Click to Sanskrit Homepage
   สินค้าในตะกร้า (จำนวน 0 เล่ม) check out
search
my lines

 

my bookmark

ข้อมูลหนังสือ

จงเหมย

A Girl Named Faithful Plum

ผู้แต่ง : ริชาร์ด เบิร์นสไตน์
ผู้แปล : นิลุบล พรพิทักษ์พันธุ์
ราคา 350  บาท 


add to cart


     เรื่องจริงสาวน้อยชาวจีนวัย 11 ปี ใฝ่ฝันจะได้เป็นนักบัลเลต์ในกรุงปักกิ่งแต่ใครๆ ตราหน้าว่าเป็นไปไม่ได้ที่คนบ้านนอกอย่างเธอจะฝันสูง แต่เธอมุ่งมั่นไม่ฟังคำสบประมาท ในที่สุด.. เธอได้กลายมาเป็นนักเต้นบัลเลต์แถวหน้าของโลก
 

 

เรื่องย่อ


"หนูไม่กลับจนกว่าจะได้เต้น!

หนูเดินทางสามวันสองคืนเพื่อมาที่นี่

พ่อแม่หนูต้องกู้เงินมาซื้อตั๋วรถไฟให้หนู”

จงเหมยตะโกนเสียงสั่นน้ำตาคลอ

 

               “จงเหมย”  เด็กหญิงบ้านนอกตัวเล็กๆ ในครอบครัวชาวนายากจนของจีน แต่มีความใฝ่ฝันสุดแสนยิ่งใหญ่ที่จะเป็นนักบัลเลต์ให้ได้ เมื่อวิทยาลัยนาฏศิลป์ในปักกิ่งเปิดรับสมัครนักเรียนทั่วประเทศ เด็กหญิงรีบคว้าโอกาสทั้งๆ ที่ถูกคัดค้าน อีกทั้งครอบครัวไม่มีปัญญาจะหาเงินมาให้เธอเดินทางไปคัดเลือกตัวในเมืองหลวง  สุดท้ายพ่อแม่ต้องกู้หนี้ยืมสินเพื่อให้เธอได้ทำตามใจฝันและเด็กหญิงได้รับเลือกเป็น 1 ใน12 คน จากผู้สมัคร 60,000 คนทั่วประเทศ

               เด็กบ้านนอกกับบัลเลต์ช่างเป็นอะไรที่ต่างกันสุดขั้ว เด็กหญิงถูกดูหมิ่น ถูกกีดกันจากครูผู้สอน ต้องไปนั่งอยู่มุมห้องเฝ้าดูเพื่อนๆ เรียนเต้น เธอมุ่งมั่นจดจำทุกท่าทางและแอบฝึกด้วยตัวเองตอนกลางคืนขณะที่ทุกคนหลับ

               ปีแล้วปีเล่าที่ต้องอดทนและบากบั่นฝึกซ้อมเพื่อไม่ให้ถูกไล่ออก ต้องตกเป็นตัวประหลาดประจำห้องเพราะเป็นเด็กบ้านนอกแสนเฉิ่ม ในที่สุดความสำเร็จก็มาเยือน จงเหมยกลายเป็นหนึ่งในนักเต้นบัลเลต์แถวหน้าที่มีชื่อเสียงที่สุดของจีน และถือเป็นตำนานวิทยาลัยนาฏศิลป์จีนมาจนทุกวันนี้

นี่คือเรื่องราวของเด็กหญิงคนหนึ่งที่มุ่งมั่น ไม่ยอมสยบให้กับใครๆ หรือสิ่งใดๆ จนกว่าจะลุถึงความฝัน

ทดลองอ่าน


 

ไม่เคยมีชาวบ้านคนไหนไปปักกิ่งมาก่อน ไม่กระทั่งจะกล้าฝันด้วยซ้ำ

 

