Click to Sanskrit Homepage
   สินค้าในตะกร้า (จำนวน 0 เล่ม) check out
search
my lines

 

my bookmark

ข้อมูลหนังสือ

หัวใจของเจมส์

My Sister Lives on the Mantelpiece

ผู้แต่ง : แอนนาเบล พิตเชอร์
ผู้แปล : ปิติปอมม์
ราคา 330 230  บาท


add to cart


   เหตุการณ์ก่อการร้ายครั้งสำคัญของประวัติศาสตร์อังกฤษในวันที่ 9 กันยายน ที่กรุงลอนดอนได้สร้างความสะเทือนใจและรอยร้าวลึกขึ้นในจิตใจของใครหลายคน ผู้ไม่อาจเลี่ยงจากผลกระทบก็คือครอบครัวผู้สูญเสีย และครอบครัวของเจมี่เด็กชายวัยห้าขวบก็เป็นหนึ่งในนั้น โดยหนังสือเล่มนี้จะเล่าถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นห้าปีหลังจากนี้
   การใช้เจมี่เป็นตัวเดินเรื่องสร้างความลงตัวแก่นิยายเรื่องนี้อย่างน่าประหลาด การมองปัญหาโลกแตกของผู้ใหญ่ผ่านมุมมองความช่างสังเกตสังกาและสงสัยใคร่รู้ของตัวละครเด็กอายุสิบขวบนั้นช่วยให้ประเด็นหนักๆ เช่นการก่อการร้าย ความตายของคนในครอบครัว มายาคติของสังคม ฯลฯ มีรสชาติกลมกล่อมกำลังดี ไม่ฟูมฟายจนเกินไป และยังมีอารมณ์ขันอันไร้เดียงสาแฝงอยู่ตลอดทั้งเรื่อง นอกจากนั้นผู้เขียนยังสอดแทรกการจิกกัดเสียดสีสังคมอังกฤษของเธอเองได้อย่างแยบยลและน่าขบคิดอีกด้วย

 

เรื่องย่อ



พ่อขัดโกศจนมันวับ วางพี่สาวผมลงบนเตาผิงฝุ่นเขรอะและกระซิบบอกอย่างนุ่มนวล ยินดีต้อนรับสู่บ้านใหม่นะลูกรัก

ผมเหลือบเห็นเค้กวันเกิดวางอยู่ข้างๆโกศ ผมฉุนจัดเดินไปหาโรสที่อยู่ในโกศและกระซิบบอกเธอว่านี่เป็นวันเกิดของผม ไม่ใช่ของพี่ แล้วผมก็ยัดเค้กชิ้นนั้นใส่ปาก


    เจมส์ เด็กชายวัย10ขวบย้ายจากลอนดอนไปอยู่เมืองเล็กๆ กับพ่อและพี่สาวคนรองเพื่อเริ่มชีวิตใหม่ที่ปราศจากแม่ 5ปีที่แล้วโรสพี่สาวคนโตตายเพราะเหตุก่อการร้ายในลอนดอนส่งผลให้ครอบครัวของเขาแตกแยก พ่อและแม่ต่างโทษกันเอง
    โรสตาย ทุกคนในครอบครัวร้องไห้เศร้าโศกยกเว้นเจมส์ สำหรับเขา โรสเป็นเพียงความทรงจำที่ลางเลือน
    เมื่อมาเข้าโรงเรียนใหม่ เจมส์ถูกเพื่อนๆ กลั่นแกล้ง มีเพียงเด็กหญิงมุสลิมคนเดียวที่เป็นเพื่อนและช่วยปกป้องเขา แต่เจมส์กลับต้องปิดไม่ให้พ่อ
รู้ว่าเขามีเพื่อนรักเป็นมุสลิม
    การเริ่มต้นชีวิตใหม่อย่างที่พ่อบอกไม่เป็นไปตามฝัน เจมส์ต้องหาทางทำอะไรบางอย่างเพื่อให้แม่กลับมา จนกระทั่งเขาเจอโฆษณาประกวดความสามารถพิเศษทางทีวี เจมส์รู้ทันทีว่าถ้าเขาชนะการประกวด มันจะเป็นหนทางที่จะนำพ่อแม่กลับมาคืนดีกันได้

