Click to Sanskrit Homepage
   สินค้าในตะกร้า (จำนวน 0 เล่ม) check out
search
my lines

 

my bookmark

ข้อมูลหนังสือ

มนุษย์แพะ

Goat Days

ผู้แต่ง : เบนยามิน
ผู้แปล : ณวรา
ราคา 350  บาท 


add to cart


    เรื่องจริงของนาจิป หนุ่มอินเดียที่ทำมาหาเลี้ยงชีพด้วยการดำน้ำ
ขุดลอกทรายในแม่น้ำ เขาฝันจะไปขุดทองที่ซาอุดิอาระเบีย เพื่อเก็บเงินส่งกลับมาให้เมียและลูกที่กำลังจะลืมตาดูโลก เหมือนเพื่อนหลายคนที่กลับมาจากที่นั่น
และร่ำรวย มีสร้อยทองเส้นโตใส่อวดใครๆ

    นาจิปกู้หนี้ยืมสินเพื่อเดินทางไปซาอุฯ ด้วยความฝันสุดบรรเจิด
หากแต่เมื่อไปถึงทุกอย่างกลับตาลปัตร ความฝันพังทลาย เขาถูกนายจ้างจับตัวไปในทะเลทรายเวิ้งว้างกว้างใหญ่สุดแห้งแล้งแสนกันดาร ไม่มีมนุษย์คนใดให้เห็น นอกจากฝูงแพะเหม็นสาบหลายร้อยตัว ที่รายล้อมอยู่รอบๆ เขาต้องนอนกับแพะ  กินกับแพะ อยู่กับแพะ ไม่เคยได้อาบน้ำแม้สักหยด ไม่มีอะไรให้กินนอกจากขนมปังจุ่มน้ำ ไม่มีหลังคาคุ้มหัว เขาไม่รู้จักทะเลทราย ไม่มีทางหนี ไม่รู้จักใคร นอกจากฝูงแพะที่เขาต้องยึดให้มั่น เพื่อไม่ให้ตัวเองต้องวิปลาส

    สามปีกว่าที่เขาจำต้องทนทุกข์ทรมานกลายเป็นมนุษย์แพะ ต้องทำตัวอย่างแพะ คิดอย่างแพะ อยู่อย่างแพะ จนสุดท้าย เขาตัดสินใจเสี่ยงชีวิต
หนีทะเลทรายแห่งนั้นมา เพื่อกลับมาเป็นมนุษย์อีกครั้ง

 

เรื่องย่อ


    เรื่องจริงของนาจิป หนุ่มอินเดียที่ทำมาหาเลี้ยงชีพด้วยการดำน้ำ
ขุดลอกทรายในแม่น้ำ เขาฝันจะไปขุดทองที่ซาอุดิอาระเบีย เพื่อเก็บเงินส่งกลับมาให้เมียและลูกที่กำลังจะลืมตาดูโลก เหมือนเพื่อนหลายคนที่กลับมาจากที่นั่น
และร่ำรวย มีสร้อยทองเส้นโตใส่อวดใครๆ

    นาจิปกู้หนี้ยืมสินเพื่อเดินทางไปซาอุฯ ด้วยความฝันสุดบรรเจิด
หากแต่เมื่อไปถึงทุกอย่างกลับตาลปัตร ความฝันพังทลาย เขาถูกนายจ้างจับตัวไปในทะเลทรายเวิ้งว้างกว้างใหญ่สุดแห้งแล้งแสนกันดาร ไม่มีมนุษย์คนใดให้เห็น นอกจากฝูงแพะเหม็นสาบหลายร้อยตัว ที่รายล้อมอยู่รอบๆ เขาต้องนอนกับแพะ  กินกับแพะ อยู่กับแพะ ไม่เคยได้อาบน้ำแม้สักหยด ไม่มีอะไรให้กินนอกจากขนมปังจุ่มน้ำ ไม่มีหลังคาคุ้มหัว เขาไม่รู้จักทะเลทราย ไม่มีทางหนี ไม่รู้จักใคร นอกจากฝูงแพะที่เขาต้องยึดให้มั่น เพื่อไม่ให้ตัวเองต้องวิปลาส

    สามปีกว่าที่เขาจำต้องทนทุกข์ทรมานกลายเป็นมนุษย์แพะ ต้องทำตัวอย่างแพะ คิดอย่างแพะ อยู่อย่างแพะ จนสุดท้าย เขาตัดสินใจเสี่ยงชีวิต
หนีทะเลทรายแห่งนั้นมา เพื่อกลับมาเป็นมนุษย์อีกครั้ง

ทดลองอ่าน


ถูกต้องครับ ผมทำให้ตัวเองถูกจับกุมคุมขังในเรือนจำ
ก็เพราะผมต้องการจะมีชีวิตอยู่ต่อไป!



