Click to Sanskrit Homepage
   สินค้าในตะกร้า (จำนวน 0 เล่ม) check out
search
my lines

 

my bookmark

ข้อมูลหนังสือ

ทางสีดำ

DAUGHTERS WHO WALK THIS PATH

ผู้แต่ง : เยจิเด คิลานโค
ผู้แปล : อุษา ฤทธาภิรมย์
ราคา 350  บาท 


add to cart



“นี่เธอทำอะไรกับตัวเอง พี่ยืนดูเธอทำตัวเป็นส้วมให้พวกเด็กผู้ชาย
ในมหา’ลัย ไม่ได้หรอกนะ ลองถามตัวเองดูว่า การกระโดดจากเตียงเหม็นๆ ของผู้ชายคนหนึ่งไปอีกคนหนึ่ง มันจะช่วยอะไรเธอได้”

โมราโย สาวน้อยเฉลียวฉลาด เติบโตมาในครอบครัวหัวโบราณในไนจีเรีย-แอฟริกา เธอมีน้องสาวตัวเล็กๆ ที่รักและเทิดทูนพี่สาว ชีวิตของเธอดำเนินไปเป็นปกติ จนกระทั่งวันที่ญาติผู้พี่ย้ายเข้ามาอยู่กับครอบครัวของเธอทีแรกเธอกับน้องสาวต่างดีใจ ด้วยพวกเธอไม่เคยมีพี่ชาย แต่ไม่นานนักโลกของโมราโยต้องเปลี่ยนไป  ความเงียบงันหมางเมินเกิดขึ้นในครอบครัว แม่มองเธอด้วยสายตาแปลกๆ พ่อคอยแต่หนีหน้า มีเพียงโมเรนิก้า ญาติสาวผู้พี่ฉุดเธอให้ยืนหยัด ไม่ตกลงไปบนเส้นทางสีดำ ที่ผู้หญิงหลายรุ่นต้องประสบพบเจอ

“ทางสีดำ” เรื่องราวของการเติบโตไปสู่ความเป็นหญิงสาว ในแง่มุม
ที่ละเอียดอ่อน ซับซ้อน ซ่อนเร้น เรื่องราวที่ยากจะเอ่ยปาก ถูกถ่ายทอดอย่างงดงาม กล้าหาญไม่บิดเบือน

 

เรื่องย่อ



“นี่เธอทำอะไรกับตัวเอง พี่ยืนดูเธอทำตัวเป็นส้วมให้พวกเด็กผู้ชาย
ในมหา’ลัย ไม่ได้หรอกนะ ลองถามตัวเองดูว่า การกระโดดจากเตียงเหม็นๆ ของผู้ชายคนหนึ่งไปอีกคนหนึ่ง มันจะช่วยอะไรเธอได้”

โมราโย สาวน้อยเฉลียวฉลาด เติบโตมาในครอบครัวหัวโบราณในไนจีเรีย-แอฟริกา เธอมีน้องสาวตัวเล็กๆ ที่รักและเทิดทูนพี่สาว ชีวิตของเธอดำเนินไปเป็นปกติ จนกระทั่งวันที่ญาติผู้พี่ย้ายเข้ามาอยู่กับครอบครัวของเธอทีแรกเธอกับน้องสาวต่างดีใจ ด้วยพวกเธอไม่เคยมีพี่ชาย แต่ไม่นานนักโลกของโมราโยต้องเปลี่ยนไป  ความเงียบงันหมางเมินเกิดขึ้นในครอบครัว แม่มองเธอด้วยสายตาแปลกๆ พ่อคอยแต่หนีหน้า มีเพียงโมเรนิก้า ญาติสาวผู้พี่ฉุดเธอให้ยืนหยัด ไม่ตกลงไปบนเส้นทางสีดำ ที่ผู้หญิงหลายรุ่นต้องประสบพบเจอ

“ทางสีดำ” เรื่องราวของการเติบโตไปสู่ความเป็นหญิงสาว ในแง่มุม
ที่ละเอียดอ่อน ซับซ้อน ซ่อนเร้น เรื่องราวที่ยากจะเอ่ยปาก ถูกถ่ายทอดอย่างงดงาม กล้าหาญไม่บิดเบือน

