Click to Sanskrit Homepage
   สินค้าในตะกร้า (จำนวน 0 เล่ม) check out
search
my lines

 

my bookmark

ข้อมูลหนังสือ

มิสซิสไมค์

Mrs. Mike

ผู้แต่ง : เบเนดิกท์ และ แนนซี ฟรีดแมน
ผู้แปล : ภูธนิน
ราคา 350  บาท 


add to cart


เรื่องราวชีวิตผจญภัยของหญิงสาวคนหนึ่งที่เต็มไปด้วยความรัก ความฝัน
ความกล้าหาญ ในถิ่นหนาวเหน็บอ้างว้างทุรกันดารของผืนแผ่นดินกว้างใหญ่ไพศาลของแคนาดาที่กลายมาเป็นตำนานแสนคลาสสิก ....หนังสือที่นักอ่านจะไม่มีวันลืมเลือนไปตลอดชีวิต

 

เรื่องย่อ


“จมูกกวางมูสอร่อยสุดยอด
“ฉันไม่อยากกินจมูกตัวอะไรทั้งนั้น”
“อุ้งตีนหมีเป็นอาหารเลิศรสของพวกอินเดียนแดง พวกนั้นจะเอาหนังหมีสวยๆ มาขาย แต่จะตัดอุ้งตีนก่อน พวกนั้นยอมได้เงินน้อยเพราะจะได้กินอุ้งตีนหมีอร่อยเหาะ”
***
ชายอินเดียนแดงปลดสุนัขออกจากเลื่อนและเทียมบังเหียนให้ภรรยาของเขาแทน ตอนนี้เธอเข้าไปอยู่ในขบวนสุนัขลากเลื่อนกับกลุ่มสุนัขพวกนั้นแล้ว ฉันได้แต่ตกตะลึงกับภาพตรงหน้า เมื่อผู้หญิงถูกนำไปล่ามรวมกับสัตว์เดรัจฉาน แล้วเลื่อนคันนั้นก็เคลื่อนตามหลังคันอื่นๆ ไปอย่างเชื่องช้า
 ***
บนหลังคามีเท้ามนุษย์วางเรียงกัน  ร่างมนุษย์หลายร่างถูกมัดติด
บนต้นไม้ ไมค์บอกว่ามันเป็นตู้เย็นที่ดีที่สุดในโลก แต่ที่ต้องระวังคือต้องเลือกต้นไม้ที่ลำต้นผอมบางเพื่อกันหมีไม่ให้ปีนขึ้นไปได้!!
***
แคธี่ สาวน้อยวัย 16 ถูกแม่จับใส่รถไฟจากบอสตัน ส่งไปอยู่กับลุงในแคนาดา ดินแดนหนาวเหน็บที่มีเพียงทุ่งหิมะขาวโพลนปกคลุมตลอดปี ที่ซึ่งปราศจากความศิวิไลซ์ใดๆ
เธอได้พบกับไมค์ ทหารม้าหนุ่มฉกรรจ์ เจ้าของดวงตาสีฟ้าใสกับเรือนร่างสูงกำยำ ทั้งคู่ตกหลุมรักและแต่งงานสร้างครอบครัวท่ามกลางธรรมชาติสุดสวยงามและป่าเถื่อน ชีวิตที่คลุกเคล้าไปด้วยความงดงาม การผจญภัย ความรักการพลัดพราก โศกนาฏกรรมที่ไม่อาจขัดขืน หนังสือสุดแสนคลาสสิกที่เขียนขึ้นโดยอิงจากเรื่องจริงที่ไม่อาจลืมเลือนได้ชั่วนิรันดร์