เช้าอันสดใสวันหนึ่งของฤดูใบไม้ผลิปี 1978 ณ ดินแดนไกลโพ้นเหนือสุดของแผ่นดินจีน เด็กหญิงวัยย่างสิบเอ็ดปีเต็ม นามหลี่จงเหมย ก้าวเท้าขึ้นรถโดยสารประจำทางต่อแรก เพื่อเดินทางไปยังปักกิ่ง เมืองหลวงของจีน จงเหมยตื่นนอนแต่เช้าเหมือนทุกวันด้วยเสียงปลุกของไก่ขันและเสียงกระต๊ากๆ ของแม่ไก่จากลานหน้าบ้าน เธอตื่นเต้นและเปี่ยมไปด้วยความหวัง แต่ก็หวาดวิตกมากจนไม่แน่ใจว่าจะกินมื้อเช้าที่เป็นข้าวต้มกับข้าวโพดชุบแป้งทอด ที่พี่จงฉินทำให้ลงหรือเปล่า เพราะนี่เป็นเหตุการณ์ครั้งสำคัญในชีวิตของเด็กหญิงผู้ซึ่งไม่เคยจากบ้านไปนานเกินสองสามชั่วโมงเลย และนี่ถือว่าเป็นเหตุการณ์ที่ควรค่าแก่การจดจำสำหรับเมืองนี้เช่นกัน เมืองที่มีชื่อว่า เป่าฉวนหลิง ซึ่งชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่เคยมีใครไปปักกิ่งมาก่อนเลย อีกทั้งยังไม่เคยมีใครฝัน ไม่เคยมีใครหวังว่าจะได้ไปด้วยซ้ำ

เมื่อจงเหมยมาถึงสถานีรถโดยสารซึ่งเป็นแค่ลานโล่งๆ ข้างถนนสายหลักของเป่าฉวนหลิง ก็พบคนที่เธอรู้จักมารอส่งเธอหลายคน มีเพื่อนนักเรียนจากชั้นประถมสี่ เพื่อนบ้าน กับครูอีกสองสามคน ส่วนพี่ๆ น้องๆ ของเธอทั้งหมด ทั้งพี่สาวสองคน พี่ชายกับน้องชาย ต่างพากันเดินทางมาที่สถานีรถกับเธอด้วยแล้ว ขาดแต่พ่อกับแม่ที่ไม่สามารถมาส่งเธอได้ เพราะต้องทำงานทั้งวันเหมือนเช่นผู้ใหญ่ทุกคนในภูมิภาคแถบนี้ของจีน แม้ว่าลูกสาวของพวกเขาจะได้ไปหรือไม่ไปปักกิ่ง การเดินทางต้องใช้เวลาสามวันสองคืน ด้วยรถโดยสารประจำทางสองทอด และต่อด้วยรถไฟอีกสองต่อ การเดินทางช่วงแรกเป็นการเดินทางไปยังเจียมู่ซือ ซึ่งต้องต่อรถสองครั้ง มันใช้เวลาร่วมสี่ชั่วโมง แต่จงเหมยไม่ได้เดินทางตามลำพัง เธอเดินทางพร้อมจงฉิน ซึ่งไม่เพียงเป็นพี่สาวของเธอเท่านั้น หากแต่ยังเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของเธอด้วย

“พวกเราจะคิดถึงเธอนะ” เพื่อนนักเรียนคนหนึ่งตะโกนบอก ตอนจงเหมยกับจงฉินกำลังจะก้าวเท้าขึ้นรถ

“ฉันก็จะคิดถึงพวกเธอเหมือนกัน” จงเหมยตอบ

“ทำให้ดีที่สุดนะ” ครูพูดพลางชูกำปั้นขึ้น ท่าทางดูคล้ายรูปคนในโปสเตอร์ที่ติดอยู่ทั่วจีนในยุคนั้น มันเป็นโปสเตอร์ที่เรียกร้องให้ประชาชนลุกขึ้นมาปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง1 “พยายามให้จงหนัก จงเข้มแข็ง”

