Click to Sanskrit Homepage
   สินค้าในตะกร้า (จำนวน 0 เล่ม) check out
search
my lines

 

my bookmark

ข้อมูลหนังสือ

คุณนายขาวสาวใช้ดำ

The Help

ผู้แต่ง : แคทรีน สต็อคเก็ต
ผู้แปล : ศุภลักษณ์ สนธิชัย
ราคา 370  บาท 


add to cart


• Indies Choice Book of the Year 2010
• Southern Independent Booksellers Association’s Book of the Year for Fiction
• USA Today’s Book of the Year 2009
• The NewYork Times Bestseller
ขายลิขสิทธิ์ 37 ประเทศทั่วโลก
• 1 ใน 10 หนังสือยอดเยี่ยมแห่งปี 2010 จากผู้อ่าน ReadingGroupGuides.com
• เป็นภาพยนตร์โดยสตีเว่น สปีลเบิร์ก แห่งดรีมเวิร์กกำหนดฉายสิงหาคม 2011

 

เรื่องย่อ


สกีตเตอร์ ลูกสาวเจ้าของไร่ฝ้ายเมืองแจ็คสัน รัฐมิสซิสซิปปี กลับมาอยู่บ้านหลังจบปริญญา แต่มันไม่ได้ทำให้แม่ของเธอมีความสุข  เพราะนิ้วนางข้างซ้ายของลูกสาวปราศจากแหวนหมั้น   สกีตเตอร์เฝ้าคิดถึงแม่บ้านผิวดำที่เธอผูกพันตั้งแต่เด็กและหายไปจากบ้านโดยที่ไม่มีใครรู้ 

          ไอบีลีน แม่บ้านผิวดำที่เชี่ยวชาญการเลี้ยงเด็ก เธอเลี้ยงเด็กมาแล้ว 17 คน   หากแต่ต้องสูญเสียลูกชายคนเดียวไปกับอุบัติเหตุ  ไอบีลีนทุ่มเทความรักให้ทารกน้อยผิวขาวที่เธอเลี้ยง เพราะรู้ดีว่าคุณผู้หญิงผิวขาว ผู้เป็นแม่แท้ๆ ไม่ได้ใยดีหนูน้อยเลย

          มินนี่ สาวใช้จอมโวยปากคอเราะราน แต่ฝีมือทำกับข้าวสุดยอด ปากพล่อยๆ ของเธอทำให้ถูกไล่ออกเป็นประจำ ในที่สุดเธอไปเป็นแม่บ้านให้คุณนายหน้าใหม่ในเมืองที่ไม่รู้กิตติศัพท์ของมินนี่มาก่อน แต่คุณนายเองก็ปกปิดความลับอะไรบางอย่างเช่นกัน

          สามสาวต่างวัยต่างผิว ต่างตกลงปลงใจร่วมหัวจมท้ายทำอะไรบางอย่าง....บางอย่างที่ต้องเป็นความลับ?สุดยอด บางอย่างที่อันตรายถึงชีวิต แต่มันจะเปลี่ยนโฉมหน้าเมืองแจ๊คสันไปตลอดกาล

          เรื่องราวที่เต็มไปด้วยรสชาติเผ็ดร้อนแสบสันต์ หวาดกลัวกล้าหาญ คมคายสนุกสนาน ของผู้หญิงยุคซิกส์ตี้  ที่มีทั้งเสียงหัวเราะ ร้องไห้ สะเทือน อารมณ์  ความงดงามของความสัมพันธ์ระหว่างคนต่างสีผิวที่เป็นไปไม่ได้ในยุคนั้น

The Help หนังสือที่คว้าทั้งเงินและกล่องมากมายในอเมริกาและยุโรป  เป็นภาพยนตร์โดยค่ายดรีมเวิร์ก จะออกฉาย เดือนสิงหาคม 2011

 

 

ทดลองอ่าน


ไอบีลีน

   บทที่ 1

สิงหาคม 1962

 

แม โมบลีย์ เกิดตอนเช้ามืดวันอาทิตย์ต้นเดือนสิงหาคม ปี 1960 พวกเราชอบเรียกเธอว่าเด็กวัด งานประจำของฉันนอกจากทำกับข้าวและซักรีดเสื้อผ้าแล้วฉันต้องเลี้ยงทารกผิวขาวคนนี้ด้วย ตลอดชีวิตการทำงานเป็นแม่บ้านให้คนขาว ฉันเลี้ยงเด็กมาเจ็ดคนแล้ว ฉันรู้วิธีเอาเด็กนอน กับทำให้เด็กๆ หยุดร้องไห้ ฉันสอนเด็กๆ ให้รู้จักเข้าห้องน้ำช่วยตัวเอง ก่อนที่แม่ของแกจะลุกจากที่นอน