ทดลองอ่าน


พ่อขัดถูจนโกศทองนั่นวาววาม
แล้ววางพี่สาวของผมลงบนหลังเตาผิงสีครีม’


  โรส พี่สาวของผมอยู่บนหลังเตาผิง แต่จะว่าไปแล้วก็ไม่ใช่ทั้งหมดเสียทีเดียว เพราะนิ้วมือสามนิ้ว ข้อศอกขวา และกระดูกสะบ้าของเธอถูกฝังอยู่ในสุสานที่ลอนดอน แม่กับพ่อเถียงกันรุนแรงเลยล่ะตอนตำรวจหาชิ้นส่วนของเธอพบสิบชิ้น แม่อยากได้หลุมศพที่จะไปเยี่ยมพี่ได้ ส่วนพ่ออยากให้เผาแล้วนำอัฐิของพี่ไปโปรยทะเล แต่เรื่องพวกนั้นแจ๊สมินเป็นคนบอกผม เธอจำอะไรได้เยอะกว่าผม เพราะตอนเกิดเหตุผมแค่ห้าขวบ ส่วนแจ๊สมินสิบขวบแล้ว เธอกับโรสเป็นฝาแฝดกัน แม้แต่ตอนนี้พ่อกับแม่ก็ยังถือว่าแจ๊สมินกับโรสยังเป็นคู่แฝดกันเหมือนเดิม หลังงานศพโรส พวกเขายังจับแจ๊สแต่งตัวเหมือนเดิมอีกหลายปี ชุดลายดอกไม้ สเวตเตอร์ถัก รองเท้าส้นเตี้ยคาดหัวเข็มขัดที่โรสเคยชอบ ผมคิดว่าเรื่องครั้งนั้นคงเป็นเหตุให้แม่หนีไปกับผู้ชายที่มาจากหน่วยงานฟื้นฟูจิตใจเมื่อเจ็ดสิบเอ็ดวันก่อน ตอนนั้นเป็นวันเกิดครบรอบสิบห้าปีของแจ๊ส เธอหั่นผมซะสั้นจู๋แล้วย้อมมันเป็นสีชมพู แถมยังเจาะจมูกอีกด้วย ตอนนั้นแจ๊สไม่เหมือนโรสอีกต่อไปแล้ว ทำเอาพ่อกับแม่รับไม่ได้
  พ่อกับแม่ได้ชิ้นส่วนของโรสไปกันคนละห้าชิ้น แม่นำส่วนของตัวเองใส่ไว้ในโลงสีขาวสวย ด้านบนมีแผ่นหินแกะสลักว่า นางฟ้าของฉัน ส่วนพ่อเอากระดูกไหปลาร้า ซี่โครงสองซี่ และอีกเสี้ยวหนึ่งของกะโหลกกับนิ้วเท้าเล็กๆ หนึ่งนิ้วไปเผาแล้วบรรจุอัฐิในโกศทองคำ นั่นหมายความว่าพวกเขาได้ทำตามต้องการแล้ว แต่น่าประหลาดใจที่มันกลับไม่ได้ช่วยทำให้พ่อหรือแม่มีความสุขขึ้นเลย
แม่บอกว่าสุสานนั่นหดหู่เกินกว่าจะไปเยี่ยมแจ๊ส ส่วนพ่อมักจะพยายามนำอัฐิไปโปรยเมื่อถึงวันครบรอบของทุกปี แต่ก็ต้องเปลี่ยนใจในนาทีสุดท้ายทุกครั้งไป
   ดูเหมือนมันต้องมีอะไรเกิดขึ้นทุกครั้งที่โรสจะถูกโปรยลงไปในทะเล มีอยู่ปีหนึ่งที่เมืองเดวอน ปลาสีเงินฝูงเบ้อเร่อว่ายวนเวียนไปมาราวกับอยากจะกินพี่สาวของผมเต็มแก่ มาอีกปีในคอร์นวอลล์ นกนางนวลอึปรี๊ดลงมาโดนโกศในจังหวะ
ที่พ่อกำลังจะเปิดมันพอดี จนผมต้องหัวเราะออกมา แต่แจ๊สดูจะเศร้าสร้อย
ผมเลยหยุด
    เราย้ายออกจากลอนดอนเพื่อไปให้ไกลจากเรื่องเหล่านี้ พ่อรู้จักคนๆ หนึ่งที่รู้จักใครอีกคนที่โทรมาบอกว่ามีงานก่อสร้างในเลคดิสทริคให้ทำ พ่อไม่ได้ทำงานในลอนดอนมานานโขแล้วเพราะเศรษฐกิจถดถอย มันแปลว่าเงินในประเทศหมดเกลี้ยง ทำให้ไม่มีใครคิดจะสร้างอะไรขึ้นใหม่เลย ดังนั้นพอพ่อได้งานในแอมเบิลไซด์ เราก็ขายแฟลตแล้วไปเช่าบ้านเดี่ยวหลังเล็กๆ โดยทิ้งให้แม่อยู่ลอนดอนต่อไป ผมพนันกับแจ๊สห้าปอนด์ถ้วนว่าแม่จะมาโบกมืออำลาพวกเรา แต่ปรากฏว่าผมแพ้พนัน และแจ๊สก็ไม่ได้บังคับผมให้จ่ายแต่อย่างใด ตอนอยู่บนรถแจ๊สชวนว่า “มาเล่นไอสปาย1 กันเถอะ” แต่เธอกลับนึกถึงอะไรที่ขึ้นต้นด้วยตัว “ร” ไม่ออก ทั้งที่เจ้าโรเจอร์ก็นั่งอยู่บนตักผมและส่งเสียงครางหง่าวๆ เหมือนจะบอกใบ้ก็ตาม