“หนูจะพยายามค่ะ” จงเหมยบอก

จงเหมยจับมือลาทุกคน ตบศีรษะน้องชายเบาๆ แล้วหันไปสวมกอด
พี่สาวคนรอง ส่งยิ้มให้พี่ชายที่กำลังชูนิ้วโป้งให้กำลังใจเธอ ขณะยืนอยู่บนบันไดรถโดยสาร จงเหมยมองไปรอบๆ สถานที่ที่เธอใช้ชีวิตเยาว์วัยมาตลอดด้วยสายตาบอกความอาวรณ์ เป่าฉวนหลิงเป็นดินแดนที่ห่างไกลลิบลับในมณฑลเฮยหลงเจียงของจีน ตั้งอยู่ตรงชายขอบติดกับดินแดนไซบีเรียของรัสเซีย อากาศที่นี่ร้อนจัดในฤดูคิมหันต์ หนาวจนถึงจุดเยือกแข็งในช่วงเหมันต์ และปะทะกับสายลมอันเกรี้ยวกราดในช่วงฤดูใบไม้ผลิและใบไม้ร่วง แต่อากาศยามเช้าตรู่ของวันนี้เย็นสดชื่น ท้องฟ้าสีฟ้าอ่อนหมองมัวด้วยฝุ่นสีเหลือง แซมด้วยริ้วเมฆชั้นสูงบางๆ ธงชาติจีนที่มีรูปดาวสีเหลืองบนพื้นแดงโบกสะบัดเอื่อยๆ อยู่บนเสาธงที่เห็นอยู่ใกล้ๆ ตรงช่องว่างระหว่างตึกที่เรียงรายอยู่บนถนนสายหลัก จงเหมยมองเห็นแถวชายหญิงที่เดินแบกจอบแบกเสียมพาดบ่าราวกับแบกปืน พากันเดินแถวมุ่งหน้าสู่ทุ่งข้าวสาลีและแปลงผักระบบคอมมูน2 ของเป่าฉวนหลิง

จงเหมยและจงฉินหาทางเบียดขึ้นไปบนรถ จงเหมยถือกระเป๋าเสื้อผ้าใบเล็กที่จงฉินซื้อให้จากร้านค้าละแวกบ้าน เด็กบ้านหลี่ทั้งคู่ไม่เคยเดินทางไปต่างถิ่นมาก่อน จึงไม่มีกระเป๋าที่ใช้ในการเดินทาง การจะขึ้นรถให้ได้ต้องออกแรงผลักและเบียดเสียดกับพวกผู้โดยสารเพื่อที่จะได้จับจองที่นั่ง ไม่เช่นนั้นก็ต้องเสี่ยงกับการต้องยืนตรงช่องทางเดินตรงกลางรถระหว่างแถวที่นั่งซ้ายขวาไปตลอดทางเพื่อไปยังเฮ่อกั่ง แต่จงฉินโชคดีได้ที่นั่งแถวแรกหลังคนขับ เธอรับกระเป๋าเดินทางของจงเหมยมาวางไว้บนตักตัวเอง จงเหมยที่โชคไม่ดีนัก ต้องนั่งบนเบาะที่วางอยู่บนฝาครอบเครื่องยนต์ตรงด้านหน้าของทางเดิน ซึ่งตรงนั้นที่นั่งจะร้อนอยู่ตลอดเวลาเมื่อเครื่องยนต์ทำงาน อีกทั้งยังสั่นสะเทือนตลอดการเดินทางอีกด้วย

จงเหมยมองคนขับที่กำลังเร่งเครื่องเสียงดังและเข้าเกียร์ แล้วหันไปเพื่อจะโบกมือลาเพื่อนๆ และพี่น้อง แต่พอรถออกตัวได้มันกลับตีฝุ่นตลบและพ่นควันดำโขมงออกมา ทำให้เธอมองไม่เห็นใครๆ จงเหมยรู้สึกผิดหวังแต่ก็คิดว่าช่างมันเถอะ หลายสัปดาห์มานี้ ใครๆ ต่างบอกเธอว่า เธอมุ่งหน้าไปเพื่อพบกับความล้มเหลวในปักกิ่ง และจะกลับมาเป่าฉวนหลิงในอีกไม่นาน หลังจากนั้นทุกอย่างก็จะกลับไปเหมือนเดิม เว้นเสียแต่ว่า ครอบครัวที่ลำบากอยู่แล้วของเธอต้องหาทางคืนเงินที่หยิบยืมมาเป็นค่าตั๋วรถไฟที่แสนแพง นี่ไม่ใช่สิ่งที่จงเหมยหวังไว้ และเธอตั้งใจที่จะไม่ยอมล้มเหลว อีกทั้งใครๆ พากันคิดว่าการเดินทางครั้งยิ่งใหญ่ของเธอในครั้งนี้ ไม่มีความหมายอะไร จนทำให้จงเหมยชักเริ่มสงสัยเหมือนกันว่า บางที พวกเขาอาจพูดถูกก็ได้