ทดลองอ่าน



  ความทรงจำแรกสุดของฉันคืออิไนโย ตอนนั้นฉันอายุห้าขวบ กระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจเมื่อแม่อธิบายให้ฟังว่าก้อนนูนๆ ในท้องแม่หมายความว่าฉันกำลังจะได้น้องสาวหรือน้องชายคนใหม่ไว้เล่นด้วย “แม่ขา หนูขอเป็นน้องสาวได้ไหมคะ?”
ปลายหางตาสีน้ำตาลของแม่หยีเมื่อเธอยิ้ม
  “นั่นเป็นการตัดสินพระทัยของพระเจ้าจ้ะ” แม่ตอบแล้วถักผ้าสำหรับห่อตัวทารกผืนใหญ่ต่อ ฉันเฝ้าดูใกล้ๆ ขณะที่เข็มถักไหมพรมสีเงินของเธอจิ้มลงบนเส้นไหมพรมสีเหลืองเข้าๆ ออกๆ อย่างชำนาญ ฉันสวดภาวนาอ้อนวอนพระเจ้าแล้ววิ่งจี๋ไป
  บ่ายวันหนึ่งคนขับรถบริษัทของพ่อที่ชื่อคุณเบลโลก็มารับฉันที่โรงเรียน ฉันมองผ่านหน้าต่างห้องเรียนเห็นร่างผอมเก้งก้างของเขากระโดดขึ้นบันไดเตี้ยๆ ของโรงเรียน “คุณนายเพิ่งคลอดครับ” เขาบอกคุณครูเอ็บ “เธออยากให้พาโมราโยไปครับ”
  หลังจากบอกให้ฉันเก็บข้าวของใส่กระเป๋า คุณครูเอ็บก็อนุญาตให้ฉันกลับบ้านได้ “ฝากสวัสดีแม่ของเธอด้วยนะ”
  “ค่ะคุณครู”
  ฉันขึ้นไปนั่งบนเบาะหลังรถเปอร์โยต์ 505 สีแดง เอาเท้าเตะด้านหลังเบาะนั่ง จนกระทั่งคุณเบลโลหันมา “โมราโย พอได้แล้วนะ” เขาบอกน้ำเสียงเข้มงวด
  “มันช้าจังน่ะค่ะ” ฉันมองคุณเบลโลอย่างขอโทษ
  สีหน้าของเขาคลายลง “ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวเราก็ถึงแล้วล่ะ”
ฉันนั่งยุกๆ ยิกๆ ไม่เป็นสุขอยู่ในรถ กระแสลมร้อนผ่าวพัดมาแตะต้องใบหน้าทางหน้าต่างรถที่เปิดกว้าง รถราหน้าตลาดโบดิยาติดขัดคับคั่ง พวกวัวเดินแกว่งหางข้ามถนน มีแม่วัวตัวหนึ่งค่อยๆ ทรุดตัวลงนอนกลางถนนช้าๆ จนรถพากันบีบแตรดังลั่น คนเลี้ยงวัวต้องใช้ไม้เท้ายาวๆ กระทุ้ง มันจึงยอมลุกขึ้นยืนช้าๆ แล้วเดินทอดน่องไปเล็มหญ้าข้างถนน
  พ่อพูดเสมอว่าวัวคือราชาที่แท้จริงของท้องถนน เพราะรถทุกคันไม่มีทางเอาชนะพวกมันได้แน่