        ไม่มีเด็กคนไหนร้องไห้เก่งเท่า แม่หนู แม โมบลีย์ ลีโฟลท์ วันแรกที่ฉันเห็นแก หนูน้อยกำลังอาละวาดสุดฤทธิ์ แกตะเบ็งเสียงร้องจนตัวแดงก่ำ มือเล็กๆ ปลุกปล้ำขวดนมพัลวัน คุณนายลีโฟลท์มองลูกสาวตัวน้อยกรี๊ดๆ อย่างหมดปัญญา “ฉันไม่รู้จะทำไงแล้ว ฉันทำให้มันหยุดร้องไม่ได้..”
         มัน? ฉันสะดุดใจสรรพนามที่ได้ยิน ฟังไม่เข้าหูเลย
         ฉันตรงเข้าไปอุ้มทารกน้อยตัวนุ่มนิ่มสีชมพูที่กำลังกรีดร้องไม่ลืมหูลืมตาขึ้นมาจากที่นอน จับตัวแกคว่ำลง ตบหลังเบาๆ ไล่ลมออกจากปอด ไม่ถึงนาที หนูน้อยก็หยุดร้อง วันนั้นคุณนายลีโฟลท์ไม่ยอมจับลูกอีกเลยตลอดวัน ฉันเคยเห็น แม่มือใหม่ที่ไม่รู้จะทำยังไงเวลาลูกร้องมามากแล้ว เธอคงเหมือนคุณแม่ยังสาว พวกนั้น
         คุณนายลีโฟลท์อายุยี่สิบสามปี เป็นผู้หญิงบอบบาง ไม่ค่อยเห็นเธอทำหน้านิ่วคิ้วขมวดบ่อยนัก ขาผอมๆ ยาวๆ ของเธอทำให้เธอดูสะโอดสะองเหมือนเด็กผู้ชายอายุสิบสี่ เส้นผมสีน้ำตาลของเธอบางจนเห็นกระหม่อม เธอพยายามหวีโหย่งๆ ให้ดูหนา แต่ไร้ผล กลับยิ่งทำให้ดูผมบางขึ้นไปอีก ใบหน้าเธอคล้ายรูปผีน้อยที่อยู่หน้ากล่องลูกกวาดสีแดง คางแหลมๆ เชิดเหมือนหล่อมาจากพิมพ์เดียวกัน เรื่องของเรื่องคือเรือนร่างผอมๆ ของเธอมีแต่กระดูกโปนเป็นปุ่มปม อ้อมแขนของเธอคงมีแต่กระดูก เวลากอดเด็กๆ ให้ความอบอุ่นพวกแกไม่ได้ เด็กๆ มักชอบให้คนเจ้าเนื้อกอด โดยเฉพาะเด็กทารก ชอบซุกหน้าลงไปในซอกแขนของคนอุ้มก่อนจะผล็อยหลับไป ยิ่งคนอุ้มมีขาใหญ่ๆ เนื้ออวบๆ ด้วยแล้ว ฉันรู้ว่าเด็กๆ ชอบมาก
         พอขวบหนึ่ง แม โมบลีย์ ติดฉันแจ แกเดินตามฉันไปทุกที่ พอใกล้ห้าโมงเย็น แกก็จะพัวพันอยู่รอบๆ เท้าฉัน กอดขาฉันด้วยมือเหนียวยังกะตุ๊กแก  ยอมให้ถูกลากตัวไปทั่วบ้านและร้องไห้ราวกับว่าฉันจะไม่กลับมาหาแกอีกแล้ว คุณนายลีโฟลท์ ทำหน้านิ่วใส่ฉันเหมือนเป็นความผิดของฉันที่ปล่อยให้ลูกสาวเธอร้องไห้ลั่นบ้าน เธอพยายามแกะมือน้อยๆ ของแม่หนูออกจากขาฉันจนได้  ให้คนอื่นเลี้ยงลูกก็เป็นแบบนี้แหละ มันเสี่ยงที่ลูกคุณจะไปรักคนอื่นมากกว่าคุณ     ตอนนี้แม โมบลีย์ อายุสองขวบแล้ว แม่หนูมีดวงตากลมโตสีน้ำตาล เส้นผมหยิกหย็องสีน้ำผึ้ง แต่ผมตรงกระหม่อมของแกบางมากจนเหมือนคนหัวล้าน แกเหมือนแม่เวลาที่แกขมวดคิ้ว แม่หนูเป็นเด็กเจ้าเนื้อ ดูปราดเดียวก็รู้ว่า แกไม่มีวันขึ้นเวทีประกวดนางงามกับเขาได้ คุณนายลีโฟลท์ไม่ค่อยสบายใจนักที่ลูกสาวอ้วนเกินไป จะยังไงก็ตาม แม โมบลีย์ เป็นเด็กพิเศษของฉัน

...

