Click to Sanskrit Homepage
   สินค้าในตะกร้า (จำนวน 0 เล่ม) check out
search
my lines

 

my bookmark

ข้อมูลหนังสือ

นางในคนสุดท้าย

The Last Concubine

ผู้แต่ง : เลสลี่ ดาวน์เนอร์
ผู้แปล : วิภาดา กิตติโกวิท
ราคา 370  บาท 


add to cart


  • จากผู้ประพันธ์ เกอิชา
  • เข้ารอบสุดท้ายรางวัล Romantic Novelist’s Association

 

เรื่องย่อ


                ชีวิตนางใน 3,000 นาง ผู้ปรนนิบัติรับใช้โชกุนเพียงหนึ่งเดียว โลกที่ลี้ลับ กรุ่นหอม เงียบงัน  อบอวลด้วยขนบที่นางในทุกนางต้องเรียนรู้ เพื่อรับใช้โชกุนผู้เป็นประหนึ่งจุติเทพ

ทดลองอ่าน


“ชิตะ นิ อิโยะ! ชิตะ นิ อิโยะ! ชิตะ นิ ... ชิตะ นิ ...  คุกเข่า! คุกเข่าลง!
หมอบลง ... หมอบลง ...”
    เสียงกู่ตะโกนลอยข้ามหุบเขามา แผ่วเบาจนอาจเป็นเพียงเสียงไหวส่ายของใบไม้ที่ลอยมากับสายลม ณ ทางเข้าช่องเขา ที่ซึ่งถนนลาดลงสู่หมู่บ้าน
เด็กๆ ผมกระเซิงสี่คนในชุดกิโมโน 3 สีซีดยืนออเงี่ยหูฟัง นั่นคือวันหนึ่งในช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วงที่ทุกอย่างเสมือนหยุดนิ่ง ประหนึ่งรอคอย ต้นสนเรียงราย
ริมทางหลวงนิ่งไม่ไหวติง สายลมแผ่วเบาแทบไม่อาจพัดพาใบไม้ผุสีทองที่กองอยู่ริมทางให้ปลิวไปได้ เหยี่ยวบินร่อนเป็นวงราวเกียจคร้าน ฝูงห่านป่าบินผ่าน
เต็มผืนฟ้า กลิ่นคุ้นจมูกของควันฟืนที่คละเคล้ากับขี้ม้า มูลคน และซุปมิโสะลอยมาจากหัวมุมถนน  เสียงไก่กระทงขันเจื้อย ผสานเสียงสุนัขในหมู่บ้านที่เห่าขรมขานรับกันเป็นครั้งคราว ทว่า นอกจากนี้แล้ว หมู่บ้านก็เงียบสงบ ในวันอื่นๆ
หากทอดสายตามองไปตามทางหลวง จะเห็นคน เกี้ยว และม้าคลาคล่ำ ทว่า
วันนี้ถนนว่างเปล่าสิ้นเชิง
    นี่คือภาพวันนั้นในความทรงจำของซาจิ เมื่อเธอหวนคิดถึงหลังจากนั้นหลายปี ทิวสนสูงพุ่งเสียดฟ้าจนแลไม่เห็นยอดสน ท้องฟ้าสีฟ้ากระจ่างชัดจนดูราวกับจะเอื้อมมือสัมผัสได้ ไกลออกไปคือทิวเขารางๆ ที่ทอประกายอยู่ริมขอบฟ้า
    ปีนั้น ซาจิอายุสิบเอ็ดปี เรือนร่างเล็กบอบบาง ในฤดูร้อน ผิวเธอจะคล้ำจนเหมือนลูกเกาลัดคิโสะที่มีชื่อ แต่พอฤดูหนาว เธอจะดูโปร่งแสง ขาวซีด
