Click to Sanskrit Homepage
   สินค้าในตะกร้า (จำนวน 0 เล่ม) check out
search
my lines

 

my bookmark

ข้อมูลหนังสือ

ขันทีคนสุดท้าย

Memoires D' un Eunuque Dan La Cite' Interdite

ผู้แต่ง : ตันสือ
ผู้แปล : วิภาดา กิตติโกวิท
ราคา 350 280  บาท


add to cart



 

 

เรื่องย่อ


               ชีวิตจริงของขันทีคนสุดท้ายในราชวงศ์ชิง ที่ถูกตัดตอนจนกลายเป็น “หญิงไม่ใช่ ชายไม่เชิง”  หนังสือที่ตีแผ่เชีวิตจริงของชุนเหอที่ถูกหลอกล่อให้เข้าวังเพื่อเป็นขันที  เขาถ่ายทอดเรื่องราวของตัวเองตั้งแต่ถูกตอน  กรรมวิธีที่เปรียบประหนึ่งศิลปะชั้นสูงที่ต้องทำอย่างประณีต  เรื่องราวที่หาอ่านได้ยากยิ่ง

ทดลองอ่าน


               ปีนั้น ปี ค.ศ.1896  ผมอายุสิบห้าปี ...  จักรพรรดิกวังซวี่หวงตี้1ทรงครองบัลลังก์เหนือแผ่นดินจีน  แต่ในภูมิภาคตงผิง ซึ่งอยู่ทางตะวันออกของมณฑลเหอเป่ยนั้น มีต้าไป๋ปกครอง  ต้าไป๋เป็นทรราช เขาปกครองด้วยความรุนแรงป่าเถื่อน ไม่ว่าจะอยู่ภายใต้กษัตริย์รัชกาลใด โดยระดับเหนือขึ้นไปไม่เคยล่วงรู้ เขาฉ้อราษฎร์บังหลวงจนร่ำรวย และซุกซ่อนทรัพย์สมบัติที่กอบโกยมาได้ เพื่อทำความชั่วได้ตามอำเภอใจต่อไป เขาขุดเจาะผืนแผ่นดินจนพรุน ทำให้หมู่บ้านจมอยู่ในน้ำเน่าดินทรายดินโคลน เขาเป็นคนทำให้ทั่วทั้งภูมิภาคตกอยู่ในสภาพน้ำท่วมตลอดเวลา ชาวนาเก็บเกี่ยวได้ไม่พอกิน และไม่เคยมีปีใดที่ไม่มีหมู่บ้านใดไม่ถูกน้ำท่วม

               ตงเจ่า หมู่บ้านเล็กๆ ในที่ดินศักดินาของขุนนางจวง ก็ต้องตกอยู่ภายใต้สภาพน้ำหลากนี้  ชิงฝู ชาวนาเฒ่า คนเก่าแก่ของตระกูลใหญ่นี้ ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ดูแลชาวนาร้อยครอบครัว ที่ทำกินอยู่บนที่ดินของตระกูลจวง  แม้จะเป็นร้อยครอบครัว ทว่ามีความทุกข์เข็ญเพียงหนึ่งเดียว ชื่อสกุลอาจต่างกันไปแต่ละครัว แต่ความลำเค็ญนั้นเหมือนกันหมด  ตัวของหมู่บ้านตงเจ่าเอง ชวนให้คิดไปถึงหมู่บ้านต่างๆ ที่กล่าวถึงในวรรณคดีเรื่อง ความฝันในหอแดง2 ซึ่งมีความแตกต่างเพียงแค่ชื่อเท่านั้น สภาพความเป็นจริงไม่ต่างกันเลย  ที่ดินทั้งหมดเป็นของเจ้าที่ดิน ซึ่งรวมทั้งที่นา บ้านเรือน สัตว์เลี้ยง และผู้คน  คนเหล่านี้ถูกยึดเอาทุกสิ่งทุกอย่างที่จำเป็น สำหรับการดำรงชีพไปจนสิ้น ชะตากรรมของพวกเขาจึงสรุปได้เป็นคำคำเดียว คือ “ทาส”   ที่เป็นตลกร้ายคือ พวกเขาถูกยึดเอาไปหมด แม้กระทั่งเชือกป่าน จนต้องถักเชือกเพื่อผูกคอตายเองและนั่นคือแผ่นดินที่ผมถือกำเนิดมา เป็นที่ที่ ปู่ พ่อ และบรรพบุรุษของผมเกิดและอยู่มาก่อน ไถหว่านผืนดินผืนเดียวกัน  บรรพบุรุษคนหนึ่งมาตั้งรกรากที่นี่เมื่อนานมาแล้ว  หวีเต๋อสุ่ย พ่อของผมก็มีชีวิตผูกพันอยู่กับมัน เขาภูมิใจ มันคือทั้งหมดในชีวิตของพ่อ  พ่อเกิดมาเพื่อเป็นชาวนาก่อนจะเกิดมาเป็นคนด้วยซ้ำ  เขาเป็นคนง่ายๆ ทำงานหนักและซื่อสัตย์ ขณะที่แม่อ่อนโยน อดทน และแข็งแกร่งกับการทำงานหนัก