  พอคุณเบลโลเลี้ยวรถเข้าไปยังกลุ่มอาคารโรงพยาบาลประจำมหาวิทยาลัยอันใหญ่โตโอ่อ่า ฉันเห็นยายยืนอยู่ไกลๆ ยายเอจิวันมีอยู่ที่โอโย เพิ่งเดินทางมาช่วยแม่ตอนใกล้คลอดเมื่อสัปดาห์ก่อน ยายยืนรอฉันอยู่ที่ประตูหน้า ยายสวมอิโรกับบูบา1 ตัดเย็บด้วยผ้าอไดร์สีน้ำเงินเข้ม ใบหน้ากลมดำสนิทของยายยิ้มกว้างเมื่อเห็นหน้าฉัน ฉันรีบวิ่งเข้าหาอ้อมกอดยายฉันจับมือยายแน่น เดินไปหาแม่กับน้องสาวคนใหม่ของฉัน ท้องไส้ของฉันปั่นป่วนเมื่อได้กลิ่นน้ำยาฉุนกึก กลิ่นเหม็นรุนแรงอวลอยู่ในรูจมูก ฉันจ้องมองพยาบาลสวมเครื่องแบบสั้นกับหมวกสีขาวที่เดินผ่านไปมาเสียงผู้หญิงกรีดร้องโหยหวนจนฉันต้องชะงักฝีเท้าเงยหน้ามองยาย ยายบีบมือฉันและบอกเบาๆ ด้วยรอยยิ้มว่า “ไม่ต้องห่วงหรอกหลาน แค่เสียงผู้หญิงกำลังคลอดลูกน่ะ เดี๋ยวความเจ็บปวดก็จะหายไป ความสุขจะเข้ามาแทนที่”
ฉันพยักหน้า แต่ก็รู้สึกโล่งอกเมื่อเราเดินห่างไปจากเสียงกรีดร้องนั้น
  ยายชี้ให้ฉันดูน้องสาวคนใหม่ผ่านกระจกห้องเลี้ยงเด็ก ฉันหันไปมองยายด้วยความงุนงง นี่ใช่น้องสาวของฉันได้อย่างไร ฉันหันกลับไปมองทารกอีกครั้ง แกดูไม่เหมือนฉันเลย แกดูเหมือนตุ๊กตาผมบลอนด์ ตาสีฟ้าที่พ่อซื้อมาให้ฉันจากห้างเลเวนติส เมื่อคราวพ่อไปเลกอส3 ครั้งที่แล้วมากกว่า ทารกของเราเป็น—คนขาวหรือ?
  ยายดึงแขนฉัน “โมราโย อยากอุ้มน้องไหมล่ะ”
  “อุ้มน้องหรือคะ?”
  ยายพยักหน้า “ใช่จ้ะ หลานควรต้อนรับน้องมาสู่โลกนี้นะ”
  ฉันเดินลากขาตามหลังยายเข้าไปในห้องเลี้ยงเด็ก
  พยาบาลเลิกคิ้วเมื่อเห็นเรา “ยาย เราไม่อนุญาตให้เด็กเข้ามาในนี้นะ” น้ำเสียงแหลมเล็กของเธอปนความรำคาญ
  “แม่หนูน้อยคนนี้แค่อยากเจอน้องสาวน่ะจ้ะ” ยายขอร้อง
  ฉันขยุ้มกระโปรงยายแน่น ใจหวังว่าพยาบาลจะปฏิเสธ แต่เธอกลับเม้มริมฝีปากพลางตอบว่า “อยู่นานนักไม่ได้นะ”
  “ขอพระเจ้าอวยพรคุณด้วย ใจดีเหลือเกิน”
  ยายอุ้มอิไนโยขึ้นมาจากเปลไม้เล็กๆ แล้ววางลงในอ้อมกอดฉัน พอเธอลืมตาขึ้นมาดู ฉันต้องยืนตัวแข็งทื่อ ดวงตาของแกเป็นสีชมพูไม่เหมือนตาสีน้ำตาลเข้มของฉันและทุกคนที่ฉันรู้จัก อิไนโยดูไม่เหมือนใครในครอบครัวเราเลย
  วันนั้นเป็นวันที่คำว่า อะฟิน4 บุกเข้ามาในโลกของฉัน
  ข่าวการเกิดของอิไนโยกับการที่แกเป็นคนเผือกแพร่ไปยังครอบครัวของเราอย่างรวดเร็วเมื่อแม่กลับมาจากโรงพยาบาล
