดูพอใจที่เริ่มต้นวันด้วยการพูดถึงการเตรียมงานเลี้ยงรับปีใหม่ที่จะมาถึง

ที่ห้องครัวป้าบาวเริ่มนึ่งข้าวต้มมัด ขนมสำหรับประเพณีปีใหม่เตาแรกแล้ว เราจะแจกจ่ายข้าวต้มมัดให้กับญาติสนิทมิตรสหายช่วงปีใหม่ ตรงระเบียงของเรือนใหญ่ สาวใช้คุกเข่าขัดเงาพื้นและราวระเบียงกันอยู่

พวกเธอจะหยดขี้ผึ้งร้อนลงพื้นและขัดให้เข้ากับเนื้อไม้ ส่วนข้างล่าง
ลุงคนสวน กำลังเช็ดศาลพระภูมิและกวาดบริเวณรอบๆ จนศาลพระภูมิตั้งเด่นเป็นสง่าบนฐานสีทองใต้ต้นไทร ดูเหมือนวัดขนาดย่อ มีมะลิร้อยเป็นสายประดับรอบฐานและยอดแหลมของหลังคา เบื้องหน้าศาลตั้งกระถางธูปใส่ข้าวเปลือก
มีธูปสามดอกปักอยู่ เป็นการบูชาสามเสาหลักที่คอยปกป้องคุ้มครองบ้านของเรา ได้แก่ บรรพบุรุษ เทวดา และพระภูมิเจ้าที่ ทั้งหมดประทับที่ศาลนี้ คอยปกปักรักษาพวกเราให้รอดพ้นจากภยันตรายทั้งปวง แม่นมมักพูดเสมอว่า พวกเรา
ไม่ต้องกลัวเภทภัยใดๆ ตราบที่พวกเราอยู่ภายในขอบรั้วนี้ สงครามจะไม่มาถึงเรา

 “ฉันนอนไม่หลับสักแอะ” ท่านป้าพูดพลางตักน้ำตาลทรายแดงจากถ้วยเล็กๆ โรยใส่ข้าวเหนียว “เมื่อคืนร้อนมาก เสียงปืนก็ดังกว่าทุกคืน”

 ท่านแม่วางส้อมลงเบาๆ พยายามไม่แสดงอาการขุ่นเคือง ฉันรู้ว่าท่านคิดอะไรอยู่ ทำไมถึงไม่คุยกันเรื่องอื่น แต่ในฐานะน้องสะใภ้และเป็นสามัญชนท่ามกลางเชื้อพระวงศ์ ท่านไม่สามารถบอกให้ท่านป้าพูดหรือหยุดพูดหรือเลือกเรื่องที่จะพูดได้ เพราะเป็นการไม่เหมาะสม ท่านแม่เคยบอกฉันว่า ครอบครัวของเราเหมือนช่อดอกไม้ที่ได้รับการจัดมาอย่างสมบูรณ์ เหมือนจะสอนฉันว่า
การวางตัวไม่ใช่เป็นแค่เกมหรือประเพณี แต่ต้องมีศิลปะ

ท่านป้าหันไปทูลเสด็จย่าโดยใช้ราชาศัพท์ “เสด็จแม่ว่าไหมเพคะ?”

 เสด็จย่าไม่ได้ยินและมีพระอาการเหม่อลอย รับสั่งถาม “อะไรเหรอ?”

“เสียงยิงกันน่ะเพคะ” ท่านป้าย้ำเกือบตะโกน “เสด็จแม่ว่าน่ากลัวไหม?”

“ระเบิดอะไรกัน?”

ฉันกลั้นหัวเราะ การพูดกับเสด็จย่าเหมือนพูดอยู่ในอุโมงค์ ไม่ว่าจะพูดอะไร ก็จะได้ยินตัวเองสะท้อนกลับมา

ท่านพ่อเงยหน้าจากหนังสือพิมพ์ ทำท่าจะพูด พอดีป้าบาวถือถาดเงินนำน้ำสะระแหน่ใส่น้ำแข็งที่แกทำให้พวกเราดื่มทุกเช้าเข้ามาเสิร์ฟให้พวกเรา

ฉันเอาปลายจมูกแตะขอบแก้วสูดกลิ่นหวานชื่นใจของน้ำแสนอร่อย ป้าบาวเรียกเครื่องดื่มที่ประกอบด้วยเม็ดแมงลักใส่น้ำเชื่อมกับน้ำแข็งนี้ว่า
“สาวน้อยล่าไข่” ตอนลุงคนสวนเด็ดดอกของมันตอนเช้า ดอกยังตูมอยู่ ตอนนี้มันบานเหมือนกระโปรงเด็กหญิงที่เอาหัวจุ่มน้ำ – เหมือนกำลังล่าไข่ ฉันไม่เคยคิดมาก่อน แต่เม็ดแมงลักดูเหมือนไข่ปลาใสจริงๆ ฉันดื่มมันด้วยความยินดี