  เราเหมือนชายที่พ่ายแพ้อย่างยับเยินสองคน ฮามิดและผมยืนอยู่ตรงหน้าสถานีตำรวจเล็กๆ ในเมืองบัตฮา1 ที่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจสองคนนั่งอยู่ในป้อมยามใกล้ๆ กับประตูทางเข้าออก คนหนึ่งกำลังอ่านหนังสือ และสังเกตดูจากลักษณะท่าทางที่ขยับศีรษะและนัยน์ตาที่หรี่ลงของเขา ทำให้ผมเดาว่าน่าจะเป็นหนังสือศาสนา ส่วนตำรวจอีกคนนั้นกำลังพูดโทรศัพท์ เขาส่งเสียงคุยและหัวเราะดังลั่นไปทั่วทั้งถนน แม้ตำรวจทั้งคู่จะนั่งติดกัน แต่ดูเหมือนว่าต่างคนต่างอยู่ในโลกที่แตกต่างกัน และไม่ว่าจะเป็นโลกส่วนใด ตำรวจทั้งสองก็ไม่สนใจใยดีเรา
ห่างป้อมยามไปเพียงเล็กน้อย มีต้นมะนาวป่าที่ลำต้นโน้มเอนเข้าหาถนน เราชวนกันนั่งยองๆ ใต้ร่มเงาต้นมะนาวต้นนั้นและภาวนาให้ตำรวจที่ป้อมยามนั่นเงยหน้าขึ้นและมองมาเห็นเราสองคน ฮามิดและผมนั่งอยู่ในท่านั้นเป็นเวลานานครู่ใหญ่ ในระหว่างนั้นมีชาวอาหรับหนึ่งหรือสองคนก้าวเดินอย่างรีบร้อนเข้าไปในสถานีตำรวจ และมีสามหรือสี่คนที่เดินเอ้อระเหยกลับออกมา ไม่มีใครสังเกตเห็นเรา พวกเขาทำเหมือนเราสองคนโปร่งแสง ไม่มีตัวตน และแล้วรถตำรวจคันหนึ่งก็แล่นออกมาจากสถานีแห่งนั้น เราสองคนรีบผุดลุกขึ้นยืนทันที สายตามองตามรถอย่างกระตือรือร้น แต่รถตำรวจคันนั้นกลับหยุดจอดเพียงเพื่อเหลียวมองรถซ้ายขวาอีกฟากถนนก่อนที่จะแล่นออกจากประตูไป เราทรุดตัวนั่งเอนหลังพิงต้นมะนาวอย่างสิ้นหวัง
  ทุกครั้งที่เราคิดว่าตำรวจที่กำลังพูดโทรศัพท์อยู่นั้น พูดคุยจบเรื่องแล้ว เราก็จะรีบลุกขึ้นอย่างว่องไวและเดินตรงไปที่ป้อมยาม แต่ก็ไร้ประโยชน์ เพราะเขาก็จะกดโทรศัพท์พูดต่ออีกอย่างต่อเนื่อง ดูเหมือนเขาจะไม่ยอมเสียเวลาแม้แต่วินาทีเดียว ส่วนตำรวจอีกคนก็ง่วนอยู่กับการอ่านหนังสือและไม่มีทีท่าว่าจะเงยหน้าขึ้นมองรอบๆ ตัวเอาเสียเลย
  เราสองคนเดินผ่านป้อมยามสองครั้ง เพื่อทำตัวให้เป็นที่สังเกต
  แต่ดูเหมือนตำรวจทั้งสองก็ไม่ได้สนใจเช่นเคย
  พวกเราทุกคนเคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับผู้ชายมากมายหลายคนที่ออกจากห้องพักโดยไม่พกเอกสารประจำตัว อาจเพราะมีเหตุฉุกเฉินหรืออื่นใด และพวกเขาถูกจับตัวได้ในตลาดหรือในที่สาธารณะ หรือบริเวณด้านหน้ามัสยิด แต่นี่กี่วันแล้วที่เราสองคนเดินผ่านตลาดผัก ตลาดปลาและถนนที่พลุกพล่านพลางภาวนาให้ถูกตำรวจจับ ทั้งๆ ที่มีเจ้าหน้าที่ดูแลด้านศาสนา2 เดินผ่านเราหลายคน แต่ไม่มีเจ้าหน้าที่แม้กระทั่งคนเดียวที่จะหยุดสอบถามเรา มีตำรวจหลายต่อหลายคนที่เห็นเราเดินไปเดินมา แต่พวกเขาก็ไม่ขอตรวจดูเอกสารเราเลย นอกจากนี้ เรายังเดินเตร็ดเตร่ไปใกล้ๆ มัสยิดในช่วงการละหมาดโดยไม่ได้เข้าไปสวดในมัสยิด เราลองใช้วิธีนี้กับมัสยิดหลายแห่งหลายครั้ง แต่ก็ยังไม่มีใครสนใจเรา มีวันหนึ่ง ผมถึงกับตั้งใจเดินสะดุดขาตำรวจนายหนึ่ง แต่แทนที่เขาจะสอบถามผม เขากลับช่วยประคองผมให้ลุกขึ้น พลางกล่าวขอโทษขอโพย ขออภัยต่อองค์อัลลอฮฺ แล้วก็ปล่อยผมไป ทำไมนะ ยามที่เราต้องการให้โชคร้ายมาเยือนอย่างถึงที่สุด มันกลับไม่บังเกิดผล?
  ในที่สุด เมื่ออับจนหนทางแล้ว เราจึงเลือกวิธีสุดท้าย คือมายืนอยู่ตรงหน้าสถานีตำรวจ แต่ก็ไร้ประโยชน์ หลังเวลาผ่านไปครู่ใหญ่ เราตัดสินใจเดินผ่านป้อมยามเข้าไปยังตัวอาคาร ทันทีที่ฮามิดออกความเห็นให้เดินไปที่สถานีตำรวจ ผมก็รีบผุดลุกขึ้นทันทีเหมือนรอฟังความเห็นนี้มานานแล้วและอดทนรอต่อไปไม่ไหวแล้ว เราสองคนเดินผ่านราวกั้นที่เป็นเหล็กเส้นยาว เจ้าหน้าที่ที่นั่งอ่านหนังสือคนนั้นก็เหลือบตาขึ้นมองและส่งเสียงเรียกเรา
  เราเดินกลับไปที่ป้อมและบอกเขาว่าเราต้องการพบหัวหน้าสถานีตำรวจ
  เขากวักมือให้เราเข้าไปในอาคาร ส่วนตัวเขายังก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือต่ออย่างไม่สนใจ
  เราสองคนก้าวเข้าไปในอาคารและขึ้นบันไดที่ทอดตัวยาวสู่ชั้นบน เดินผ่านประตูหลายบานที่มีข้อความที่คัดมาจากพระคัมภีร์กุรอานเขียนสลักไว้บนบานประตูด้วยอักษรขนาดใหญ่ บนกระดานประกาศข่าว มีกระดาษปักไว้เหมือนเป็นการตกแต่งให้สวยงาม เราเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจหลายคนนั่งกินขนมปังคูบุซ3 กับกาแฟคาห์วา4 และกำลังส่งเสียงพูดคุยกันดัง เรายืนเงียบๆ อยู่ตรงหน้าเคาน์เตอร์ พอเหลือบมาเห็นเราเข้า เจ้าหน้าที่คนหนึ่งก็หยุดพูดพลางเลิกคิ้วแต่ยังไม่หยุดกิน
  ผมใช้มือทำท่าทางบอกใบ้ให้เขารู้ว่าเราไม่เข้าใจภาษาอาหรับ