                ผมได้รับการถ่ายทอดจากพ่อแม่ มีความอ่อนน้อมเจียมตัว อดทนและเต็มใจช่วยเหลือคนอื่น ผมเป็นคนพูดน้อย ไม่เคยตอบโต้เมื่อถูกดูหมิ่นเหยียดหยาม ผมถือว่าความลำบากของเรานั้นเป็นชะตากรรม พอใจในสิ่งที่มี ไม่เคยหวังในลาภยศใดๆ  ไม่ว่าจะฤดูร้อนหรือฤดูหนาว ผมก็สวมเสื้อตัวเก่าที่ปะจนแทบไม่เห็นเนื้อผ้าเดิม มีเพียงเศษเล็กเศษน้อยสีเทา ที่ทำให้รู้ว่าสีเดิมของมันคือสีอะไร  ความคิดที่จะหาเสื้อตัวใหม่ที่ดีกว่า ไม่เคยเกิดขึ้นกับผม  ตั้งแต่หย่านมแม่ ผมก็ถูกเลี้ยงด้วยซาลาเปาแป้งข้าวโพดกับผักกาดดอง แล้วผมก็พอใจที่ไม่ต้องไปทำนาด้วยท้องว่างเปล่า  ผมเกิดมาเพื่อทำงาน เริ่มทำงานตั้งแต่เดินได้  และไม่เคยหวังสิ่งอื่นใดจากชีวิต จะว่าไปแล้ว นั่นก็เป็นนิสัยที่ดี หวีชุนซิง พี่ชายผม เลือกที่จะเป็นช่างลับมีดเพื่อหารายได้ให้ครอบครัว วันๆ จะแบกหินลับมีดท่องไปตามถนนหนทาง มือก็ถือเกราะไม้เคาะไป เพื่อให้ชาวบ้านรู้  ได้เงินมาเล็กๆ น้อยๆ ช่วยจุนเจือทางบ้าน แต่เขาออกจากบ้านไปในปีที่แม่เสีย ไปอยู่ที่หมู่บ้านซานตง และไม่เคยกลับมาอีกเลย