  ที่นี่แปลกหูแปลกตามาก มีภูเขาขนาดมหึมาหลายลูกและสูงพอที่ยอดของมันจะทิ่มก้นพระเจ้าได้ทีเดียว มีต้นไม้นับพันต้น แถมยังเงียบสงบอีกด้วย “ไม่มีคนเลย” ผมพูดขึ้นมาหลังจากนั่งรถผ่านถนนคดเคี้ยวมาจนถึงบ้านหลังใหม่และมองออกไปเพื่อหาคนเล่นด้วย “ไม่มีมุสลิมต่างหาก” พ่อแก้ให้พลางยิ้มแป้นเป็นหนแรกของวัน ผมกับแจ๊สไม่ได้ยิ้มตอบเพราะเรากำลังลงจากรถกัน
บ้านที่นี่กับแฟลตในฟินส์บิวรีปาร์คต่างกันคนละขั้วเลย บ้านที่นี่สีขาว หลังใหญ่กว่าและใหม่กว่า ในขณะที่แฟลตสีน้ำตาล เล็กกว่าและเก่ากว่า วิชาโปรดของผมที่โรงเรียนคือศิลปะ ถ้าให้วาดคนเพื่อเปรียบเทียบอาคารสองหลังนี้ ผมจะวาดคุณย่าแก่จอมซ่ายิ้มเผล่โชว์ฟันหลอแทนบ้าน ส่วนแฟลตผมจะวาดเป็นนายทหารรูปหล่อท่าทางเคร่งขรึมที่ยืนเรียงแถวกับเพื่อนทหารที่เหมือนเขาเปี๊ยบ แม่จะต้องชอบมัน เพราะแม่เป็นครูสอนในวิทยาลัยศิลปะ ผมว่าแม่ต้องอวดภาพนี้กับนักเรียนทุกคนแน่ ถ้าผมส่งไปให้
  แม้แม่จะยังอยู่ในลอนดอน แต่ผมก็ชอบใจที่ได้ย้ายออกจากแฟลตเสียที ห้องนอนผมเล็กนิดเดียวแถมยังแลกห้องกับโรสก็ไม่ได้อีกด้วย เพราะเธอตายแล้ว และข้าวของเครื่องใช้ของเธอก็ห้ามใครเข้าไปยุ่มย่ามหรือแตะต้อง
  คำตอบที่ผมได้ยินทุกครั้งที่ผมขอย้ายห้องก็คือ “ห้ามยุ่มย่ามกับห้องของโรสนะเจมส์ หรือ อย่าเข้าไปนะเจมส์ ห้ามยุ่มย่ามนะเจมส์” ผมไม่เข้าใจว่าทำไมผมจะแตะต้องพวกตุ๊กตาเก่าๆ ผ้านวมสีชมพูเหม็นๆ กับตุ๊กตาหมีหัวล้านไม่ได้ มีวันหนึ่งหลังกลับจากโรงเรียน ผมลองกระโดดเหยียบเตียงของโรสดู แต่ถูกแจ๊สสั่งให้หยุด และเธอเองก็สัญญาว่าจะไม่บอกใคร
เรายืนมองบ้านหลังใหม่ด้วยกันหลังลงจากรถ ตอนนั้นพระอาทิตย์กำลังตกดินพอดี ภูเขาเป็นสีส้มเรื่อๆ ผมมองเห็นภาพเราสามคนที่สะท้อนบนกระจกบานหนึ่ง มีพ่อ แจ๊ส และผมที่อุ้มโรเจอร์ ความรู้สึกวูบหนึ่งบอกผมว่า นี่จะเป็นจุดเริ่มต้นใหม่ของชีวิต และจากนี้ไปทุกอย่างจะไปได้สวย
  พ่อคว้ากระเป๋าเดินทาง ล้วงกุญแจบ้านในกระเป๋ากางเกงแล้วเดินลัดสวนเข้าไป แจ๊สหันมายิ้มแฉ่งให้ผมพลางลูบขนเจ้าโรเจอร์แล้วเดินตามพ่อเข้าไป ผมวางเจ้าโรเจอร์ลงบนพื้น มันพุ่งตรงเข้าในไปพุ่มไม้และลงมือตะกุยกองใบไม้นั่น มีเพียงหางยื่นออกมา “มาสิ” แจ๊สหันมาเรียกผมจากเฉลียงหน้าบ้านพลางอ้าแขนรับผมที่วิ่งรี่เข้าไปหา แล้วเราก็เดินเข้าไปในบ้านพร้อมๆ กัน