ถนนราบเรียบเป็นเส้นตรงมุ่งหน้าออกจากเป่าฉวนหลิงเรียงรายด้วยต้นเบิชสีเทา ลำต้นของมันถูกทาด้วยสีขาว เพื่อจะได้มองเห็นอย่างชัดเจนในยามค่ำคืน ถนนคลาคล่ำไปด้วยจักรยานสองล้อ เกวียนเทียมวัว และรถสามล้อขนพืชผลทางเกษตรที่บรรทุกหมูที่ถูกมัดขา สุ่มไก่ อิฐ และถ่านก้อน หัวผักกาด มะเขือม่วง ฟาง หรือถุงตาข่ายใส่หัวหอมเล็กหรือถั่วลันเตา หัวกระเทียม มองเลยขึ้นไปจะเห็นนกสีดำเกาะอยู่ตามสายไฟฟ้าที่ขึงระหว่างเสาโทรศัพท์ขนานเป็นแนวไปกับถนน

รถบัสส่งเสียงกระหึ่ม กระเด้งกระดอนไปตามถนนขุรขระ รถบรรทุกแออัดยัดทะนานด้วยคนทำงานไร่ที่นั่งห้อยขาอยู่บนแคร่ไม้บนหลังรถที่วิ่งสวนมา พวกเขากำลังถูกพาไปทำงาน ณ ทุ่งนาที่ห่างไกลออกไปของเป่าฉวนหลิง จงเหมยเพ่งดูว่า แม่ของเธอจะอยู่ท่ามกลางคนงานเหล่านั้นหรือเปล่า เพราะแม่ต้องไปทำงานในไร่บริเวณนั้นบ่อยๆ แต่ก็ไม่เห็น แรงสั่นสะเทือนของเครื่องยนต์ทำเอากระดูกตามเนื้อตัวของเธอต้องสั่นไปด้วยและก้นของเธอก็ร้อนผ่าว

เมื่อมองไปทางด้านซ้าย ที่เห็นไกลๆ คือแนวเทือกเขาสีม่วงที่ในยามฤดูใบไม้ผลิกับฤดูร้อน จงเหมยกับคนในครอบครัวจะพากันออกไปเก็บเห็ดและหาพืชจำพวกสมุนไพรด้วยกัน ยอดเขานี้เป็นที่มาของชื่อเมืองที่เป็นบ้านเกิดของจงเหมย ซึ่งประกอบด้วยอักษรจีนสามตัว “เป่า ฉวน หลิง” อันหมายถึง “น้ำอันมีค่าจากยอดเขา” จงเหมยยังจำเมื่อครั้งที่เธอไปเที่ยวกับพี่สาวทั้งสองคนของเธอได้ดี ในฐานะที่เป็นน้องคนเล็ก จงเหมยจึงได้รับอนุญาตให้ปีนขึ้นไปเฉพาะยอดเขาลูกแรกเท่านั้น ขณะที่พี่สาวออกไปเก็บลูกสนและเห็ดป่า ในยามค่ำคืนครอบครัวหลี่จะได้ยินเสียงพวกหมาป่าที่อยู่บนยอดเขาถัดไปส่งเสียงหอนแว่วมาให้ได้ยินอยู่บ่อยๆ บางครั้งญาติผู้พี่ของจงเหมยก็จะเข้าป่าเพื่อล่าไก่งวงหรือนกยูงที่อยู่สูงขึ้นไปบนภูเขา และถ้าเขาล่าได้ ที่บ้านเธอก็จะมีเนื้อกินในมื้อค่ำ ชาวบ้านในเป่าฉวนหลิงไม่ได้มีโอกาสจะได้กินเนื้อกันบ่อยนัก