แทบจะใกล้เคียงกับไอจากลมหายใจในวันที่อากาศหนาวจัด เธออยากมีผิว
สีน้ำตาลที่แข็งแรงเหมือนเด็กอื่น นัยน์ตาเธอสีเขียวเข้มเหมือนต้นสนในฤดูร้อนหรือตะไคร่น้ำที่ขึ้นตามพื้นป่า ต่างจากคนอื่นๆ ที่มักเป็นสีน้ำตาลหรือสีดำ แม้จะรู้ว่าผิดเธอก็แอบชอบผิวขาวผ่องของตัวเอง บางครั้งเธอคุกเข่าหน้ากระจกเงามัวๆ ของแม่ มองหน้าขาวซีดที่เห็นเป็นเงารางๆ อยู่ในนั้น แล้วหยิบหวีที่สอดไว้
ในแขนเสื้อกิโมโนออกมา มันเป็นเครื่องรางนำโชคของเธอ หวีสวย เป็นมันวับ เป็นของเธอมาตั้งแต่จำความได้ ไม่มีใครมีหวีแบบนี้ เธอจะค่อยๆ แปรงผมช้าๆ จนเป็นเงาวับ แล้วรวบไปผูกไว้ข้างหลังด้วยแพรย่นสีแดงสดใส
    ฤดูร้อนเมื่อสองปีก่อน มีนักแสดงพเนจรเข้ามาในหมู่บ้าน พวกเขาเล่นเรื่องผีบนเวทีที่ทำขึ้นชั่วคราว ทำให้เด็กๆ นั่งตัวแข็งด้วยความกลัว ดูละคร
เรื่องเมียที่ถูกทิ้งให้ตรอมใจตาย ตอนจบของละคร หญิงที่ตายไป มาปรากฏตัวลอยอยู่ตรงหน้าสามีนอกใจ ใบหน้าของนางซีดเผือด เมื่อนางหวีผมดำยาวสยาย เส้นผมกลับร่วงเป็นกระจุก เด็กๆ พากันกรีดร้องจนไม่ได้ยินเสียงตัวละคร
มาบัดนี้ถ้าใครจะล้อซาจิ ก็จะบอกว่าเธอต้องเป็นผีแน่ๆ
    “ขี้โรค” เป็นชื่อที่ย่าเรียกเธอ บางครั้งเธอได้ยินย่าตำหนิแม่ “ลูกของเจ้า นางซานั่น เจ้าทำให้มันเสียคน! เจ้าจะหาผัวให้มันได้รึ ทั้งซีดทั้งขี้โรคอย่างนั้น  วันๆ เอาแต่หวีผม แล้วยังโง่ ไม่มีใครอยากได้เมียที่อยู่แต่หน้ากระจกหรอก
เจ้าต้องมีลูกสาวสะโพกใหญ่ที่จะออกลูกได้ ต้องรู้จักทำงานทำการ ไม่งั้นมันก็
ไม่ได้แต่งงาน”
    “แกบอบบาง” แม่พูดเบาๆ ยิ้มด้วยความอดทน “ไม่เหมือนเด็กอื่น แต่อย่างน้อยแกก็สวย” แม่เข้าข้างเธอเสมอ
    “สวย” ย่าตอบ “ก็ดี แต่ ‘สวย’ มันจะดีได้ยังไงกับการเป็นเมียชาวนา”
    ซาจิถูมือแล้วเป่า ยืนกระสับกระส่าย แม้จะใส่เสื้อนวมหลายชั้นที่แม่
หาให้และมีผ้าโพกหัวแล้วก็ยังหนาว สิ่งเดียวที่ให้ความอบอุ่นได้บ้างคือ ทารก
ที่ผูกอยู่บนหลังเธอ แม่หนูน้อยหลับ หัวตกห้อยเหมือนตุ๊กตาผ้าเก่าๆ ที่เบียด