ตามประเพณีของชาวโยรูบา พิธีตั้งชื่อของอิไนโยจะจัดขึ้นหลังจากเกิดมาแล้วแปดวัน หลังพิธีตั้งชื่อฉันแอบได้ยินเพื่อนบ้านพูดว่า “เธอว่าเด็ก อะฟิน คนนี้มาจากไหนน่ะ?”
  “ฉันจะไปรู้ได้ไงล่ะ” อีกคนตอบพลางไอจนคางสามชั้นสั่นกระเพื่อม “แต่นี่ไม่ใช่เรื่องดีแน่ๆ น้องสาวเพื่อนฉันก็คลอดลูกเป็นเด็ก อะฟิน แบบนี้เมื่อปีกลาย สามเดือนหลังจากนั้นพ่อเด็กก็ตกงาน เดือนถัดไปน้องสาวเพื่อนฉันก็ตกจากที่สูงลงมาแขนหัก เด็กบางคนนำความร่ำรวยมาให้ แต่เด็ก อะฟิน พวกนี้น่ะเหรอ” หญิงนั้นส่งเสียงขู่ฟ่อแล้วดีดนิ้วเหมือนจะไล่ความโชคร้าย “มีแต่นำโชคร้ายมาให้เราเท่านั้น”
สองสามวันหลังจากนั้น ย่าทวดใหญ่ของพ่อฉัน อิยา เอกบา เดินทางมาที่บ้านเราเพื่อดูอิไนโย แกเป็นผู้อาวุโสที่สุดในครอบครัวของพ่อ
ฉันยืนแอบอยู่ตรงโถงหน้าห้องนั่งเล่น มองแม่ที่มีใบหน้าเศร้าซึมขณะค่อยๆ วางอิไนโยลงในอ้อมกอดของย่าทวด ย่าทวดตัวงองุ้มด้วยวัยชราอุ้มอิไนโยไว้ แกจ้องหน้าน้องสาวฉันเขม็งด้วยดวงตาฝ้าฟาง ทุกคนนิ่งขึงเหมือนกลั้นหายใจ
  ย่าทวดใหญ่ส่ายหน้าช้าๆ ถอนหายใจลึก “เป็นจริงสินะ” แกพึมพำ
  “พากา!”
  “ช่วงที่ท้อง เธอเดินออกไปกลางแจ้งตอนพระอาทิตย์ลอยสูงเหนือหัวรึเปล่าหา?” แกหันไปถามแม่
  ฉันถูหลังกับกำแพงเพราะรู้สึกคันจากเหงื่อที่ไหลซึมอยู่ที่แผ่นหลัง พลางขยับไปใกล้ๆ ห้องเพื่อจะได้ยินคำตอบชัดๆ
แม่ตวัดสายตาเหลือบมองพ่อแล้วหันไปย่าทวดใหญ่ พึมพำตอบอะไรสักอย่าง
  “ว่าไงนะ?” ย่าทวดใหญ่ตวาด
  “เดินค่ะ แม่ใหญ่” แม่ตอบเบาๆ
  ย่าทวดใหญ่ อ้าปากค้าง “นั่นไง! บิโซเย!” แกหันไปหาพ่อ “โอโวลาบี ได้ยินไหมว่าเมียของแกตอบว่าไง”
พ่อพยักหน้าหน้าเงียบๆ ไม่โต้ตอบ ส่วนแม่คุกเข่าลงบนพรมสีน้ำตาลบางๆ ตรงหน้าย่าทวดใหญ่ มือประสานไว้ข้างหลังแล้วก้มหน้าลง เมื่อแม่เงยหน้าขึ้นมา ฉันเห็นน้ำตาแม่ไหลอาบแก้ม
  ย่าทวดใหญ่ส่งเสียงดัง สั่นขาทั้งสองข้าง “บิโซเย! บิโซเย!”
  อิไนโยที่นอนหมิ่นเหม่อยู่ในอ้อมแขนของย่าทวดใหญ่ร้องจ้า