“นั่งตัวตรงๆ” ท่านแม่สั่งฉัน สีหน้าไม่ยิ้มแย้มแล้ว

ฉันนั่งตัวตรง เงยหน้าให้จมูกพ้นจากขอบแก้ว ท่านพ่อมองมาที่ฉันด้วยสายตาเห็นใจ ท่านดื่มน้ำสะระแหน่จากแก้วของท่านแล้วเงยหน้าร้องด้วยความแปลกใจ “ป้าบาว เธอลืมความหวานไปหรือเปล่านี่?”

“หม่อมฉันขออภัยเพคะ” แกมองท่านพ่อกับท่านแม่ด้วยความกังวล “หม่อมฉันต้องลดปริมาณน้ำตาลลงเพราะเหลือน้อยและหาซื้อลำบากเพคะ หม่อมฉันต้องขออภัยจริงๆ ที่มันหวานน้อยไปหน่อยฝ่าพระบาท” เวลาประหม่า ป้าบาวติดจะพูดพล่ามเป็นพิเศษ “บ่าวผู้ต่ำต้อยต้องขออภัยเพคะ” ส่วนฉันซึ่งนั่งตรงข้ามกับ “ฝ่าพระบาท” แลบลิ้นทานซุปเหมือนลูกสุนัข “ฝ่าพระบาทโปรด-”

“เปล่า นี่หวานกำลังดี” ท่านพ่อดื่มหมดแก้ว “อร่อยมาก”

ป้าบาวยิ้มแก้มแทบปริเหมือนขนมสาลี่บานในรังถึงที่นึ่งอยู่ในเรือนครัวพลางโค้งแล้วโค้งอีก เมื่อก้าวถึงห้องครัว ลุงคนสวนกุลีกุจอมารับถาดเปล่าจากแกเหมือนอย่างที่ชอบทำเสมอ แต่วันนี้เขาดูหงุดหงิดผิดปกติ คงกลัวฉันจะทูลเสด็จย่าเรื่องรักๆ ใคร่ๆ ของเขากับแม่ครัว เสด็จย่าไม่ทรงโปรดให้แสดงความรักต่อกันแบบเปิดเผย ป้าบาวตบแขนเขาเบาๆ เหมือนจะบอกว่าไม่ต้องเป็นห่วง
ลุงคนสวนมองมาที่ฉัน รู้สึกโล่งใจอย่างเห็นได้ชัด ฉันหรี่ตา นี่เป็นครั้งที่สองในเช้าวันนั้น ที่เขาฉีกยิ้มกว้างให้ฉัน

 ท่านพ่อก้มหน้าอ่านหนังสือพิมพ์ต่อ เสียงพลิกหน้าหนังสือพิมพ์ไปมา

ฉันยื่นหน้าไปอ่านข่าวพาดหัวหน้าหนึ่ง “เขมรแดงปิดล้อมเมืองได้แล้ว”

เขมรแดงคือใคร ใครเคยได้ยินชื่อนี้บ้าง พวกเราคือคนกัมพูชา หรือเขมรอย่างที่เราเรียกตัวเอง ฉันนึกถึงคนที่ทาตัวสีแดงบุกเข้ามาในเมือง เที่ยวค้นไปทุกถนนเหมือนฝูงมดแดง ฉันหัวเราะออกมาจนเกือบสำลักเม็ดแมงลักที่ดื่มอยู่

ท่านแม่เตือนฉันด้วยสายตาอีกครั้ง ดูหงุดหงิดพร้อมระเบิดได้ทุกเมื่อ ดูเหมือนเช้านี้ทุกอย่างไม่เป็นไปตามที่ท่านต้องการ ทุกคนพูดถึงแต่สงคราม
แม้กระทั่งป้าบาวก็ยังเปรยถึงเรื่องนี้เมื่อพูดถึงความยากลำบากในการหาซื้อน้ำตาลจากตลาด

ฉันซ่อนหน้าไว้หลังแก้ว ซ่อนความคิดไว้หลังกลีบบานราวกระโปรงของดอกมะลิในแก้ว เขมรแดง เขมรแดง คำนี้ก้องอยู่ในหัว นึกสงสัยว่าฉันเป็นเขมรสีไหน ฉันมองไปทางท่านพ่อ พลางคิดว่า ท่านเป็นสีไหน ฉันก็เป็นสีนั้นด้วย

“ท่านพ่อเป็นเขมรแดงหรือเปล่าคะ?” คำถามหลุดออกไปจากปากฉันเหมือนการเรอที่ห้ามไม่ได้