  เจ้าหน้าที่อีกคนหนึ่งที่มือยังถือถ้วยกาแฟ ลุกขึ้นจากเก้าอี้เดินตรงเข้ามาหาเราและขอดูเอกสารประจำตัว สวรรค์ทรงโปรด - ในที่สุดก็มีคนเอ่ยปากพูดประโยคนี้จนได้! เราสั่นหัวไปมาเพื่อบอกว่าไม่มีเอกสารดังกล่าว เจ้าหน้าที่คนนั้นวางถ้วยกาแฟลงบนโต๊ะ ดึงลิ้นชักออกมา หยิบกระดาษทิชชู่เช็ดมือและปาก ก่อนที่จะเดินเข้าไปด้านใน พลางส่งสัญญาณให้เราเดินตามเขาเข้าไป
  เขาพาเราไปที่ห้องของหัวหน้า หัวหน้าเงยหน้าขึ้นจากจอคอมพิวเตอร์เมื่อเห็นเราเดินเข้าไปในห้อง ตำรวจที่นำเราไปคนนั้นก้มลงพูดกับหัวหน้าของเขา แล้วหัวหน้าก็หันมาถามเรา แต่เราสองคนไม่ได้แสดงท่าว่าเข้าใจในสิ่งที่เขาถาม ตัวผมไม่ต้องแสร้งทำหรอก เพราะส่วนใหญ่แล้วผมไม่เข้าใจจริงๆ แต่ฮามิดต้องแกล้งทำเป็นไม่เข้าใจ เพราะผมเคยได้ยินเขาพูดภาษาอาหรับได้อย่างคล่องแคล่ว แล้วหัวหน้ากับลูกน้องก็หันไปพูดกันเอง ผมเหลียวไปมองรอบๆ ห้อง มันเป็นห้องทำงานขนาดใหญ่ บนผนังมีข้อความจากพระคัมภีร์กุรอาน พระฉายาลักษณ์ของกษัตริย์องค์ต่างๆ และรูปกะอ์บะฮ์5 ที่ด้านซ้ายของหัวหน้า มีทีวีเครื่องหนึ่งตั้งอยู่ ส่วนด้านขวามีคอมพิวเตอร์ ห่างออกไปเล็กน้อย มีเก้าอี้ยาวและโต๊ะรับแขกตัวเล็กๆ ซึ่งมีแจกันเสียบดอกไม้พลาสติกวางอยู่ บนผนังด้านตรงกันข้าม มีกระดานกับรูปภาพติดบนกระดาน ผมเพ่งตาจ้องดูรูปภาพเหล่านั้น มันเป็นรูปชายไว้เคราที่มีนัยน์ตาไร้แวว ไร้ความรู้สึกใดๆ นัยน์ตานั่นดูเหมือนปลาตาย
ทุกคนสวมใส่เสื้อแบบชายชาวอาหรับสีดำ มีอักษรอาหรับเขียนกำกับใต้รูปทุกรูป มันต้องเป็นชื่อของพวกเขาแน่ และเมื่อเลื่อนสายตามาถึงรูปที่สามในแถวที่สี่ นัยน์ตาของผมต้องเบิกค้างไปทีเดียว ผมสั่นหัวไปมา แล้วเพ่งมองอีกครั้งอย่างระมัดระวัง หัวใจผมเริ่มเต้นแรง ความรู้สึกหวาดกลัวแล่นเข้าจับผมไปทั่วทั้งร่าง ผมก้าวเดินตรงไปยังกระดานที่มีรูปภาพพวกนั้นโดยไม่ทันรู้ตัว อิบราฮิม คาดีรี! ผมยกฝ่ามือทาบตรงตำแหน่งหัวใจของตัวเอง
  “อะไรนะ แกรู้จักเขารึไง?” เจ้าหน้าที่ถามผม ผมนึกหวาดหวั่นขึ้นมา เขาเห็นทีท่าที่เปลี่ยนไปของผมได้อย่างชัดเจน แต่ผมยังสั่นหัวเป็น
เชิงปฏิเสธ ตำรวจคนที่เป็นหัวหน้าส่งเสียงเรียกผม ผมเดินเข้าไปหาเขา เขาผุดลุกขึ้นยืนแล้วตบที่บ้องหูผม โอย! ผมจำได้แต่ว่าความเจ็บปวดทะลุผ่านรูหูข้างหนึ่งไปอีกข้าง “ถ้าแกไม่รู้จักเขา แล้วทำไมถึงเดินไปจ้องดูรูป ฮึ?” หัวหน้าตะคอกใส่ผม ผมได้แต่ยืนก้มหน้านิ่ง แล้วเขาก็ถามกระชากเป็นภาษาอาหรับอีก แต่ผมไม่ตอบ ในที่สุด หลังจากฟาดฝ่ามือใส่หน้าผมอีกครั้ง เขาก็ทรุดตัวลงนั่งที่เก้าอี้ ผมไม่ได้ร้องไห้ แต่ฮามิดกลับร้องแทน เขาจึงไม่โดนหัวหน้าตบด้วยอีกคน หัวหน้าตำรวจสั่งลูกน้องให้นำตัวเราไปส่ง