  แจ๊สเป็นคนเห็นก่อน ผมรับรู้ได้จากกล้ามเนื้อแข็งทื่อที่แขนเธอ “นายอยากดื่มชาสักถ้วยไหม?” เธอเอ่ยถามด้วยเสียงแหลมผิดปกติ ดวงตาจ้องวัตถุในมือพ่อนิ่ง พ่อนั่งคุกเข่าอยู่บนพื้นห้องรับแขก เสื้อผ้าเหวี่ยงกระจายทั่วห้องราวกับจะรีบโละของทุกอย่างออกให้เกลี้ยงกระเป๋า
  “กาต้มน้ำอยู่ไหน?” เธอถามและพยายามทำท่าทางให้เป็นปกติ แต่พ่อไม่เงยหน้าขึ้นจากโกศ พ่อบ้วนน้ำลายใส่พลางใช้ปลายแขนเสื้อขัดถูจนโกศทองนั่นวาววาม จากนั้นก็วางพี่สาวของผมลงบนหลังเตาผิงสีครีมที่ฝุ่นจับเขรอะเหมือนเตาผิงในแฟลตที่ลอนดอน และกระซิบบอกมันอย่างนุ่มนวล “ยินดีต้อนรับสู่บ้านใหม่นะ ลูกรัก”
แจ๊สจับจองห้องใหญ่สุด มีเตาผิงโบราณอยู่ตรงมุมห้องและมีตู้เสื้อผ้าแบบฝังในผนัง เธอใช้แขวนพวกเสื้อผ้าสีดำตัวใหม่และแขวนกระดิ่งลมกับขื่อเพดาน กระดิ่งลมพวกนี้จะส่งเสียงกรุ๋งกริ๋งเมื่อเราเป่ามัน แต่ผมชอบห้องตัวเองมากกว่า เพราะเมื่อมองจากหน้าต่างลงไป จะเห็นสวนหลังบ้านที่มีบ่อน้ำกับต้นแอปเปิ้ลเก่าแก่ แถมหน้าต่างก็ยังกว้างมากอีกด้วยและแจ๊สก็วางเบาะรองนั่งทิ้งไว้ตรงนั้น ในคืนแรก เราสองคนนั่งดูดาวด้วยกันอยู่นาน ตอนอยู่ลอนดอนผมไม่เคยได้เห็นดาวเลย แสงไฟตามอาคารบ้านเรือนกับรถยนต์บนถนนทำให้ฟ้าสว่างเกินกว่าจะเห็นดาว แต่ที่นี่เราได้เห็นดาวชัดแจ๋วเลยล่ะ แจ๊สเล่าเรื่องกลุ่มดาวต่างๆ ให้ผมฟัง เธอหลงใหลโหราศาสตร์และอ่านคำทำนายดวงชะตาราศีในอินเทอร์เน็ตทุกเช้า มันบอกละเอียดยิบเลยว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นบ้างในวันนั้น
  “ถ้าอย่างนั้นมันก็ไม่มีอะไรให้แปลกใจเลยสิ?” ผมเคยถามเธอตอนเราอยู่ลอนดอน ตอนนั้นแจ๊สแกล้งป่วย เพราะเธออ่านคำทำนายที่เตือนว่าจะเกิดเหตุเภทภัย
ที่คาดไม่ถึง “ก็นั่นแหละที่พี่ต้องการ” เธอตอบ แล้วกลับขึ้นเตียงดึงผ้าห่มคลุมโปง