ป้าทาทาถอดแว่นตาวางกระแทกลงบนโต๊ะ ลานสวนเงียบไปในทันใด แม้อากาศก็ดูจะหยุดเคลื่อนไหว ท่านแม่จ้องหน้าฉัน เมื่อเทวดาจ้องหน้าเราแบบนั้น เราควรหลบไป หาไม่แล้วจะเสี่ยงต่อการถูกแผดเผา

ฉันอยากให้ตัวเองสามารถจุ่มหัวในแก้วเม็ดแมงลัก ค้นหาไข่เสียจริง

ตกบ่าย อากาศร้อนเกินกว่าจะทำอะไร งานเตรียมการสำหรับปีใหม่ก็หยุดพัก สาวใช้เลิกทำความสะอาด ตอนนี้พวกเธอสลับกันหวีผมและถักเปียให้กันตรงบันไดหน้าเรือนครัว เสด็จย่าทรงประทับบนเก้าอี้ไม้สักตัวใหญ่ที่ตั้งพิงใต้ต้นไทร ดวงเนตรพริ้มหลับพลางโบกพัดใบตาลหน้าพระพักตร์ แม่นมนั่งไกวเปลรัตนาที่ผูกกับกิ่งต้นโพธิ์ตรงแทบเท้าเสด็จย่า มือหนึ่งไกวเปล อีกมือเกาหลังให้ฉันที่นอนหนุนตักแกอยู่ ท่านพ่อนั่งอยู่บนพื้นศาลาทานอาหาร หลังพิงเสาแกะสลักงดงาม กำลังจดอะไรลงสมุดปกหุ้มหนังเล่มเล็กที่พกติดตัวเสมอ

มีเสียงเพลงปีพาทย์คลอจากวิทยุที่เปิดอยู่ข้างๆ แม่นมเริ่มสัปหงกจากทำนองอ้อยสร้อยของดนตรี แต่ฉันไม่ง่วง รัตนาก็ไม่ง่วงเหมือนกัน เธอแอบยื่นหน้าออกมาจากแปลแหย่ให้ฉันเล่นด้วย “บิน!” รัตนาร้องและยื่นมือมาทางฉัน “หนูจะบิน” แต่พอฉันจะจับมือเธอ รัตนาก็ชักมือกลับแล้วหัวเราะ ตบมือชอบอกชอบใจ แม่นมลืมตาขึ้น ปัดมือฉันและส่งจุกนมให้รัตนาดูด เธอนอนลงในเปล ดูดจุกนมเหมือนดูดลูกกวาด เสด็จย่าทรงเดาะลิ้นเล่น บางทีท่านคงอยากดูดอะไรเล่นเหมือนกัน

ในไม่ช้า ทั้งสามคนก็หลับไป พัดในพระหัตถ์ของเสด็จย่าหยุดโบก
ไปแล้ว มือแม่นมวางนิ่งบนหลังฉัน ขาขวาของรัตนาห้อยออกมานอกเปล
ไม่กระดุกกระดิกเหมือนหน่อไม้ไผ่ กระดิ่งบนกำไลข้อเท้าไร้เสียงกรุ๊งกริ๊ง

ท่านแม่กลับจากวัด ท่านไปนานกว่าที่คิด ท่านเดินมาตรงลานสวน ผ่านพวกเราไปเงียบๆ เพราะกลัวจะทำให้พวกเราตื่น แล้วก้าวขึ้นบันไดไปยังศาลาทานอาหาร นั่งลงข้างๆ ท่านพ่อ วางมือบนต้นขาท่าน ท่านพ่อวางสมุดลง หันมามองท่านแม่ “แกไม่ได้ตั้งใจ เธอก็รู้ เป็นคำถามไร้เดียงสาแท้ๆ”

ท่านพูดถึงเรื่องฉัน ฉันหลับตาลง เพื่อให้ดูเหมือนนอนหลับ

ท่านพ่อพูดต่อ “เขมรแดง คอมมิวนิสต์ มาร์กซิสต์ เป็นคำแปลกๆ สำหรับเด็กเท่านั้น แกไม่รู้หรอกว่าพวกนั้นเป็นใคร หรือมีความหมายอะไร”

ฉันท่องคำนั้นในหัว เขมรแดง คอมมิวนิสต์ . . . เสียงมันฟังตลกดี คลุมเครือ เหมือนชื่อตัวละครในเรื่องรามเกียรติ์ที่ฉันอ่านไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งโดยไม่เบื่อ เป็นเรื่องราวของ เทวราชา ที่เทพเจ้าอวตารลงมายังโลกมนุษย์ กับพวก รากษส หรือยักษ์ที่ต่อสู้กับเหล่าเทวดา และกินเด็กอ้วนๆ เป็นอาหาร