ครั้งหนึ่ง หลี่เฟิง น้องชายของจงเหมยไม่ค่อยสบาย จงหลิงพี่สาวคนรองต้องขึ้นเขาเพื่อไปเก็บหญ้าชนิดหนึ่งซึ่งสามารถนำมาบ่มเป็นชาสมุนไพรจงหลิงขึ้นเขาลูกแรก เดินเข้าไปในป่าซึ่งเป็นที่ๆ เธอกับจงฉินเคยมาเก็บพวกถั่วหรือเห็ด แล้วเดินเลยไปจนถึงหุบเขาลูกที่สอง เพื่อเก็บหญ้าที่เธอต้องการ ที่นั่น เธอเห็นลูกสุนัขสองตัวอยู่ในรังใต้ต้นไม้ใหญ่ รังของมันทำด้วยใบไม้กับพวกกิ่งไม้ต่างๆ จงหลิงคิดว่ามันเป็นลูกสุนัขธรรมดาๆ เพราะมันช่างน่ารักและขี้เล่น เธอจึงจับมันใส่กระสอบแล้วเอามันกลับมาบ้านด้วย เมื่อถึงบ้าน เธอปล่อยมันไว้ใต้โต๊ะในครัว แล้วเอาเศษอาหารให้มันกิน

ตกคืนนั้น เธอได้ยินเสียงหอนของหมาป่าที่ฟังดูไม่ไกลเหมือนเคย หากแต่กลับได้ยินเสียงของมันที่อยู่ใกล้มาก เสียงครูดคราดดังอยู่นอกบ้านนั่นเอง เสียงนั่นฟังเหมือนเสียงเขี้ยวเล็บกำลังตะกุยผนังอิฐของบ้าน ทันใดนั้นหมาป่าสีเทาซึ่งเป็นจ่าฝูงก็โผล่หน้ามาตรงหน้าต่าง มันกำลังแยกเขี้ยวดุเหมือนที่จงเหมยเคยจินตนาการตอนอ่านนิทานเรื่องลูกหมูสามตัวที่โรงเรียน หมาป่านั่นจ้องมองเข้ามาในบ้าน ดูเหมือนมันจะพยายามมองหาอะไรบางอย่างที่ตอนนั้นทุกคนต่างรู้แล้วว่า ลูกหมาที่จงหลินอุ้มใส่กระสอบกลับมาด้วยนั้นไม่ใช่ลูกหมาบ้านธรรมดาๆหากแต่มันเป็นลูกหมาป่า จงเหมยจำได้ว่าคืนนั้นเธอไม่สามารถข่มตาหลับได้เลย เธอกอดพี่สาวคนโตเอาไว้แน่น พลางฟังเสียงเดินย่ำไปๆ มาๆ ของหมาป่าที่อยู่นอกบ้าน พวกมันเอาจมูกดุนหน้าต่าง ตะกุยฝาบ้าน และส่งเสียงหอนใส่พระจันทร์ใกล้ๆ รั้วบ้านแค่นี้เอง

“ไม่ต้องกลัวนะ” จงฉินบอกจงเหมยกับหลี่เฟิง ซึ่งขวัญเสียพอๆ กัน “บ้านเราสร้างด้วยอิฐแข็งแรงมาก”