ฉันเสีย ทรีลอร์ ลูกชายคนเดียวไปก่อนที่จะมาทำงานกับคุณนายลีโฟลท์ ตอนนั้นทรีลอร์อายุยี่สิบสี่ปี ลูกเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตฉัน แต่อนิจจา...เวลาของลูกในโลกนี้ช่างสั้นนัก
         เขาอยู่อพาร์ตเมนต์กับเด็กสาวน่ารักชื่อฟรานซ์ ที่ถนนโฟลีย์ สองคนนี้เป็นคู่ที่เหมาะกันมาก ทรีลอร์ไม่มีทีท่าว่าจะรีบร้อนเรื่องแต่งงาน ไม่ใช่เพราะยังไม่ถูกใจเด็กสาวคนนี้ แต่เพราะเขาเป็นคนคิดมาก ทรีลอร์ใส่แว่นสายตาหนาเตอะ ชอบหนังสือและอ่านหนังสือตลอดเวลา เขาอยากเขียนหนังสือเกี่ยวกับคนผิวสี ที่ทำงานในมิสซิสซิปปี และเริ่มลงมือเขียนไปบ้างแล้วด้วย  พระเจ้า...เขาทำให้ฉันภูมิใจเหลือเกิน คืนหนึ่ง ขณะที่เขาทำงานกะดึกอยู่ที่โรงสีสแกนลอน-เทย์เลอร์ งานเขาคือ ยกกล่องใหญ่ขนาด 2x4ฟุตขึ้นรถบรรทุก เป็นงานหนักสำหรับเด็กหนุ่มอย่างเขาที่ตัวเล็กเกินไป แต่เขาอยากทำงาน คืนนั้นฝนตกหนัก ทรีลอร์คงเหนื่อยมาก กล่องที่เขายกล้มลงมากระแทกเขาจนตกลงไปในถนน คนขับรถบรรทุกมองไม่เห็น รถแล่นทับเขาจนซี่โครงหักทะลุปอด ตอนที่ฉันรู้เรื่อง เขาสิ้นลมหายใจแล้ว
         ตั้งแต่วันนั้น โลกทั้งใบของฉันกลายเป็นสีดำ อากาศสีดำ ดวงอาทิตย์สีดำ ฉันนอนบนเตียง มองดูผนังห้องสีดำ มินนี่มาหาฉันทุกวัน มาดูให้แน่ใจว่าฉันยังหายใจอยู่ เอาอาหารมาให้ฉันกิน เพื่อจะได้มีชีวิตอยู่ต่อไป นานถึงสามเดือน กว่าฉันจะมองออกไปนอกหน้าต่างเพื่อดูโลกภายนอก ฉันประหลาดใจที่พบว่าโลกไม่ได้แตกสลายไปพร้อมกับชีวิตที่แตกดับของทรีลอร์
         ห้าเดือนหลังงานศพลูก ฉันลุกจากเตียงมาใส่เครื่องแบบแม่บ้านสีขาว สวมสร้อยคอห้อยกางเขน ไปนั่งรอคุณนายลีโฟลท์ที่เพิ่งคลอดลูก ไม่นานนักฉันก็รู้สึกว่าสิ่งที่อยู่ข้างในฉันเปลี่ยนไป ความขมขื่นปวดร้าวยังฝังอยู่ในซอกลึกที่สุดในตัวฉัน ลึกจนไม่รู้สึกรู้สาอะไรอีกแล้ว

...