  ยายเอจิวันมีลุกขึ้นงกๆ เงิ่นๆ ยื่นแขนออกไปรับอิไนโยมาจากย่าทวดใหญ่ แต่แกทำเป็นไม่สนใจ แกยังตำหนิแม่ต่อไปราวกับแม่เป็นเด็กเล็กๆ รอยเหี่ยวย่นบนหน้าผากแกเป็นเส้นลึก น้ำเสียงสั่นเครือแหบแห้ง “บิโซเย ข้าเตือนแกแล้วไม่ใช่รึว่าวิญญาณชั่วร้ายพวกนั้นจะออกมาเดินตอนกลางวัน คอยหาร่างมนุษย์ไปสิงสู่น่ะหา? แล้วดูสิว่าแกทำอะไรลงไป!” แกหยุดพักหายใจ “เพราะแกไม่เชื่อฟังถึงทำให้เด็กที่น่าสงสารคนนี้กับครอบครัวของเราต้องเจอเคราะห์กรรมโชคร้ายแบบนี้ล่ะ” ร่างงองุ้มของแกโอนเอน ทารกในวงแขนพลอยโยกเยกง่อนแง่นตามจนฉันต้องกลั้นหายใจ ขออย่าให้แกทำน้องสาวฉันหล่นลง “นี่เราคิดผิดที่เอามันเทศไปสู่ขอแกมาจากพ่อแกใช่ไหม เราคิดผิดใช่ไหมหา?”
  เสียงถอนหายใจลึกๆ ของยายดังก้องไปทั่วห้อง ยายค่อยๆ แอบรับอิไนโยมาจากย่าทวดใหญ่ ยายกอดแกแนบหน้าอกแห้งๆ ของยาย ตาจ้องมองใบหน้าลูกสาวที่น้ำตาไหลอาบแก้มเงียบงัน แสงไฟจากหลอดฟลูออเรสเซนต์สลัวๆ ในโถงทางเดินที่ฉันยืนอยู่กลับกลายเป็นแสงจ้าน่ากลัว หน้ากากไม้ที่แขวนข้างฝาดูเหมือนมีชีวิต ดวงตาที่จับจ้องมองมาเจิดจ้าเหมือนเปลวเพลิง ฉันรู้สึกตัวสั่นขนลุกเกรียว
น้องสาวคนใหม่คนนี้ อะฟิน เป็นทารกวิญญาณผีร้ายจริงๆ!
  ค่ำวันนั้นย่าทวดใหญ่ แสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรงด้วยการไม่ยอมกินอาหารเย็นของโปรดของแกที่แม่เตรียมไว้ให้ ซุป อะมาลา กับ เบกิรี ที่ใส่เนื้อสัตว์ต่างๆ ปลาแห้งและหางวัว แม่เตือนย่าทวดใหญ่ว่าอาหารจะเย็นหมดแล้ว แต่แกทำเสียงไม่พอใจแล้วเบือนหน้าหนี “โอโวลาบี ไปหยิบกระเป๋าของย่ามา ย่าจะไปนอนที่บ้าน กะบาเดโบ เมียของแกไม่เคารพคำพูดของย่า”
แม่ผงะด้วยความเจ็บปวด ยายเดินงุ่นง่าน ส่วนพ่อที่เงียบกริบมาตลอดตอนนี้ลงไปนอนแผ่ที่พื้นตรงหน้าย่าทวดใหญ่ “อย่าไปเลย เราเสียใจมากจริงๆ ครับ”
  คำอ้อนวอนไม่เป็นผล คืนนั้นพ่อต้องยอมแพ้ พาแกไปส่งที่บ้านลูกพี่ลูกน้องของพ่อคนหนึ่ง ฉันได้ยินเสียงแม่ร้องไห้เบาๆ อยู่ในห้องนอนเมื่อทั้งสองคนออกไปแล้ว ฉันพยายามจะเปิดประตูเข้าไปหาแม่แต่ยายเดินมาห้าม “ออกไปก่อน!”
ยายโบกมือไล่ฉันดุๆ
  ฉันนั่งอยู่ในห้องนั่งเล่น ใจเต้นโครมคราม ก่อนเด็กคนนี้จะมาอยู่บ้านเรา เราเคยมีแต่ความสุขและเสียงหัวเราะ แต่ตอนนี้มีแต่น้ำตา เสียงตะโกนดุ และความเศร้าสร้อย ทั้งหมดเป็นความผิดของอิไนโยคนเดียว