  แจ๊สเกิดราศีเมถุน สัญลักษณ์ประจำราศีของเธอคือคนคู่ มันน่าแปลกเพราะคู่แฝดของเธอไม่อยู่แล้ว ผมเกิดราศีสิงห์และสัญลักษณ์ประจำราศีคือสิงโต แจ๊สคุกเข่าลงบนเบาะและชี้ออกไปนอกหน้าต่าง เธอบอกว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่ผิดหวัง ให้ผมนึกถึงสิงโตสีเงินยวงบนท้องฟ้าเข้าไว้แล้วทุกอย่างจะดีขึ้น ผมอยากถามว่าเธอจะพูดเรื่องนี้ทำไม ในเมื่อพ่อสัญญาแล้วว่าจะ เริ่มต้นใหม่ แต่พอนึกถึงโกศบนหลังเตาผิง ผมก็กลัวเกินกว่าจะอยากรู้คำตอบ เช้าวันถัดมา ผมพบขวดวอดก้าเปล่าในถังขยะ ผมรู้ทันทีว่าชีวิตที่เลคดิสทริคจะไม่ต่างกับชีวิตในลอนดอนเลย
  นั่นเป็นเหตุการณ์เมื่อสองสัปดาห์ที่แล้ว หลังหยิบโกศออกมา พ่อก็หยิบอัลบั้มรูปเก่าๆ กับเสื้อผ้าออกมาจากกล่อง พวกคนงานรับผิดชอบกับการยกของชิ้นใหญ่ๆ เช่น เตียงกับโซฟา ส่วนที่เหลือเป็นฝีมือของผมกับแจ๊ส กล่องเดียวที่เราไม่แกะก็คือพวกกล่องใหญ่ๆ ที่เขียนข้างกล่องว่า ห้ามยุ่มย่าม เราเก็บมันไว้ในห้องใต้ดิน โดยห่อถุงพลาสติกหุ้มอีกชั้นเพื่อป้องกัน เผื่อน้ำท่วมหรือมีอะไรบางอย่างเกิดขึ้น ตอนปิดประตูห้องใต้ดิน แจ๊สน้ำตาคลอ เธอถามว่า “นายไม่รู้สึกอะไรบ้างเลยเหรอ?” ผมตอบว่า “ไม่” เธอถามต่อ “ทำไมล่ะ?” ผมตอบไปว่า
  “ก็โรสตายไปแล้วนี่” แจ๊สหน้าตาถมึงทึง ห้ามพูดแบบนั้นอีกนะเจมี่
  ผมไม่เห็นมันจะเป็นไรเลย ตาย ตาย ตาย ตาย ตาย ตาย แต่แม่จะเรียกว่า “จากเราไปแล้ว” ส่วนพ่อเลือกใช้คำว่า “ไปยังที่ที่ดีกว่า” ทั้งที่ตัวเองไม่เคยไปโบสถ์ ผมจึงไม่เข้าใจว่าทำไมพ่อพูดแบบนั้น นอกจากว่าที่ที่ดีกว่าของพ่อไม่ได้หมายถึงสวรรค์ แต่เป็นในโลงหรือโกศทองคำ
  เจ้าหน้าที่ที่เป็นที่ปรึกษาที่ลอนดอนบอกว่า ผมปฏิเสธความจริงและอาการตกใจยังส่งผลต่อผมอยู่ เธอบอกว่า “สักวันมันจะกระทบใจเธอและเมื่อนั้นเธอจะร้องไห้ออกมาเอง” แต่ดูเหมือนผมจะยังไม่เคยร้องไห้เลยนับตั้งแต่วันที่ 9 กันยายนของเมื่อเกือบห้าปีที่แล้วซึ่งเป็นวันเกิดเหตุ ปีที่แล้วพ่อกับแม่ส่งผมไปพบหญิงอ้วนที่เป็นที่ปรึกษาคนนั้นอีก เพราะคิดว่ามันแปลกที่ผมไม่เคยเสียน้ำตาให้โรสเลย ผมอยากจะถามเหมือนกันว่าพ่อกับแม่เคยร้องไห้ให้ใครที่เราจำเขาไม่ได้เลยด้วยหรือ แต่ผมเลือกที่จะไม่ถาม