“ถ้าท่านชายร่วมอุดมการณ์กับพวกเขาเมื่อไหร่” ท่านแม่พูด เอนศีรษะพิงไหล่ท่านพ่อ “ท่านชายก็จะเชื่อตามพวกเขา”

ฉันสงสัยว่าพวกนั้นเป็นคนเผ่าไหนกันแน่

“ไม่ใช่พวกเขา ไม่ใช่คน แต่เป็นอุดมการณ์ต่างหาก ความถูกต้อง
ความยุติธรรม บูรณภาพ . . .ฉันเชื่อในเรื่องเหล่านี้ และจะเชื่อตลอดไป ไม่ใช่ฉันคนเดียว แต่ลูกๆ ของเราด้วย” ท่านพ่อมองไปรอบลานสวน “ทุกอย่างมาแล้วก็ไป อานา อภิสิทธิ์ ความมั่งคั่ง ยศถาบรรดาศักดิ์ ชื่อเสียง ล้วนเป็นอนิจจัง
แต่อุดมการณ์เหล่านี้ไร้กาลเวลา มันคือแก่นของมนุษยชาติ ฉันอยากให้ลูกๆ ของเราเติบโตในโลกที่มีสิ่งเหล่านี้ โลกที่ไร้ซึ่งอุดมการณ์เหล่านี้คือความบ้า”

“แล้วความบ้าที่เป็นอยู่ตอนนี้ละคะ?”

“ฉันหวังเหลือเกินว่ามันจะไม่จบลงแบบนี้” ท่านพ่อถอนหายใจก่อนพูดต่อ “คนอื่นๆ เขาทิ้งพวกเราตั้งนานแล้วทันทีท่ี่เกิดเรื่อง อเมริกาก็ทิ้งเรา ในที่สุดประชาธิปไตยก็พ่ายแพ้ เพื่อนของเราไม่อยู่รอให้ถูกประหาร พวกเขาจากไปขณะที่ยังมีโอกาส ใครจะไปตำหนิพวกเขาได้ล่ะ”

“แล้วพวกเราล่ะคะ” ท่านแม่ถาม “จะเกิดอะไรขึ้นกับครอบครัวของเรา?”

ท่านพ่อเงียบ หลังจากนิ่งไปเหมือนนานแสนนาน ก็เอ่ยขึ้น “มันคงลำบากมากในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่ออย่างนี้ แต่ฉันยังสามารถจัดการให้เธอกับลูกไปฝรั่งเศสได้”

ฉันกับลูกหรือคะ แล้ว ท่านชายล่ะ?”

“ฉันจะอยู่ต่อ แม้สถานการณ์จะดูแย่ แต่ก็ยังมีความหวัง”

“ฉันจะไม่ไปไหนโดยไม่มีท่านชายไปด้วยค่ะ”

ท่านพ่อมองหน้าท่านแม่ แล้วโน้มมาจุมพิตที่ต้นคอ ริมฝีปากอ้อยอิ่งเหมือนจะดื่มด่ำ แล้วปลดดอกไม้จากมวยผมท่านแม่ ปล่อยผมให้ตกสยายบ่า ฉันกลั้นหายใจ ทำตัวไม่ให้เป็นที่สังเกต ทั้งสองไม่พูดอะไรกันอีก แต่ลุกขึ้นเดินไปยังบันไดขึ้นเรือนที่เพิ่งขัดเสียเงาวับและหายลับไปในบ้าน

ฉันมองไปที่เก้าอี้ไม้สัก ทุกคนยังหลับ ฉันได้ยินเสียงดังหึ่งๆ มาแต่ไกลแล้วเสียงนั้นก็ดังขึ้นๆ จนแก้วหูแทบแตก ใจฉันเต้นแรง หูเต้นตุบๆ มองเลยไปที่หลังคาสีแดงของตัวเรือนใหญ่ผ่าพ้นยอดต้นไทร พ้นยอดทิวตาลที่เรียงราย
สู่ประตูรั้ว แล้วก็มองเห็นมัน บนท้องฟ้านั่น ดูเหมือนแมลงปอยักษ์สีดำ ใบพัดของมันแหวกอากาศดังพั่บๆ

เฮลิคอปเตอร์บินโฉบลงมา กลบเสียงอื่นโดยสิ้นเชิง

ฉันยืนขึ้นบนเก้าอี้เพื่อมองให้ชัดๆ ทันใดนั้น มันก็บินโฉบไปอีกทาง
ฉันยืดคอพยายามดูข้ามประตูรั้ว แต่มันหายไปแล้ว เฟี้ยว! หายวับไปแล้ว ราวกับฉันคิดไปเอง

และแล้ว-

ปุ! ปุ! ปุ! 

พื้นที่ฉันยืนอยู่สั่นสะเทือน