Click to Sanskrit Homepage
   สินค้าในตะกร้า (จำนวน 0 เล่ม) check out
search
my lines

 

my bookmark

ข้อมูลหนังสือ

เกิดมาเป็นลูกคนกลาง

The Third Son

ผู้แต่ง : จูลี่ วู
ผู้แปล : นิลุบล พรพิทักษ์พันธุ์
ราคา 330  บาท 


add to cart


ผมเคยสงสัยว่าผมต่างกับพวกเขาตรงไหน 
แม้ผมจะไม่เคยอยากเป็นเหมือนพวกเขาเลยก็ตาม

 

เรื่องย่อ


''กัวจ้าวหลิน'' ลูกชายคนกลางที่เติบโตมาในยุคแผ่นดินไต้หวันถูกยึดครองโดยญี่ปุ่น ยุคที่บ้านเมืองระส่ำระสาย แบ่งเป็นสองฝักสองฝ่าย เขาถูกพ่อแม่ละเลยมองข้ามเหมือนไม่มีตัวตน ไม่เคนได้กินอิ่ม ไม่เคยมีเสื้อผ้าใหม่ ไม่เคยได่รับความรัก หากแต่กัวจ้าวหลินเอาชนะความขมขื่นด้วยการใผ่ดี มุมานะจนสามารถประสบความสำเร็จในอเมริกาด้วยต้นทุนของความเป็นลูกคนกลาง