ทดลองอ่าน



 นี่คือฤดูหนาวที่เลวร้ายที่สุดในรอบห้าสิบปี ผู้เฒ่าชาวสก็อตบอกฉัน ฉันเพิ่งมีชีวิตอยู่มาได้แค่สิบหกปี แต่มันเป็นครั้งที่เลวร้ายที่สุดเท่าที่ฉันเคยเห็นมา
 ฉันตั้งใจว่าในอีกสามสิบสี่ปี่ข้างหน้า ฉันจะขอยืมคำพูดของชายชราคนนี้มาใช้บ้าง
 หน้าต่างด้านขวาของรถไฟถูกเคลือบด้วยหิมะที่โปรยปรายลงมา ส่วนทางด้านใต้หิมะกำลังดาหน้าซัดสาดเข้ามากับพายุที่โหมกระหน่ำด้วยความเร็วหกสิบไมล์ต่อชั่วโมง ทุกแห่งหนเต็มไปด้วยหิมะ บนหลังคา ใต้ท้องรถหรือกระทั่งหัวรถจักรที่ขาวโพลนดูราวกับหิมะทั้งโลกมากองรวมกันอยู่ตรงนั้นจนทำให้ขบวนรถต้องหยุดเดิน
  “พวกเขาคงต้องส่งรถกวาดหิมะมาจากเมืองเรจินา” ผู้เฒ่าชาวสก็อตเอ่ยขึ้นอีก
  ฉันมองออกไปนอกหน้าต่าง แต่ไม่เห็นรถกวาดหิมะเลย เลิกพูดเรื่องถนนที่จะไปยังเมืองเรจินาได้เลย เพราะแค่ตู้หน้าเรา เราก็ยังมองไม่   เห็นสิ่งเดียวที่เห็นคือห่าหิมะสีขาวปนเทาที่เร่งรุดถั่งโถมรอบทิศทาง
“หนูต้องเล่าให้ลูกหลานฟังนะว่า หนูมาตกอยู่ในพายุหิมะของปี 1907 นี่” ชายชราหัวเราะหึๆ “เมื่อกี้ ตาเพิ่งคุยกับคนขับรถไฟ เขาบอกว่าลมลดความเร็วลงไปสี่สิบไมล์แล้ว แต่เราคงไม่ถึงเรจินาในอาทิตย์นี้แน่”
  เราออกจากมอนทรีออลมาเมื่อวันที่ 5 มีนาคม สิบแปดวันมาแล้ว สิบแปดวันที่ส่วนใหญ่หมดไปกับการดึงเครื่องจักรให้พ้นจากกองหิมะที่ทับถมและกะเทาะน้ำแข็งออกจากล้อ
  โรคเยื่อหุ้มปอดอักเสบแท้ๆ ที่เป็นเหตุให้ฉันต้องถูกส่งตัวไปหาลุงจอห์นที่เมืองคาลการีในรัฐอัลเบอร์ตา อันเป็นรัฐที่เคยอยู่ในการปกครองของแคว้นเกรทนอร์ธเวสต์ทางตะวันตกเฉียงเหนือมาตลอดจนกระทั่งค.ศ. 1905 ฉันจึงรู้สึกอกสั่นขวัญหายกับการที่ต้องเดินทางไปยังสถานที่ซึ่งเพิ่งจะได้สร้างอารยธรรมเป็นของตัวเองขึ้นมาอย่างเป็นทางการได้เพียงสองปี
  แม่ลังเลใจกับการที่ต้องปล่อยให้ฉันไปสู่บ้านป่าเมืองเถื่อนแบบนั้น
  เราสองคนแม่ลูกพยายามมองหามันในแผนที่ของทวีปอเมริกาเหนือ และพบว่ารัฐอัลเบอร์ตานี้ช่างว่างเปล่าจนน่ากลัว ในขณะที่กรุงบอสตันที่เราอาศัยอยู่นั้นเต็มไปด้วยเส้นสีดำฉวัดเฉวียนมากมาย อันหมายถึงถนนหนทาง กับเส้นหยักๆ แบบลวดหนามอันหมายถึงทางรถไฟ และวงกลมขนาดต่างๆ ที่หมายถึงเมืองน้อยใหญ่ทั้งหลาย แผนที่แผ่นนั้นแน่นขนัดไปด้วยสัญลักษณ์ที่เป็นเครื่องพิสูจน์ความมีอารยธรรมเสียจนไม่มีที่ว่างพอจะใส่ชื่อได้ ชื่อพวกนั้นถึงต้องยกไปไว้ในพื้นที่ของมหาสมุทรแอตแลนติกแทน แผนที่รัฐอัลเบอร์ตาไม่มีสัญลักษณ์ที่ให้ความมั่นใจและชวนสับสนอย่างนี้ คนทำแผนที่แค่ใส่แม่น้ำสีฟ้าเส้นบางๆ สองสาย กับทะเลสาบคดๆ งอๆ สองแห่งลงไป ก็ถือเป็นอันเสร็จงานแล้ว แม่พบวงกลมที่บ่งบอกว่าเป็นเมืองคาลการี และเปรียบเทียบมันกับวงกลมที่แทนรัฐแมสซาชูเซตส์
“เป็นจุดสีดำเห็นชัดนะลูก ถ้าเราไม่เปรียบเทียบกับบอสตันน่ะ” แม่ว่า บอสตันเป็นจุดใหญ่ที่ล้อมด้วยวงแหวนอีกชั้น มันจึงเป็นเมืองที่โดดเด่นในแผนที่           

