Click to Sanskrit Homepage
   สินค้าในตะกร้า (จำนวน 0 เล่ม) check out
search
my lines

 

my bookmark

ข้อมูลหนังสือ

ดอนการินาแม่หม้ายดำแห่งนาโปลี

DON CARINA

ผู้แต่ง : รอน รัสเซลล์
ผู้แปล : ภูธนิน
ราคา 350  บาท 


add to cart


   ความงามและความร้ายกาจ คือสิ่งที่อยู่ในตัวหญิงสาวนางหนึ่ง..ดอน การินา
เธอต้องทำทุกอย่างเพื่อความอยู่รอดในวงการมาเฟียแห่งเมืองนาโปลี คำว่า
ทุกอย่างสำหรับเธอคือทุกอย่างจริงๆ ทุกอย่างแม้กระทั่งต้องลงมือฆ่าน้องชายในไส้!!
    เรื่องราวในอดีตของผู้หญิงคนหนึ่งที่เป็นดั่งอนุสรณ์น่าติดตามและ
เสียวสยองอย่างชนิดที่ต้องจดจำไปอีกนาน

 

เรื่องย่อ


ฉันเป็นเด็กสาวชาวใต้ อ่อนเยาว์ ไร้เดียงสา
แม่ขายฉันให้เป็นเมียมาเฟียเมืองนาโปลี
โลกของฉันเปลี่ยนไป

สงครามโลกครั้งที่สองระเบิด
นาโปลีถูกถล่มยับเยิน เกสตาโปเข้ายึดครอง
สามีฉันกลายเป็นบ้า โลกของมาเฟียสั่นคลอน
ทุกชีวิตตกอยู่ในอันตราย

ฉันต้องกลายร่างเป็นผู้นำ
ต้องทำทุกอย่างเพื่อความอยู่รอด
ทุกอย่างสำหรับฉันคือทุกอย่างจริงๆ
ทุกอย่างกระทั่งปาดคอน้องชายในไส้
ที่ฉันเคยเห่กล่อมมาแต่ครั้งยังแบเบาะ
เพื่อนำพาทุกชีวิตให้รอดพ้นจากสงคราม
และความเหี้ยมโหดของกลุ่มแก๊งมาเฟีย

ความทรงจำของหญิงแม่หม้ายดำ
หญิงคนแรกที่กุมอำนาจมาเฟียแห่งเมืองนาโปลี
หญิงที่มีความงามและความร้ายกาจเป็นอาวุธ
หญิงที่ไม่มีอะไรจะหยุดยั้งเธอได้
หญิงที่ได้รับการเรียกขานว่า “ดอน การินา”

 

ทดลองอ่าน


  ฉันบรรจงแต่งแต้มความระเรื่อลงบนแก้ม อยากให้ตัวเองออกมาดูดีที่สุดในค่ำคืนอันเคร่งเครียดแบบนี้ สามีของฉันชอบให้ฉันแต่งองค์ทรงเครื่องครบครัน ฉันต้องการทำให้เขาพึงพอใจ ฉันวาดลิปสติกสีแดงเข้มไล้ไปบนริมฝีปากเป็นชั้นสุดท้าย ก่อนจะเม้มริมฝีปากเข้าหากัน เพื่อให้เรียวปากของฉันชุ่มฉ่ำเรียบเนียน        