เจ้าหน้าที่อีกคนซึ่งอยู่อีกห้องหนึ่ง ตำรวจคนนั้นเปิดตู้แล้วหยิบกุญแจมือออกมาใส่ข้อมือเรา แล้วสั่งให้เรานั่งรอที่ม้านั่งยาว
มีชายอีกสี่หรือห้าคนที่ถูกใส่กุญแจมือเหมือนกัน ผมไม่คิดว่าจะมีชายคนใดที่ถูกจับตัวแล้วจะมีความสุขอย่างเราสองคน บ่ายวันนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ถอดกุญแจมือ แล้วให้เราเข้าไปอยู่ในห้องขังขนาดเล็กที่แทบจะไม่เพียงพอสำหรับผู้ต้องหาสามคน แต่ในนั้นมีผู้ต้องหาหกคน ผมจำชายชาวมาลายาลัม6 ที่ชื่อกุมารซึ่งถูกขังในห้องนั้นอยู่ด้วย เขาทำงานที่ร้านขายผัก และถูกตำรวจจับเพราะนายจ้างชาวอาหรับกล่าวหาว่าเขาขโมยของ ส่วนชายอาหรับอีกสองคนและชายปากีสถานหนึ่งคนที่อยู่ด้วยนั้น ผมไม่รู้ว่าถูกจับด้วยข้อหาอะไร
คืนนั้น ไม่มีใครได้นอน เราทั้งหมดได้แต่นั่งเบียดกันในห้องขังเหมือนตอนเราอยู่ในตู้รถไฟที่มีคนแออัดยัดเยียดเป็นปลากระป๋อง อีกทั้งเมื่อชายอาหรับนั่งยืดขาอย่างสบายด้วยแล้ว คนอื่นๆ ก็ยิ่งนั่งลำบาก แต่กระนั้น เมื่อเปรียบเทียบกับสิ่งที่ผมได้ประสบมา ห้องขังแคบๆ นี้ เรียกได้ว่ามันสวรรค์สำหรับผมทีเดียว
  วันรุ่งขึ้น หลังจากกินอาหารเช้าเสร็จ เราทั้งหมดก็ถูกใส่กุญแจมืออีกครั้งและถูกพาตัวขึ้นรถบรรทุกซึ่งมีผู้ต้องหาคนอื่นอยู่ในรถนั่นก่อนแล้วและถูกใส่กุญแจมือทุกคน และพยายามพูดคุยทำความรู้จักกัน ถึงผมจะรวมอยู่ในกลุ่มคนเหล่านี้ แต่ฮามิดกับผมก็ยังปิดปากนิ่งเงียบและก้มหน้าตลอดเวลา
  หลังจากเดินทางมาเป็นเวลาค่อนข้างนาน รถบรรทุกก็แล่นมาจอดภายในบริเวณเรือนจำซูเมซิ ซึ่งเป็นเรือนจำที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ มีรถบรรทุกมากมายจากทั่วประเทศ แล่นเข้ามาในลานเรือนจำ รถบรรทุกแต่ละคันมี “อาชญากร” เป็นร้อยคนเดินออกมา คิดแล้วช่างน่าขัน เพราะภาพตรงหน้าทำให้ผมนึกถึงห้องโถงที่จัดงานแต่งงานที่บ้านเกิดของผม พวกนักโทษพวกนี้ดูราวกับญาติที่เหนื่อยล้าของเจ้าบ่าว ต่างพากันเดินวนเวียนไปมาในงานอย่างไร้จุดหมาย และเวลานี้ ผมเองก็ได้กลายเป็นญาติคนหนึ่งไปแล้ว!