อยู่ข้างกายซาจิคือมิตสึ เพื่อนของเธอ ทั้งสองไม่เคยแยกจากกันตั้งแต่ยังเล็ก
มิตสึแทบจะตรงข้ามกับซาจิ ผิวคล้ำ ตาเล็ก จมูกสั้น ตัวงอจนดูเหมือนลิง
    ตอนมิตสึเกิด แม่ของเธอบอกให้หมอตำแยฆ่าทิ้ง “น่าเกลียดขนาดนี้
จะไม่มีวันหาผัวได้” นางกล่าว “แล้วเราจะทำยังไงกับมัน” หมอตำแยพยักหน้า ทารกจำนวนมากถูกฆ่าตั้งแต่แรกเกิด นางถ่มน้ำลายลงบนกระดาษชิ้นเล็ก แล้วเอาปิดปากปิดจมูกทารก จากนั้นเอาผ้าขี้ริ้วห่อและมัดแน่นจนคิดว่าทารกตายแล้ว แต่เด็กเริ่มดิ้นและส่งเสียงร้องลั่น ดูเหมือนเทพเจ้าจะต้องการให้แกมีชีวิตอยู่  “แล้วเราเป็นใครที่จะขัดขืนเทพเจ้า” แม่เธอกล่าว ดูเหมือนนางจะรักลูกสาวมากที่แม่หนูรอดมาได้มหัศจรรย์  มิตสึเป็นเด็กร่าเริง อ่อนโยน ไม่เดือดเนื้อร้อนใจ
กับเรื่องราวแรกเกิดของเธอเลย เธอแบกน้องไว้บนหลังเหมือนซาจิ
    เสียงจากอีกด้านของหุบเขาดังขึ้นเรื่อยๆ เด็กๆ เงี่ยหูฟัง ได้ยินเสียงฝีเท้าคนจำนวนมาก เสียงเกือกม้าที่ดังอู้อี้เพราะถูกหุ้มด้วยฟาง เสียงกระทบกันของเหล็ก มีเสียงร้องประสานดังกลบเสียงอึกทึก ตอนแรกฟังเป็นเสียงงึมงำ
แล้วค่อยๆ ชัดเจนขึ้น จนกระทั่งฟังออกทุกพยางค์ เสียงร้องซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นทำนองราวร้องเพลง “ชิตะ นิ อิโยะ! ชิตะ นิ อิโยะ! ชิตะ นิ ... ชิตะ นิ ...  ”
คนเดินเท้ายังอยู่ในป่าลึก ถูกบดบังด้วยพุ่มไม้หนาที่ปกคลุมเทือกเขา แต่เสียงร้อง ไม่หยุดเลยแม้เพียงวินาที ประหนึ่งว่าพวกเขาต้องการให้ทุกสิ่งทุกอย่าง คุกเข่าลงเก็นซาบูโร หัวหน้ากลุ่มเด็กๆ ปีนขึ้นต้นไม้ ค่อยๆ ไต่ไปตามกิ่งไม้จนห้อยต่องแต่งอยู่เหนือถนน เด็กชายแข็งแรง แขนขายาว ผิวเกรียมแดดจนเกือบดำ ยิ้มยิงฟันเหมือนภูตน้อยซุกซน เขาชอบชกต่อย เขาชอบหนีไปจับปลาหรือว่ายน้ำในแม่น้ำเมื่อต้องทำงาน เขาเชี่ยวชาญนักกับการย่องไปหลังม้าเพื่อดึงขนหางม้าออกมากระจุกหนึ่งแล้วรีบวิ่งหนี โดยมีคนเลี้ยงม้าไล่กวดตามหลังมา  ขนม้าสีเทาใช้ทำสายเบ็ดตกปลาได้เยี่ยมยอด เพราะปลามองไม่เห็น สำหรับเขา ถือเป็นเรื่องท้าทายเสมอเมื่อมีม้าสีเทาวิ่งผ่าน ตอนอายุสิบขวบ เก็นซาบูโรยังสร้างชื่อให้ตัวเองด้วยการปลุกปล้ำกับหมูป่าที่วิ่งเข้ามาในหมู่บ้าน จนมันต้องวิ่งกลับเข้าป่าไป