ในที่สุดจงเหมยก็หลับไป เมื่อเธอตื่นนอนตอนรุ่งสาง หมาป่าก็ไปแล้ว จงหลิงจัดการเอาลูกหมาป่าที่สุดแสนน่ารักทั้งสองตัวใส่กระสอบแล้วเปิดแน่บไปที่สนาม ออกไปนอกประตูรั้ว กระโดดขึ้นรถ สายตาคอยสอดส่ายดูว่าพวกหมาป่าที่เธอกลัวตั้งแต่เมื่อคืนยังเตร็ดเตร่อยู่แถวข้างๆ บ้านหรือเปล่า แล้วเธอก็เอากระสอบขึ้นพาดบ่า ปีนข้ามเขาลูกแรก แล้วปล่อยลูกหมาป่าทั้งสองตัวไป สายตามองดูพวกมันที่วิ่งข้ามเนินเขาเข้าไปในป่าลึก ค่ำคืนถัดมา เสียงหอนของหมาป่าแว่วมาไกลๆ ทำให้ทุกคนมั่นใจได้ว่า พวกมันอยู่ไกลออกไปแล้ว แต่ความหวาดกลัวยังคงหลงเหลืออยู่บ้าง จงเหมยยังจำเหตุการณ์ในคืนนั้นได้ดี เธอยิ้มให้กับความทรงจำนั้น

เมื่อมองไปทางด้านขวามือ จงเหมยเห็นแสงสะท้อนจากแม่น้ำเฮยหลง ซึ่งเป็นพรมแดนที่กั้นระหว่างจีนกับรัสเซีย ระหว่างเนินเขากับแม่น้ำคือทุ่งนาราบเรียบผืนมหึมาของนาคอมมูน โรงงานปูนซีเมนต์ เตาเผาอิฐ โรงเรียนชั้นประถม และบ้านเรือนหลังเตี้ยๆ ทั้งหมดนี้คือโลกที่จงเหมยรู้จัก

จงเหมยไม่เคยวิตกกังวลเช่นนี้มาก่อน เธอทั้งตื่นเต้นกับความเป็นไปได้ผสมผสานกับความกลัวในสิ่งที่ยังไม่รู้ เธอไม่เคยนั่งรถไฟมาก่อน ไม่แม้กระทั่งจะเคยเห็นมันใกล้ๆ ด้วยซ้ำ แล้วดูตอนนี้สิ เธอกำลังได้นั่งรถไฟที่จะพาเธอไปยังเมืองหลวงของจีนที่เปรียบเหมือนเมืองในนิทาน และในความคิดของเด็กบ้านนอกอย่างเธอ คงเป็นเมืองที่ยิ่งใหญ่สวยงามเกินกว่าจะจินตนาการ ปักกิ่งเป็นเมืองที่ชาวจีนที่มีชื่อเสียงส่วนใหญ่อาศัยอยู่ เป็นที่ที่พระราชวังและอนุสรณ์สถานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของชาติตั้งอยู่ ยังไม่นับรวมความมโหฬารของจัตุรัสเทียนอันเหมิน ที่จงเหมยเคยเห็นแต่รูปในหนังสือพิมพ์บ่อยๆ ดาราภาพยนตร์ก็อยู่ในปักกิ่งเช่นเดียวกับบรรดาผู้นำประเทศ ซึ่งแน่ละต้องรวม ประธานเหมาเจ๋อตง ผู้ก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน รูปของท่านติดอยู่ทุกหนทุกแห่งทั่วประเทศ แม้เจ้าตัวจะตายไปเมื่อสองปีก่อนแล้วก็ตาม เป็นเจ้าของคติพจน์มากมายที่เด็กนักเรียนจีนทุกคนท่องจำได้ ปักกิ่งสำคัญและยิ่งใหญ่ และยังเป็นเมืองที่จงเหมยไม่รู้จักใครเลยสักคน นั่นย่อมทำให้เด็กหญิงวัยสิบเอ็ดปีที่ไม่เคยต้องอยู่โดดเดี่ยวมาก่อนรู้สึกไม่สบายใจ แม้จะรู้สึกตื่นเต้น จงเหมยก็ไม่รู้เลยว่า ทุกอย่างในชีวิตเธอจะเปลี่ยนไปนับจากนาทีที่เธอออกเดินทางจากบ้านเกิด หากเธอได้รู้ถึงความยากลำบากของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ล่วงหน้า เธออาจไม่อยากก้าวเท้าขึ้นรถประจำทางที่นำเธอมาสู่เฮ่อกั่งตั้งแต่แรกก็ได้