 “ลูกต้องจำให้ดีนะจ๊ะแคเธอรีน แมรี” แม่เสริม “ว่านั่นเป็นการขึ้นเหนือที่ไกลที่สุดเท่าที่แม่จะยอมให้หนูไปได้ อย่าให้ลุงของลูกพาเลยขึ้นไปถึงแถวนี้นะ” แม่ชี้ขึ้นไปในทิศทางของแมคเคนซีและขั้วโลกเหนือ

 “ยายของลูกเคยอยู่ที่นี่และตายไปในบ้านที่ท่านเกิด การเดินทางทั้งชีวิตของท่านมีแค่การไปกลับระหว่างบ้านกับไร่ข้าวโอ๊ตเท่านั้น”
เราสองคนทึ่งไปกับความมหึมาของโลกใบนี้ จนกระทั่งแม่พับแผนที่เก็บใส่ลิ้นชัก
  พวกหมอทั้งหลายต่างแนะนำว่า ภูมิอากาศที่หนาวเย็นและแห้งแล้งของรัฐอัลเบอร์ตาจะดีกับปอดของฉัน และลุงจอห์นเองก็บอกว่านานเหลือเกินแล้วนับจากวันที่ลุงได้เห็นญาติพี่น้องเป็นครั้งสุดท้าย จนในที่สุดแม่จึงต้องยอมแพ้ปล่อยให้ฉันมา
  แม่พาฉันมาส่งขึ้นรถไฟในบอสตัน และฉันก็ได้ให้สัญญากับแม่เป็นครั้งที่ยี่สิบว่า ฉันจะใส่เสื้อผ้าที่อุ่นและแห้งเสมอ จะไม่ออกไปข้างนอกตอนกลางคืนเพราะที่นั่นมีหมีมากมาย
  “ทางตอนเหนือหิมะกำลังตกหนัก ลูกต้องใส่ถุงเท้าขนสัตว์เสมอ ต้องติดกระดุมเสื้อมิดชิด ต้องพันผ้าพันคอด้วยนะจ๊ะ” แม่เตือน
“ค่ะ แม่” ฉันรับปาก แม่หอมแก้มฉันแล้วยิ้มและเริ่มร้องไห้ตอนรถไฟเคลื่อนออกจากสถานี บัดนี้ ฉันกำลังมาอยู่ “ทางตอนเหนือ” และผู้เฒ่าคนหนึ่งก็กำลังส่งเสียงคุยกับฉันมาจากที่นั่งอีกฟาก พนักงานรถไฟปาดหิมะออกไปจากหน้าต่างของแกแล้ว แกชี้โบ๊ชี้เบ๊ให้ฉันมองออกไป ตรงแนวคอกปศุสัตว์ มีวัวหลายร้อยตัวยืนแข็งตาย เพราะถูกพายุเย็นจัดเป็นน้ำแข็งพัดหอบข้ามทุ่งราบมาอัดกระแทกตลอดแนวรั้ว
หน้าต่างบานนั้นมีฝ้าจับทั่วไปหมด ยกเว้นตรงมุมที่ฉันปาดมันออกเพื่อที่จะได้มองออกไป และมีตัวอักษร แคเธอรีน แมรี โอ’ฟาลลอน เขียนอยู่ใต้หูเจ้าจูโน่ที่ฉันวาดเล่นไปหยกๆ ตอนนั้นเองที่รถไฟกระตุกและเริ่มชะลอตัว มันส่งเสียงหอนดังเป็นสองเท่าของตอนที่มันวิ่งเร็วๆ ฉันไม่รู้จริงๆ ว่าทำไมมันต้องเป็นอย่างนี้ด้วย