  ดูเหมือนนั่นจะเป็นเรื่องที่ไม่มีใครเข้าใจ ผมจำโรสไม่ได้ แต่จะว่าไปแล้วก็ไม่เชิงเสียทีเดียว ผมนึกภาพเด็กหญิงสองคนเล่น กระโดดหลบคลื่น ตอนไปเที่ยวด้วยกันได้ แต่จำไม่ได้ว่าที่ไหน หรือโรสพูดอะไร หรือสนุกไหม และผมนึกออกว่าพี่สาวทั้งสองเคยเป็นเพื่อนเจ้าสาวในงานแต่งงานของเพื่อนบ้าน แต่นึกออกแค่ภาพช็อกโกแลตสมาร์ทตี้ที่แม่ยื่นให้ระหว่างทำพิธีทางศาสนา ผมชอบช็อกโกแลตเม็ดสีแดงที่สุดตั้งแต่ตอนโน้นแล้ว ผมกำไว้ในมือจนมือกลายเป็นสีชมพู แต่ผมจำไม่ได้ว่าโรสสวมเสื้อผ้าอะไร ผมจำเรื่องตอนเดินบนทางเดินในโบสถ์หรือเรื่องราวแบบนั้นไม่ได้เลย หลังงานศพเสร็จสิ้น ผมถามแจ๊สว่าโรสอยู่ไหน เธอชี้ไปที่โกศที่วางบนหลังเตาผิงเป็นคำตอบ “เด็กทั้งคนจะเข้าไปอยู่ในที่แคบๆ แบบนั้นได้ยังไง?” ผมถาม แล้วแจ๊สก็ร้องไห้ ก็เธอบอกผมแบบนั้น และผมจำอะไรไม่ได้มากนักหรอก
  มีวันหนึ่ง ผมต้องทำการบ้าน ผมต้องเขียนบรรยายถึงคนพิเศษของผม ผมใช้เวลาสิบห้านาทีเขียนบรรยายเรื่องเกี่ยวกับเวย์น รูนีย์ (นักฟุตบอลอังกฤษ) หนึ่งหน้ากระดาษเต็ม แม่สั่งให้ผมฉีกทิ้งแล้วบอกให้ผมเขียนเรื่องโรสแทน แต่ผมไม่รู้จะเขียนอะไร แม่จึงนั่งลงฝั่งตรงข้ามผม ใบหน้าของแม่แดงก่ำ มีน้ำตาคลอเบ้า แล้วบอกให้ผมเขียนตามคำบอกของแม่ แม่ยิ้มเศร้าๆ ตอนที่แม่เล่าว่า “ตอนนั้นลูกเพิ่งเกิด โรสชี้ไอ้จู๋ลูกแล้วถามแม่ว่ามันเป็นหนอนหรือ” ผมบอกแม่ว่า ผมไม่มีวันเขียนเรื่องนี้ลงในสมุดการบ้านเด็ดขาด รอยยิ้มแม่หายไป น้ำตาแม่ย้อยจากปลายจมูกมาที่คาง และผมรู้สึกผิด ในที่สุดผมก็ยอมเขียนตามแม่
  หลังจากนั้นไม่กี่วัน ครูหยิบเอาการบ้านของผมไปอ่านในห้องเรียน และผมได้คะแนนดาวทองสำหรับงานชิ้นนั้น และถูกเพื่อนๆ ทุกคนเรียกผมว่า ไอ้เจี๊ยวหนอน