ทดลองอ่าน


1

 
สมัยเป็นเด็ก ผมรู้ทางกลับบ้านดี ก็ผมเดินกลับทางนั้นทุกวัน แต่ไม่ใช่เส้นทางนั้นหรอกที่ทำให้ผมต้องการหนีจากมันเกือบทั้งชีวิต ในทศวรรษ 40 นั้น ชนบทของเมืองเล็กๆ อย่างเถาหยวน 1 ยังเขียวขจีและสวยงาม ชนบทในวัยเด็กของผมเปี่ยมด้วยชีวิตชีวาจากฝูง
นกกระสาที่โบยบินอวดปีกสีขาวเจิดจ้าเหนือทุ่งนาระยิบระยับด้วยเปลวแดด จักจั่นส่งเสียงขับขานบทเพลงดังขรมตามต้นไทร
หอมกลิ่นโคลนสาบควายผสมกลิ่นกองฟาง และ ณ สุดขอบฟ้า จะเห็นแนวเทือกเขาเขียวของภาคกลางตั้งสูงเสียดฟ้า แม้ทุกวันนี้ ผมยังฝันว่าเอื้อมมือออกไปไขว่คว้ามัน
          ...ไม่ใช่เส้นทางนั้นในตอนนั้น หากแต่แรงที่ผลักดันผมตลอดทางเดินนั้นต่างหากที่ทำให้ผมขุ่นเคืองใจ รองเท้าที่ใส่เก่าจนส้นสึก มันบางแนบติดพื้นทางเดินกรวดทีเดียว เสื้อเก่าๆ ที่ผมใส่ก็โละมาจากพี่ชาย มันเปียกชุ่มด้วยเหงื่อจนผ้าแนบแผ่นหลังและหน้าท้อง ผมเดินกลับบ้านด้วยใจที่เต้นระรัวเพราะความกลัวสู่ประตูบ้านของเราซึ่งใหญ่โตแน่นหนาจนน่าจะกั้นแม่น้ำตันสุ่ยได้ กลับไปหาแม่ผู้รออยู่ที่หลังประตูบานนั้น กลับไปหาพ่อที่นั่งอยู่บนเก้าอี้เท้าแขน มีเพื่อนนักการเมืองเฝ้าติดตามเหมือนดั่งเงา ผมเดินด้วยแรงกระตุ้นที่แข็งแกร่งกว่ากองทัพใดๆ เพื่อข้ามสู่อีกซีกโลกหนึ่ง
          ระหว่างเดินกลับบ้าน ผมอดไม่ได้ที่จะผูกเศษเหล็กเข้ากับรูท่อเหล็กอีกอันด้วยเศษเชือกที่เก็บได้จากข้างทาง ผมเดินสะดุดบ่อยๆ เพราะต้องหยุดผูกปมเป็นพักๆ จนนิ้วมือด้าน เชือกหมด ผมจึงก้มลงถอนต้นหญ้าข้างทางมาบิดเป็นเกลียวแทนเชือก ก็พอดีได้ยินเสียงลมหวีดหวิวจากใบคมๆ ของหญ้าที่พัดเสียดสีแหวกให้เห็นแผ่นหินแกรนิตครึ่งวงกลม ซึ่งเป็นป้ายหลุมศพของบรรพบุรุษรุ่นแรกของผมแวบๆ แต่ไกล
          ผมเพิ่งติดปีกเสร็จ ก็รู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนของพื้นดินผ่านรองเท้าที่ส้นสึกหมดแล้วพร้อมเสียงกึกก้อง ผมเงยหน้าขึ้นมอง ทันได้เห็นขบวนตู้รถไฟสีน้ำเงินแล่นผ่านไป ก่อนเลี้ยวโค้งขึ้นเหนือ ล้อรถบดดังฉึกฉัก หน้าต่างของมันเจิดจ้าด้วยลำแสงอาทิตย์สีส้มที่กำลังจะลาลับฟ้า
          รถไฟขบวนสุดท้ายของวันมุ่งสู่ไทเป ผลิตผลของญี่ปุ่นผู้ยึดครองและปกครองเรากว่าสี่สิบห้าปีที่ผ่านมา รถไฟขบวนนี้ตรงเวลาเสมอนั่นแสดงว่าผมกลับบ้านช้าอีกแล้ว ผมยังเด็กเกิน จึงไม่รู้จักดูเวลาด้วยวิธีอื่นใด
          ผมออกจากบ้านตอนเช้าพร้อมความตั้งใจอย่างแน่วแน่ที่จะกลับให้ทัน ก่อนนี้ผมเคยตามพี่ชายผม คาซูโอะกับจุน ไปเล่นดีดลูกหินกับเพื่อนข้างบ้านชนะได้แก้วลูกตาเสือเก็บไว้ในกระเป๋าที่ได้รับตกทอดมาจากพี่ชาย แต่พอพี่ชายผมเริ่มเบื่อเล่นกับพวกเด็กๆ ซึ่งรวมผมที่อายุแค่ห้าขวบอยู่ด้วย ผมเลยปลีกตัวมาหาเศษเหล็ก เศษลวด มาทำของเล่นเอง ผมต่อรถ ต่อแทรคเตอร์ ต่อรูปสัตว์ต่างๆ และของเล่นที่ส่งเสียงก๋องแก๋งกวนใจพ่อแม่และพี่ชาย จนพวกเขาตะโกนด่าผมว่า “เจ้าเด็กโง่ แกทำให้ทุกคนรำคาญจะตายแล้ว''