                 ฤดูร้อนปี 1896  ปีนั้นผมอายุครบสิบห้าปี ฝนตกตลอดยี่สิบวัน จนน้ำล้นตลิ่ง หมู่บ้านใหญ่น้อยถูกน้ำบ่าท่วมหมด  หมู่บ้านตงเจ่าถูกน้ำหลาก พืชผลเสียหายหมดสิ้น พ่อผมข้ามแม่น้ำไปเพื่อหางานทำ และกลับมาสองมือเปล่าหลังไปได้สองสัปดาห์ อยู่ในสภาพท้อแท้ห่อเหี่ยว ผมไม่เคยเห็นพ่อดูแก่และอับจนเท่านี้มาก่อน  เขามาหยุดอยู่ตรงธรณีประตูราวกับอับอายที่จะเดินเข้าบ้าน เปียกโชกไปทั้งตัว สั่นไปทั้งร่าง เขาหยุดอยู่เช่นนั้นเป็นเวลานานโดยไม่พูดอะไรเลย ดวงตาจ้องเขม็งมาที่แม่ที่นอนเจ็บหนักอยู่บนเตียงด้วยโรคร้ายมาหลายสัปดาห์แล้ว  เขาถูหน้าด้วยนิ้วมือหยาบกร้าน แล้วค่อยๆ เดินเข้ามา ทิ้งตัวนั่งลงบนขอบเตียง อ้าปากแต่ไร้ถ้อยคำใดๆ   จากนั้น เหมือนจะระบายความโศกเศร้าสิ้นหวังที่อัดอั้นเต็มอก พ่อกำหมัดทุบอกตัวเองแล้วร้องไห้ออกมา แช่งชักตัวเองที่ไม่สามารถเลี้ยงดูครอบครัว และวิงวอนสวรรค์ให้สงสารด้วยเสียงสะอึกสะอื้น  พ่อเป็นเพียงคนตัวเล็กที่บอบช้ำ ร่ำไห้ให้แก่ชีวิตที่ทุกข์ยากลำเค็ญและสิ้นไร้อับจน น้ำตาหยดใหญ่ไหลพราก เขาไม่คิดจะปาดทิ้ง  ฝนเทกระหน่ำอยู่นอกบ้าน    ผมวิ่งไปนั่งลงแทบเท้าพ่อ อ้อนวอนให้พ่อหยุดร้องไห้ พยายามจะปลอบประโลม ผมยืนยันว่าเรายังออกไปได้ ยังพอหาอะไรกินได้ ไม่มีอะไรต้องตกใจ แต่เมื่อพ่อเงยหน้า คำพูดของผมก็หายไปในดวงตาที่เปียกชื้นของพ่อ ผมเงียบเสียง พ่อกอดผมนิ่งในความเงียบ กอดแน่นจนผมอึดอัด ผมสัมผัสกล้ามเนื้อหย่อนยาน ทรวงอกเหี่ยวแห้งของพ่อ  ร่างพ่อแข็งเกร็งจากความทุกข์ เสื้อผ้าเปียกแนบเนื้อ ผมสะเทือนใจในความเศร้าของพ่อและร้องไห้ไปกับพ่อด้วย ร้องจนหมดแรง พ่อผลักผมออก เอาแขนเสื้อเช็ดหน้า ผมเช็ดหน้าตาม  หลังจากสะอื้นฮั่กๆ อีกหลายทีแล้วพ่อก็พูดออกมาได้ในที่สุด แต่เสียงเบาแหบแห้งจนผมจำไม่ได้แล้วว่า นั่นคือเสียงของพ่อ

                “อย่าร้องอีกเลยลูก พ่อไม่คู่ควรกับน้ำตาของเจ้าและแม่เจ้า พ่อไม่คู่ควรกับพวกเจ้า”

                ผมแนบหน้ากับอกพ่อ

                “พ่อไม่ได้เป็นคนกำหนดโชคชะตาของเรา เราไม่ได้ทำอะไรเลย”พ่อทวนคำพลางส่ายหน้า“โชคชะตา ใช่ ... โชคชะตา ... มันเป็นโชคชะตา ... โชคชะตา”

               ผมเพ่งมอง ใบหน้าซีดเผือดซูบผอมของพ่อด้วยความรู้สึกเศร้าใจระคนกระวนกระวาย ดูเหมือนว่าชีวิตได้ทิ้งร่างอันอ่อนล้าของพ่อไปแล้ว และที่ผมเห็นอยู่นี้เป็นเพียงวิญญาณของพ่อเท่านั้น  พ่อเอามือกุมหัวนิ่งเงียบ ผมไม่กล้าทำลายความเงียบในห้อง นอกจากเสียงฝนที่กระแทกใส่ฝาบ้านและไหลรี่ลงมาตามประตู  น้ำปกคลุมผืนแผ่นดิน แลดูเหมือนผ้าคลุมศพ มัจจุราชตระเวนหาเหยื่อ  บนท้องฟ้า สายฟ้าสีเงินขึงอยู่ระหว่างผืนฟ้ากับผืนดิน คดเคี้ยวราวงูพิษ แผดเสียงคำรามดังกึกก้อง โลกถูกเขมือบโดยทะเลคลั่ง กระท่อมของเราก็เกยตื้นอยู่ท่ามกลางพายุร้าย