  ฉันต้องใส่เจ้าจูโน่ไว้ในตะกร้าอาหารกลางวันใบใหญ่ที่แม่ให้มา เพราะแม่บอกว่า จริงๆ แล้วสุนัขต้องไปอยู่ในตู้ขบวนสัมภาระ และรถไฟขบวนนี้มีพนักงานเอาเรื่องอยู่คนหนึ่ง จูโน่คือความกังวลในชีวิตของฉัน และตอนนี้มันแทะตะกร้าขาดไปแล้วกระจุกหนึ่ง ที่ฉันกลัวก็คือมันจะยื่นปลายจมูกดำๆ ออกมาทางรูนั่น
  รถไฟจอดเกือบสนิทแล้ว อาจมีรถกวาดหิมะเข้ามาช่วยกวาดหิมะออกไปจากทางรถไฟ ฉันมองออกไปข้างนอก ภาพที่เห็นคือต้นไม้ไม่กี่ต้น มียุ้งฉางสีแดงกับบ้านหนึ่งหลัง ทุกสิ่งทุกอย่างถูกหิมะปกคลุม ฉันรู้สึกดีใจที่ตัวเองไม่ได้อยู่ในที่แห่งนี้
ตะกร้าที่มีเจ้าจูโน่อยู่เริ่มขยับเขยื้อน สุดท้ายมันก็หล่นลงมาจากที่นั่งแล้วกลิ้งหลุนๆ ไปตามทางเดิน ฉันรีบคว้ามันกลับมา เปิดฝาตะกร้าออก ตีจมูกมันเบาๆ ไปสองที เจ้าจูโน่ตัวนี้ไม่เหมือนจูโน่ของแม่ มันเป็นเพียงลูกหมาที่ดูไม่ออกว่าจะฉลาดเฉลียวหรือไม่ สุนัขทุกตัวของเราชื่อจูโน่ ส่วนใหญ่สีดำและหูยาว จูโน่สายพันธุ์ไอริชมาจากอเมริกาพร้อมกับพวกเรานั้นเป็นสีน้ำตาลแดง ฉันจำจูโน่ตัวนั้นไม่ได้เพราะตอนนั้นฉันเพิ่งสองขวบ จูโน่ตัวแรกที่ฉันจำได้คือตัวสีขาวปนน้ำตาลที่ชอบหอนคลอเสียงไวโอลินของลุงมาร์ติน ลุงมาร์ตินได้ไวโอลินคู่ชีพกับ
ปี่สก็อตแบบไอริชมาจากเดนนี่ แลนนอน นักเล่านิทานชื่อดังที่เป็นคุณทวดของฉันเอง แม่เล่าว่า คุณทวดเดนนี่จะต้องร้องเพลงและเล่านิทานหนึ่งเรื่องให้ฟังทุกวัน แต่ถ้าเป็นวันอาทิตย์ จะมีเพลงสองเพลงกับนิทานสองเรื่องนั่นไง ฉันกำลังคิดถึงแม่อีกแล้ว ต้องไม่คิดสิ ไม่งั้นฉันจะก้าวผ่านไปได้อย่างไรในโลกสีขาวที่มีแต่ท้องฟ้าซีดเซียวกับแผ่นดินหนาวเย็นเป็นน้ำแข็งนี่