บางครั้งเขาจะอวดแผลเป็นตรงแขนที่ถูกเขี้ยวหมูแทง สำหรับเขามันคือ
เหรียญกล้าหาญ
    โชเบเพียงคนเดียวที่ไม่สนใจเสียงอึกทึกนั่น โชเบเป็นน้องชายของซาจิ หน้าตามอมแมม ตัวเล็กจ้อย ผมชี้ตั้ง ใส่กิโมโนสีน้ำตาลหนา เขาหมอบคุดคู้
อยู่บนถนน เฝ้าดูกิ้งก่าที่คลานออกมาจากพุ่มไม้
    เก็นซาบูโรไต่ไปตามกิ่งไม้ หรี่ตามองออกไป
    “พวกเขามาแล้ว! มากันแล้ว!” เขาตะโกน
    ครู่ต่อมา ธงผืนแรกๆ โผล่มาเหนือแมกไม้ มีทั้งสีแดง สีม่วงและสีทอง สั่นพลิ้วราวกลีบดอกไม้ แสงแดดสะท้อนจากปลายธงและปลายทวนด้ามเหล็ก  เด็กๆ จ้องมองด้วยใจระทึก พวกเขารู้ดีว่า “ชิตะ นิ อิโยะ!” แปลว่าอะไร มันคือบทเรียนบทแรกที่เด็กๆ ได้เรียน ทุกคนต่างจำได้ถึงมือหนาหยาบของพ่อที่กดหัวให้คุกเข่า จนหน้าตาคลุกฝุ่น แทบจะได้ยินเสียงบรรดาพ่อทั้งหลายตะคอกว่า “ก้มหัวลง เดี๋ยวนี้! เดี๋ยวก็โดนฆ่าหรอก”
    ไม่มีใครลืมชะตากรรมแสนน่ากลัวของโซเฮขี้เมาเมื่อหลายปีก่อน
หลังจากดื่มสาเกจนเมาแอ๋ เขาเดินโซเซเข้าไปในเส้นทางที่ขบวนผ่าน ก่อนจะมีใครทันลากเขาออกไป ซามูไรสองคนได้ชักดาบฟันเขาล้มลงตรงถนนนั่นเอง
ชาวบ้านช่วยกันลากศพเขาออกจากถนนท่ามกลางความเงียบที่มึนงง นั่นเป็นเพียงการแสดงให้เห็นว่าชีวิตพวกเขาไม่มีค่าใดๆ เลย  ซามูไร 4 เป็นนายพวกเขา เป็นเจ้าชีวิต มีอำนาจชี้เป็นชี้ตาย นั่นคือวิถีที่เป็นมา และจะเป็นตลอดไป
    แต่ขบวนธงยังอยู่ห่างออกไป เด็กๆ พากันเพ่งมอง ด้วยความตื่นเต้น แม้จะรู้ดีว่าเป็นเรื่องต้องห้ามและอันตราย
    มองเห็นไกลๆ คนตัวเล็กๆ สีดำ สีน้ำเงินไหลเป็นทางออกมาจากป่า เด็กๆ เอามือป้องตา เห็นแถวทหารเดินย่ำเท้ามาเป็นจังหวะ นักรบบนหลังม้า
สวมหมวกเหล็กที่มีเขาทอประกายวาววับ 5 แถวลูกหาบแบกหามหีบเครื่องไม้เคลือบเงาเดินเป็นแถวยาวเหยียด ร่างเล็กๆ ค่อยๆ ใหญ่ขึ้นเมื่อขบวนเคลื่อนใกล้เข้ามาเรื่อยๆ เสียงกระทบกันของแหวนโลหะที่หุ้มไม้ตะบองของผู้คุมขบวน