  เมื่อเราออกมาจากรถบรรทุก เราถูกพาตัวไปยังสำนักงานของพัศดีซึ่งดูวุ่นวายสับสนมาก มีเจ้าหน้าที่ตำรวจหลายคนเดินเข้ามาและเดินออกไป ทนายความเดินเข้ามาและเดินออกไป ตำรวจศาสนาเดินเข้ามาแล้วเดินออกไป ชาวอาหรับเดินเข้ามาแล้วเดินออกไป มองเผินๆ มันทำให้ผมนึกถึงระเบียงตามศาลของเรา ที่หน้าสำนักงานของพัศดี มีคนเข้าแถวยาว และเราก็มายืนต่อท้ายแถวนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจที่มากับเรา เดินไปนั่งพักใต้เงาร่มที่เฉลียงซึ่งอยู่ห่างจากแถวที่ยืนรอไม่มาก เราขยับทีละนิดเมื่อนักโทษถูกเรียกตัวเข้าไปภายในทีละคน ผมรู้ดีว่าการขยับตามแถวนั้นจะพาเราเข้าสู่เรือนจำอย่างช้าๆ และผมก็เป็นกังวลว่าจะมีสิ่งใดรอผมอยู่ในนั้น แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกตื่นเต้นไปด้วย เป็นความรู้สึกคล้ายๆ ตอนเรายืนอยู่ตรงหน้าหน่วยเลือกตั้งเพื่อรอหย่อนบัตรลงคะแนนเป็นครั้งแรก ผมแอบกระซิบความคิดนั้นให้ฮามิดฟัง
  เราขยับไปข้างหน้าเรื่อยๆ ในที่สุด ผมก็ได้อยู่หัวแถว และต้องรอต่ออีกสามนาที ซึ่งระหว่างนั้น ผมรู้สึกกังวล กระสับกระส่าย อย่างที่ยากจะอธิบายได้
  เมื่อถูกเรียกชื่อ เจ้าหน้าที่ตำรวจที่มาด้วยก็ลุกขึ้นยืนเดินตามผมเข้าไปข้างใน พัศดีมีสมุดทะเบียนวางอยู่ตรงหน้าและเขียนอะไรบางอย่างลงในสมุดทะเบียน เมื่อได้อ่านแผ่นกระดาษที่เจ้าหน้าที่ตำรวจส่งให้พร้อมกับแจ้งรายละเอียดบางประการแล้ว ผมก็ถูกบังคับให้ลงชื่อในช่องด้านซ้ายสุดของสมุดทะเบียน หลังจากนั้น ผมก็ถูกพาตัวไปหาเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกคนที่ใช้หมึกชนิดหนึ่ง สักอักษรอาหรับหลายตัวลงบนท่อนแขนช่วงล่างของผม ตอนเป็นเด็ก ผมเคยเรียนที่มัดรอสะห์7 มาบ้าง จึงพออ่านออกว่าเป็นตัวเลข 13858 บางที นี่อาจเป็นครั้งเดียวที่ผมได้ใช้ประโยชน์จากการร่ำเรียนที่มัดรอสะห์ก็ได้
  ห้องโถงที่ผมเดินเข้าไปนั้น ดูน่าสนใจดี มีช่างตัดผมนั่งเรียงเป็นแถวยาวจากด้านหนึ่งไปจรดอีกด้านของห้อง เจ้าหน้าที่ที่ประตูส่งผมไปยังช่างตัดผมคนหนึ่ง ซึ่งเพิ่งตัดผมให้นักโทษคนอื่นเสร็จ ช่างตัดผมกลุ่มนี้ทำงานอย่างรวดเร็วมาก เรานักโทษแค่รู้สึกว่ามีปัตตาเลี่ยนกำลังเคลื่อนที่ไปมาอยู่บนศีรษะ และใช้เวลาเพียงสองนาที หรือมากที่สุดก็สามนาที ก็เป็นอันว่าเราตัดผมเสร็จเรียบร้อยแล้ว