               เสียงร้องโหยหวนทำลายสมาธิของเรา แม่ขยับตัว นิ้วมือแม่ที่บอบบางและแห้งยิ่งกว่ากิ่งไม้แห้ง บิดเกร็งอยู่บนผ้าห่ม ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด ดวงตาลึกโหลดูเหมือนรูสีดำสองรู แก้มตอบลึก จมูกเหี่ยวหุบ ทั้งเนื้อทั้งตัวมีเพียงหนังหุ้มกระดูก ร่างนั้นเหมือนไร้ชีวิตแล้ว

               พ่อกุมมือแม่ ถามว่าเจ็บตรงไหน แต่แม่เหมือนไม่ได้ยิน ยังคงส่งเสียงร้องครวญ

              “เจ็บ ... เจ็บ ...”

              ใจสลายเพราะเสียงร้องครวญนั้น ผมกระโดดไปหาแม่และร้องไห้

              “แม่ บอกข้าสิว่าเจ็บตรงไหน บอกข้าหน่อยสิแม่”ผมวอน

               แม่หยุดร้อง น้ำตาไหลเงียบๆ  ผมขอร้องให้พ่อไปซื้อยา แต่พ่อยังคงนั่งเหม่อ ตาลอยเหมือนไม่รู้ไม่เห็น และไม่ตอบผม มีเสียงดังขึ้น ไม่ดังไปกว่าเสียงลมหายใจ

              “นี่ไม่ใช่ความเจ็บปวด มันคือจุดจบ ข้าจะตาย ...”

               แม่พยายามยกตัวขึ้นบนที่นอน แต่ต้องล้มลงอีกพร้อมเสียงครางแล้วก็เงียบ ... ผมกอดร่างแม่ไว้แน่น ตอนแรกยังงุนงง ครู่ต่อมาจึงเข้าใจ และส่งเสียงร้องโหยหวน  พ่อคุกเข่าร้องไห้สะอึกสะอื้น ซบหน้าลงในมือไร้ชีวิตที่ห้อยอยู่ข้างเตียง แล้วทันใดนั้น พ่อก็ลุกขึ้นวิ่งออกไปท่ามกลางพายุฝน ผมกระโดดวิ่งตาม แต่พ่อยังคงวิ่งไม่หยุด ไม่ยอมหันกลับมา สุดท้ายผมก็เข้าใจว่า พ่อไปหาเงินซื้อโลงเพื่อฝังศพแม่

               ผมค้นเจอเสื้อผ้าฝ้ายกับกางเกงเก่าๆ ในหีบใบหนึ่ง ซึ่งแม่ได้เตรียมไว้เมื่อรู้ตัวว่าใกล้ตาย ผมล้างหน้าให้แม่ สวมเสื้อผ้าให้ แล้วห่อแม่ไว้ในผ้าห่ม  หลังจากนั้นสองชั่วโมง พ่อกลับมาพร้อมด้วยเกวียนเทียมลา บนเกวียนมีโลงศพไม้สนโลงหนึ่ง

                หลายปีหลังจากนั้น ผมมักคิดถึงวันนั้นว่าเป็นจุดเริ่มต้นของเคราะห์กรรมต่างๆ มากมายที่เกิดขึ้นในเวลาต่อมา และฝังใจกับความคิดที่ว่า เราน่าจะพยายามหลีกเลี่ยงมัน  จนเวลาล่วงเลยไปนานปี ผมจึงทำใจยอมรับว่า เราไม่อาจขัดขืนชะตากรรมของเราได้   ดังนั้น ผมจึงใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ ประสบกับการทดสอบอันหนักหนาสาหัสและความทุกข์ระทมต่างๆ นานา  ซึ่งผมกำลังพยายามบอกเล่าอยู่ในขณะนี้

 

คนที่สนใจเล่มนี้ มักเลือกเล่มเหล่านี้ด้วย


 

นางในคนสุดท้าย

The Last Concubine

ราคา : 350 250 บาท 

add to cart

 

จัณฑาล

ราคา : 315 250 บาท 

add to cart

 




ขออภัย หนังสือเล่มนี้หมดชั่วคราว

ราคา : 0  บาท 

add to cart