เสียงเดินลากเท้า เสียงเกือกม้ากระทบพื้น และเสียงร้องประสานที่ฟังเป็นลางร้าย - “ชิตะ นิ อิโยะ! ชิตะ นิ อิโยะ! ชิตะ นิ ... ชิตะ นิ ...”  ดังขึ้นเรื่อยๆ
    ทันใดนั้น เด็กๆ คว้ามือกัน หันหลังวิ่งเตลิดลงเนิน หกล้มหกลุก
ในความตระหนก ทารกบนหลังเด็กหญิงทั้งคู่หกหน้าหกหลัง
    ภูสูงที่ทอดเงาลงเหนือหมู่บ้านนั้นสูงชันยิ่ง กระทั่งแสงตะวันลำแรก
เพิ่งจะเริ่มแหวกอากาศหนาวเย็นลงมาทั้งที่เป็นยามม้า 6 ดวงอาทิตย์ขึ้นเกือบถึงจุดสูงสุดบนโค้งฟ้า เด็กๆ วิ่งถึงหัวถนนก็หยุดพักหายใจ พวกเขาไม่เคยเห็นคนมากมายขนาดนี้มาก่อน โรงเตี๊ยมเก่าๆ ที่เรียงรายอยู่ริมทางแทบจะพังลงมา   เจ้าของโรงเตี๊ยมเลื่อนบานประตูไม้ให้เปิดกว้าง  ควันฟืนลอยออกมาจากข้างใน ลูกหาบขาโก่งเป็นกลุ่มๆใส่เสื้อผ้าฝ้ายบุนวมกับผ้าพันแข้งเดินเข้าๆ ออกๆ
ซดข้าวต้มบาร์เลย์จากชาม คนเลี้ยงม้าปลุกปล้ำกับม้าอารมณ์บูดตัวเล็กๆ เขาพยายามจะเอาอานม้าเทียมหลังและเอาเกือกฟางหุ้มกีบมัน คนอื่นๆ คลุมเสื้อฟางมุดฝ่ากลุ่มคนดูราวกับกองฟางเดินได้ หลายคนยืนกอดกล้องยาสูบก้านยาวๆ
นิ่งคอย บางคนเป็นชาวบ้านจากหมู่บ้านรอบๆ มาเพื่อเป็นลูกหาบหรือคนเลี้ยงม้า แต่ส่วนใหญ่เป็นคนแปลกหน้าที่เป็นชายหน้าตาถมึงทึงจากหมู่บ้านที่อยู่ลึกเข้าไปในป่าบนเขา ซึ่งต้องปีนเขาทั้งวันกว่าจะมาถึงที่นี่
    คนที่ยืนเด่นอยู่กลางฝูงชน เป็นชายร่างสูง ใบหน้ากว้าง สีหน้านิ่งเฉย   ผมดกรวบเป็นหางม้าไว้ด้านหลัง กำลังตะโกนโบกไม้โบกมือออกคำสั่ง ซาจิกับเพื่อนมุดลอดแขนผู้ใหญ่ไปดึงแขนเสื้อเขา
    “เจ้าหญิง มาแล้ว! เจ้าหญิงมาแล้ว!” เด็กๆ ประสานเสียงร้องบอก
    เขาก้มมองเด็กๆ แล้วยิ้มให้ ตบหัวทุกคน
    “ดี ดี ทีนี้พวกเจ้ากลับบ้านไปหาแม่ได้แล้ว ไปเลย!”

 

 

คนที่สนใจเล่มนี้ มักเลือกเล่มเหล่านี้ด้วย


 

ขันทีคนสุดท้าย

Memoires D' un Eunuque Dan La Cite' Interdite

ราคา : 350  บาท 

add to cart

 

นางระบำแห่งอุซเบฯ

Dancer from Khiva

ราคา : 300  บาท 

add to cart

 

ราคา : 0  บาท 

add to cart