          ทุกๆ วัน ผมจะเพลินกับการทำของเล่นจนลืมเวลาทุกที รถไฟวิ่งผ่านไปแล้ว ทิ้งเพียงกลิ่นไหม้ของถ่านหินและเสียงร้องระงมของกบที่ซ่อนตัวอยู่ตามยอดหญ้า กวีผู้เฒ่าอาจจะยินดีที่ได้เฝ้ามองนกกระยางแหวกแอ่งน้ำขังตามทุ่งนาพลางกระพือปีกหาอาหาร แต่หัวใจดวงน้อยของผมตกไปอยู่ใต้ตาตุ่ม เพราะแสงสีส้มคือลางไม่ดีสำหรับผม ผมเร่งฝีเท้า แต่ก็ไม่วายจะลองเครื่องบินปีกพับที่ผมเพิ่งต่อเสร็จ ปีกมันหุบเข้าหุบออกได้เมื่อผมลากมันผ่านสุสานบรรพบุรุษไต้หวันรุ่นแรกของผม ท่านเป็นนักบุกเบิกที่มาจากมณฑลฝูเจี้ยนของจีนเมื่อสองร้อยปีก่อน ผมเดินผ่านไปอย่างรวดเร็ว ทุ่งถัดไปนั้นเป็นที่ฝังศพของบรรพบุรุษรุ่นที่สองที่เป็นชาวนาฐานะมั่งมี และรุ่นที่สามที่เป็นหมอและถูกดักฆ่าเพราะหาญกล้าไปรักษาคนไข้นอกตระกูล ผมเก็บเครื่องบินใส่กระเป๋า เดินเลี้ยวตรงหัวมุม ขาผมแข็งทื่อ ปากแห้งผาก เมื่อเห็นประตูหน้าบ้านบานหนาหนักกับกลอนไม้โบราณ เมื่อผมผลักประตูที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดเข้าไป ก็เจอแม่ในชุดกี่เพ้าเก่าๆ ยืนรออยู่ แม่มีใบหน้ายาว คางเหลี่ยมเหมือนผม ตาข้างหนึ่งสองชั้นแต่อีกข้างชั้นเดียว แม่เงื้อกิ่งไผ่ขึ้นเฆี่ยนผม
          หวดแรก ทำเอาผมทรุดลงคุกเข่ากับพื้น เสียงหวดกระทบสีข้างสะโพกเสี้ยนกิ่งไผ่บาดเนื้อตรงรอยเสื้อที่สอดเข้าไปในขอบกางเกงขาสั้น เมื่อแม่เงื้อมือจะหวดซ้ำ ผมรีบล้มตัวนอนกับพื้น เอามือกุมศีรษะ ดมกลิ่นพื้นที่รองเท้าหนังไม่รู้กี่คู่ต่อกี่คู่ย่ำจนลื่นเรียบ เตรียมรับความเจ็บปวดที่จะหวดซ้ำตามมา ผิวเนื้อของผมยังบอบบางนัก ร่างกายเด็กๆ ไม่อาจรับมือกับการเฆี่ยนตีของผู้ใหญ่ หรืออีกนัยหนึ่งเด็กอดทนเพื่อจะเอาตัวรอดให้ได้ แต่ความหวาดผวาจะไม่มีวันจางหาย มันจะยังคงสดใหม่และเจ็บปวดติดตัวไปชั่วชีวิต
          ผมจะอยู่บ้านก็ได้ จะได้ไม่ต้องกลับบ้านช้า หรือเมื่ออยู่นอกบ้านก็ควรจะนึกกลัวให้มากๆ จะได้ไม่กล้าเถลไถล แต่ห้องรับแขกที่บ้านมักมีแขกสำคัญของพ่อมายึดครองจนเต็ม ส่วนบริเวณลานหน้าบ้านก็ต้องเดินด้วยความระมัดระวัง เพราะมีกระด้งตากหัวไชเท้ากับผักกาดขาว เพื่อเอาไว้ทำผักดองกินในฤดูหนาวเกลื่อนเต็มไปทั้งลาน บ้านเรามีของเล่นไม่กี่ชิ้นกับเครื่องมือที่ช่างซ่อมหลังคาบ้านวางทิ้งไว้ข้ามคืน ผมเคยถูกจับได้ว่าเอาสีที่ช่างวางทิ้งไว้ไปทามุมโต๊ะกินข้าว เลยไม่มีเครื่องมือช่างให้เห็นอีก
          แต่ทุ่งนาที่เลยพ้นบ้านเราไป ไม่มีกฎเกณฑ์ใดๆ นอกจากกฎที่ผมกำหนดขึ้นเอง ผมถึงมักเล่นเพลินจนลืมเวลา การทำโทษของแม่คือสิ่งที่ผมต้องจ่ายเพื่อแลกกับช่วงเวลาแห่งอิสรภาพทุกบ่ายของผม
          การถูกตีไม่ใช่เรื่องผิดปกติ ผมรู้มาว่าบรรดาเด็กชายข้างบ้านที่ผมเล่นด้วย ก็ถูกลงโทษทุกวันเหมือนๆ กัน บางคนถูกตีเพราะไม่ไปเรียน หรือเพราะขโมยอาหาร
          บรรดาลุงๆ กับป้าๆ ของผมมักตีผมที่มากินข้าวช้า และชอบทำให้บ้านหนวกหูด้วยของเล่นแปลกๆ ที่ส่งเสียงดังน่ารำคาญ ส่วนพ่อแม่ผม ก็ตีผมบ่อยๆเหมือนกัน
          พูดถึงพี่น้องของผม ผมไม่ใช่เด็กคนเดียวในบ้านที่จะรีบหลบทันทีที่ได้ยินฝีเท้าของพ่อ พ่อจะทำงานสำคัญจนถึงค่ำ ถึงไม่ชอบให้ใครส่งเสียงเอะอะหรือกวนใจท่าน ตกเย็น พอได้ยินฝีเท้าหนักๆ ตรงหน้าบ้านกับเสียงเอี๊ยดอ๊าดของประตูไม้ที่เปิดออก พวกเราพากันเผ่นเหมือนนกติดปีก ไปหลบตามหลืบมุมห้องให้ไกลที่สุดแต่ผมไม่เคยเห็นแม่ตีพี่น้องอีกหกคนของผมเลย ผมเคยสงสัยว่าผมต่างกับพวกเขาตรงไหน แม้ผมจะไม่เคยอยากเป็นเหมือนพวกเขาเลยก็ตาม
 

1 เถาหยวน (Taoyuan) มณฑลหนึ่งทางตะวันตกเฉียงเหนือของสาธารณรัฐจีน (ไต้หวันมีเมืองหลวงชื่อ เถาหยวนซิตี้ เถาหยวน หมายถึง สวนท้อ เพราะในอดีตเคยเป็นแหล่งสวนท้อจำนวนมาก ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของท่าอากาศยานนานาชาติของไต้หวัน