ขณะนั่งก้มหน้าอยู่ตรงหน้าช่างตัดผม ผมแอบชำเลืองเห็นฮามิดนั่งอยู่ตรงหน้าช่างตัดผมที่อยู่ติดๆ กัน และเราก็ตัดผมเสร็จในเวลาไล่เลี่ยกัน ฮามิดมองหน้าผม ผมมองหน้าเขา ชายไร้ผมสองคน แล้วเราก็หัวเราะขำกัน ซึ่งเป็นอารมณ์เบิกบานที่หาได้น้อยมากในช่วงเวลาแห่งความทุกข์แสนสาหัสนี้!
  เราถูกพาตัวไปยังอาคารเรือนจำขนาดใหญ่หลังหนึ่งที่เรียกได้ว่าขนาดใหญ่มหึมา ความกว้างของมันกว่าสองหรือสามกิโลเมตร และแบ่งออกเป็นหลายส่วน แต่ละส่วนจะยาวมากจนไม่สามารถเห็นอีกด้านได้ อาคารแต่ละส่วนใช้คุมขังนักโทษแต่ละสัญชาติ - อาหรับ ปากีสถาน ซูดาน เอธิโอเปีย บังกลาเทศ ฟิลิปปินส์ โมร็อกโก ศรีลังกา และสุดท้าย อินเดีย ส่วนใหญ่ของชาวอินเดียมักเป็นชาวมาลายาลัม ซึ่งต้องเป็นเรื่องแน่นอนอยู่แล้ว เราถูกพาตัวไปยังอาคารส่วนที่ใช้กักขังชาวอินเดีย ซึ่งก็เต็มไปด้วยนักโทษที่ไร้ผม และพวกที่มีผมเพิ่งเริ่มงอกขึ้นมาเล็กน้อย ความยาวของเส้นผมที่เพิ่งขึ้นนั้นแตกต่างกันไปตามระยะเวลาที่ถูกขังอยู่ในเรือนจำ นี่เป็นภาพที่ให้ความรู้สึกที่ดี เพราะเหมือนกับว่า ผมเป็นส่วนหนึ่งของตลาดนัดชายไร้ผมที่จัดขึ้นทุกวันพฤหัสบดี อาคารส่วนของเรานั้นมีสภาพแออัดมาก อีกทั้งชุลมุนวุ่นวาย เรื่องที่ว่าเรือนจำคือความมีระเบียบวินัย เงียบ และน่าหวาดกลัวนั้น ไม่เป็นจริงเอาเสียเลยในสถานที่แห่งนี้
  ฮามิดและผมดูเหมือนจะหลงทางในหมู่คนกลุ่มนี้ เราเหมือนชาวต่างถิ่นสองคนที่พลัดหลงเข้ามาในเมืองเป็นครั้งแรก ผมต้องใช้เวลานานพอสมควรก่อนที่รับรู้ความจริงได้ว่า ในที่สุด เราได้มาอยู่ในเรือนจำแล้ว
  ผมร้องไห้ออกมาเป็นครู่ใหญ่อย่างไร้สาเหตุ ผมตัดสินใจหาทางออกด้วยการยอมถูกจับตัวขังในเรือนจำ หลังจากใช้เวลาหลายวันกับการคิดอย่างรอบคอบ พูดคุยปรึกษา ไตร่ตรองทบทวน และพิจารณาถึงผลที่จะตามมา ทั้งๆ ที่รู้ว่าจะต้องเผชิญกับความยากลำบาก แต่ผมก็ตัดสินใจว่าเรือนจำเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เพื่อให้มีชีวิตรอดจากสถานการณ์ที่เป็นอยู่
  ถูกต้องครับ ผมทำให้ตัวเองถูกจับคุมขังในเรือนจำ ก็เพราะผมต้องการจะมีชีวิตอยู่ต่อไป
  พอจะนึกออกไหมครับว่า ผมได้ผ่านความทุกข์ทรมานมามากเพียงไร ถึงกับสมัครใจยอมถูกจองจำในคุก!