  สองสามสัปดาห์แรก ฉันไม่ยอมเข้าใกล้อิไนโยเลย เวลาแม่บอกให้ฉันช่วยถือขวดนม ฉันจะบ่นปวดท้องแล้วรีบวิ่งจี๋ไปเข้าห้องน้ำ เวลาแม่อุ้มอิไนโยพาเดินกล่อมตอนเธอร้องโยเย ฉันจะวิ่งไปหาน้าอะดันนีในห้องครัว เธอเป็นญาติของแม่ที่มาอยู่กับเราหลังจากยายกลับบ้านไปแล้ว และทุกครั้งที่แม่พาอิไนโยเข้ามาในครัวเพื่อดูว่าน้าอะดันนีทำอะไรเป็นอาหารเย็น ฉันจะรีบวิ่งหนีลงบันไดไปสวนหลังบ้านทันที
แต่ไม่ว่าฉันจะวิ่งเร็วเพียงใด ดวงตาสีชมพูประหลาดนั้นจะตามติดฉันไปทุกที่ และเมื่อไหร่ที่น้าอะดันนีแบกอิไนโยไว้บนหลังขณะทำงานบ้าน ฉันก็ไม่อาจหลบสายตาของน้องสาวได้เลย
  มาวันหนึ่ง แม่คว้าแขนฉันไว้ตอนที่ฉันจะวิ่งหนีไป “โมราโย ลูกวิ่งหนีอะไร?”
  “หนูกลัวอิไนโยค่ะ” ฉันตอบเบาๆ พลางยืนสลับขาไปมา
  แม่ทำหน้าประหลาดใจ “ทำไมล่ะ?”
  ฉันเล่าเรื่องที่ได้ยินย่าทวดใหญ่พูดเมื่อคราวก่อน
  สีหน้าของแม่เปลี่ยนเป็นโกรธ ปกติฉันต้องถูกลงโทษที่แอบฟังผู้ใหญ่คุยกัน แต่วันนั้นแม่ได้แต่ถอนหายใจ “มานี่สิจ๊ะ” แม่พาฉันมานั่งในห้องนอนพลางโอบกอดฉันไว้ “โมราโยลูกรัก” แม่เอ่ยอย่างนุ่มนวล “น้องสาวของลูกไม่ใช่ลูกวิญญาณร้ายหรอกนะแกเป็น อะฟิน เพราะอะไรบางอย่างที่พวกหมอเรียกกันว่ายีนส์ด้อย5 เข้าใจไหมจ๊ะ?” แม่อธิบายสิ่งที่หมอบอก แต่ฉันไม่ค่อยเข้าใจนัก แต่ฉันรู้สึกดีใจที่สุดที่ไม่ต้องนอนลืมตาข้างหนึ่งอีกต่อไปแล้ว
  ฉันเงยหน้ามองแม่ แม่ลูบศีรษะฉัน แต่ยังมีอีกอย่างที่ฉันต้องรู้
  “เราต้องเอาอิไนโยซ่อนไว้ในบ้านหรือเปล่าคะ?”
  หน้าผากแม่ย่น “ซ่อนอิไนโยไว้หรือจ๊ะ?”
  ฉันตอบเบาๆ “เหมือนโบลูเดน่ะค่ะ”
  โบลูเดเป็นคนหูหนวกและปัญญาอ่อนละแวกบ้านเราที่แทบไม่เคยออกมานอกบ้านเลย ตอนเช้าๆ เขามักยืนอยู่ที่หน้าต่างห้องนั่งเล่น เฝ้าดูน้องสาวของเขากับฉันเดินไปโรงเรียนด้วยกัน ครั้งหนึ่งเขาโบกมือให้ฉันด้วย น้องสาวของเขาทำตาโต เหลียวซ้ายแลขวาแล้วกระตุกมือ  ฉันที่โบกตอบ “หยุดนะ” เธอกระซิบเสียงเข้ม “คนกำลังมองอยู่”
  “ไม่เหมือนกันจ้ะ” แม่ตอบพลางส่ายหน้าแรงๆ “พวกเราไม่มีอะไรต้องอับอาย”
แต่ฉันยังไม่พอใจ “แม่หมายความว่าพ่อแม่ของโบลูเดทำความผิดอะไรมาหรือคะ พวกเขาทำอะไร?”
  “ลูกถามมากเกินไปแล้วนะ” แม่ดุพลางดึงฉันเข้าไป “จำไว้ว่าลูกเป็นพี่สาวนะ นั่นหมายความว่าลูกจะต้องคอยดูแลอิไนโยตลอดไป ได้ยินที่แม่พูดไหมจ๊ะ”
  “ค่ะแม่”
  แม่ยิ้มให้ฉันอย่างพอใจ “มาเถอะ ไปดูกันว่าน้าอะดันนีอยากให้เราช่วยเตรียมอาหารเย็นหรือเปล่า”
  วันเดือนผ่านไป ฉันไม่สังเกตเห็นดวงตาสีชมพูของน้องสาวอีกต่อไปแล้ว อย่างเดียวที่ฉันเห็นคืออิไนโย เด็กหญิงตัวเล็กๆ น่ารำคาญที่คอยเรียกชื่อฉัน และตามฉันไปทุกแห่ง และเมื่อวันเวลาผ่านไปเรื่อยๆ ใบหน้าของอิไนโยซึ่งเคยดูแปลกประหลาดเหลือเกิน—ทั้งผมสีเหลือง ตาสีชมพูและผิวสีขาวเหมือนน้ำนม กลับกลายเป็นความเคยคุ้นและสบายตาเช่นเดียวกับดวงอาทิตย์ที่ลอยอยู่บนท้องฟ้านั่น