  ขยับตัวอีกนิด ฉันก็เข้าไปสะบัดกรายอยู่ในชุดราตรีสีดำผ้าเรยอนเนื้อมันวาว เส้นใยอ่อนละมุนให้ความรู้สึกวูบไหวขณะมันไถลลื่นลงไปตามเรือนกายเนียนนุ่ม ฉันเปิดกล่องบนพื้นข้างๆ โต๊ะเครื่องแป้ง หยิบรองเท้าส้นตะปูคู่สีแดงออกมาสวม หลายปีมาแล้วที่ฉันไม่ได้สวมใส่มันหรืออะไรอื่นที่หรูหราแบบนี้เลย
  กระจกตรงหน้าบอกฉันว่า เรือนผมยาวสีเข้มของฉันควรต้องแปรงให้เหยียดตรง ฉันลงมือแปรงผมแล้วรวบเกล้าเป็นมวยพลางบรรจงเสียบหวีเงินแท้ที่พ่อให้มาอย่างเบามือ ใช้หวีนั้นยึดมวยผมดำดกหนาให้เข้าที่ ชีวิตที่ผ่านมาทำให้ฉันรู้สึกว่าตัวเองแก่กว่าวัยสามสิบปีที่แท้จริง แต่กระนั้น ฉันยังคงเชิดหน้าอย่างทระนงพลางตวัดคล้องผ้าพันคอสีทับทิมไปรอบคอ ฉันเหลือบมองภาพสะท้อนในกระจกเป็นครั้งสุดท้าย รู้สึกกระวนกระวายแกมสงสัยว่า พระเจ้าจะคิดอย่างไรกับการกระทำของฉันในวันพิพากษานี้
  ฉันก้าวเท้าออกจากห้องนอน เดินไปตามเฉลียงทางเดินยาวเหยียดมาหยุดลงตรงข้างๆ บาร์เครื่องดื่ม ฉันฉวยเหยือกแก้วบรั่นดีกับแก้วสองใบแล้วเดินลงบันไดมาที่ประตูห้องใต้ดิน เสียงรองเท้าส้นสูงกระทบพื้นนับได้ยี่สิบเอ็ดก้าว ฉันลงไปหยุดยืนตรงเชิงบันได รวบรวมสติให้พร้อม สูดหายใจเก็บความตื่นเต้นเข้าไปเบาๆ ฉันคงทำแบบนี้ได้ง่ายดายกับผู้ชายอื่น แต่นี่มัน--สามีของฉันเอง
  ฉันใช้มือข้างที่ว่างเปิดประตูแล้วก้าวเข้าไปในห้องใต้ดินที่กว้างขวาง ตรวจตราจนมั่นใจว่าสลักประตูถูกสอดเข้าที่ดีแล้ว สามีของฉันนั่งหันหลังให้บนเก้าอี้นวมตัวยาว ดีที่เขาไม่ได้หันมาตอนฉันเดินเข้าไป ฉันมองไปรอบๆ ห้องใต้ดินที่ว่างเปล่าแทบไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกใดๆ เสียใจวูบขึ้นมาที่ไม่ได้จัดเตรียมที่พักส่วนนี้ให้น่าอยู่เท่าที่ควร พื้นหินเย็นเฉียบควรมีพรมปูสักผืนให้อบอุ่น ผนังห้องเย็นจัด ไม่มีภาพวาดสดใสใดๆ ประดับเพื่อให้คนที่อยู่ในห้องได้รื่นรมย์เลย
ฉันวางแก้วกับเหยือกบรั่นดีลงบนโต๊ะตรงหน้าเก้าอี้นวมตัวนั้น แล้วหันไปประจันหน้ากับสามี สีหน้าของเขานิ่งเฉยไม่แสดงอารมณ์ใดๆ
 “บรั่นดีไหมคะ?” ฉันเอ่ยชวนและถือเอาอาการนิ่งเฉยของเขาแปลว่า
 “เอาสิ” ว่าแล้ว ฉันก็รินเครื่องดื่มนั่นให้เราคนละแก้ว แล้วขยับเข้าหาเขาอย่างแช่มช้อย เขาไม่ได้ยื่นมือมารับเครื่องดื่ม ฉันจึงวางมันลงบนโต๊ะข้างๆ
  ถึงตอนนี้ สายตาของฉันจับจ้องอยู่บนใบหน้าคมสันได้รูปของเขา เพียงย้ายสะโพกครั้งเดียว ฉันก็ขึ้นไปนั่งคร่อมอยู่บนตัวเขา ใบหน้าเราประชิดติดกัน
  “ฉันจะปกป้องคุณเสมอ ท่านชายของฉัน” ฉันโน้มตัวเขาให้มาแนบร่างฉัน ประคองศีรษะเขาลงบนทรวงอกฉัน แผงอกของเขาขยายสะท้อนลมหายใจเข้าอันสงบเยือกเย็น เนิ่นนานหลายปีมาแล้ว นับตั้งแต่ครั้งสุดท้ายที่ฉันรู้สึกถึงการมีเขาอยู่แนบกาย ครั้งนี้จึงดูเหมือนว่า มันให้ทั้งความหอมหวานและพิพักพิพ่วนในคราเดียว
  ฉันย้อนภาพอดีตที่เราเคยมี ด้วยการลากผ้าพันคอไหมผืนยาวเนื้อเนียนพันไปรอบตัวเขา สุดท้ายก็มากระหวัดมัดไว้ที่สองแขนของเขาอย่างแน่นหนา
  เขายังคงไม่ตอบสนองแต่อย่างใด เส้นใยเนื้อไหมให้ความรู้สึกอ่อนโยนไร้พิษภัย ฉันโอบตระกองลำคอที่เพิ่งโกนหนวดเคราใหม่ๆ อย่างแสนรัก มือข้างหนึ่งปราดไปที่ขมับเขา สอดนิ้วเข้าไปในเรือนผมสีดำที่บัดนี้แซมไปด้วยสีเทา
  “ตลอดเวลาที่ผ่านมา ทั้งในช่วงสงคราม ช่วงการโจมตีทางอากาศของพวกสัมพันธมิตรและในยุคนาซี ฉันดูแลครอบครัวนี้มาเป็นอย่างดี”  

  ฉันกระซิบ “ฉันทำทุกอย่างที่จำเป็นเพื่อปกป้องมัน ฉันบอกคุณไปหมดแล้วทุกสิ่งทุกอย่างในพิธีสารภาพบาป”
  ฉันเยื้อนยิ้มในขณะรู้สึกตีบตันในลำคอ พลางดึงมีดสปริงของตัวเองออกมาจากที่ซ่อนตรงปลอกเข็มขัด วางแขนข้างหนึ่งทาบไปบนแผงอกของผู้เป็นสามี “ฉันได้ทำแต่สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับคุณและครอบครัวตลอดมาและจะทำตลอดไป ฉันรักคุณนะคะ ปรินชิเป –ท่านชาย”
   ฉันอยากจะเชื่อว่า สีหน้าแสดงความสุขสงบของสามีฉันคือการตอบรับอย่างเห็นด้วย สี่ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่การระเบิดครั้งนั้น ไม่มีคำพูดแม้สักคำปริออกมาจากปากเขา เขาถูกจองจำอยู่ในโลกลับๆ ส่วนตัว สายตาว่างเปล่าคู่นั้นจ้องมองความเป็นจริงที่ฉันมิอาจมองเห็น
   ฉันจุมพิตแก้มเขา แม้ในแสงสลัวของห้องใต้ดิน มีดสปริงด้ามนั้นยังวาวปลาบราวเพชรน้ำงามยามที่ฉันวาดมันเป็นวง แล้วกดมันฝังลงไปในเส้นเลือดใหญ่บนต้นขาของเขา