“ทำความสะอาดบ้านเสร็จแล้วไปทำสลัดไก่เลยนะ” คุณนายลีโฟลท์สั่ง
         วันนี้เป็นวันสังสรรค์ มีการเล่นไพ่บริดจ์ทุกวันพุธที่สี่ของเดือน ฉันเตรียมทุกอย่างล่วงหน้าแล้ว ฉันทำสลัดไก่สำหรับเลี้ยงขาไพ่ เมื่อวานฉันรีดผ้าปูโต๊ะเสร็จเรียบร้อย คุณนายลีโฟลท์ก็เห็นว่าฉันทำอะไรบ้าง การที่นายหญิงอายุยี่สิบสามอยากจะออกคำสั่งบ้างจะเป็นไรไป
         ฉันรีดชุดสีฟ้าให้เธอตั้งแต่เช้า กระโปรงตัวที่มีจีบรอบเอวตั้งหกสิบห้าจีบ เอวเธอเล็กมากจนฉันต้องใส่แว่นตาเวลารีดจีบพวกนี้ ในโลกนี้มีสิ่งที่ฉันเกลียดไม่กี่อย่าง ชาตินี้ ฉันกับกระโปรงจีบมากๆ ตัวนี้ไม่มีวันจะญาติดีกันได้
         “ฉันบอกเธอแล้วนะว่า วันนี้เธอต้องดูอย่าให้แม โมบลีย์เข้ามากวน  เด็กนั่นทำให้ฉันประสาทเสีย รู้มั้ยว่า แกฉีกกระดาษบนโต๊ะป่นปี้หมด ฉันต้องเขียนบัตรขอบคุณงานจูเนียร์ ลีคอีกตั้งยี่สิบห้าฉบับ...”
         ฉันเตรียมโน่นเตรียมนี่เอาไว้สำหรับเพื่อนๆ ของคุณผู้หญิง เอาเครื่องแก้วเจียระไนออกมาวางบนโต๊ะพร้อมเครื่องใช้บนโต๊ะอาหารที่เป็นเครื่องเงิน คุณนายลีโฟลท์ไม่ชอบตั้งป้ายชื่อแขกบนโต๊ะอย่างที่คนอื่นทำ เราช่วยกันเอาผ้าปูโต๊ะคลุมโต๊ะเพื่อปิดรอยแตกรูปตัวแอล ย้ายแจกันดอกไม้สีแดงที่เคยตั้งปิดรอยแตกไปไว้บนตู้ข้างผนัง เวลาเลี้ยงอาหารกลางวันเพื่อนๆ คุณนายลีโฟลท์จะแต่งบ้านด้วยสีสันสดใส บ้านของเธอค่อนข้างเล็ก ฐานะของครอบครัวนี้ไม่ร่ำรวยนัก  คนรวยเขาไม่ต้องทำอะไรแบบนี้หรอก
         ฉันเคยทำงานในบ้านผัวหนุ่มเมียสาว บ้านหลังนี้เป็นบ้านเล็กที่สุดที่ฉันเคยทำ บ้านชั้นเดียว ห้องนอนเจ้าของบ้านอยู่ด้านหลัง กว้างขวางพอควร แต่ห้องเด็กเล็กมาก ห้องอาหารกับห้องนั่งเล่นเปิดถึงกัน ในบ้านมีห้องน้ำเพียงสองห้อง ซึ่งดีสำหรับฉัน เพราะฉันเคยทำงานบ้านที่มีห้องน้ำมากถึงห้า-หกห้องมาก่อน ต้องใช้เวลาล้างห้องน้ำทั้งวัน คุณนายลีโฟลท์ไม่ยอมจ่ายค่าจ้างตามที่ฉันเคยได้เมื่อปีที่แล้ว เธอจ่ายฉันเพียงชั่วโมงละเก้าสิบห้าเซ็นต์เท่านั้น ตั้งแต่ทรีลอร์ตาย ฉันไม่มีแก่ใจจะเกี่ยงงอนอะไรทั้งสิ้น ได้แค่ไหนก็เอาแค่นั้น นายจ้างไม่ค่อยมีความอดทนนักหรอก ถึงบ้านจะเล็ก แต่คุณนายลีโฟลท์ฉลาดกับการแต่งบ้าน เธอเย็บผ้าเก่ง เครื่องเรือนชิ้นไหนเก่าและเธอไม่มีเงินพอซื้อใหม่ เธอก็เย็บผ้าคลุมสวยๆ มาปิดไว้
         มีเสียงคนกดกริ่ง  ฉันเดินไปเปิดประตู
         “สวัสดีจ้ะ ไอบีลีน” มิสสกีตเตอร์ทัก เธอเป็นคนเดียวที่ทักทายแม่บ้าน“เป็นไงบ้าง”
         “สวัสดีค่ะคุณสกีตเตอร์ ฉันสบายดี ขอบคุณค่ะ ข้างนอกร้อนเหลือเกินนะคะ”
         มิสสกีตเตอร์รูปร่างผอมสูง  ผมสีเหลืองของเธอตัดสั้นแค่บ่า หยิกฟูยุ่งทั้งปี เธออายุยี่สิบสาม วัยเดียวกับคุณนายลีโฟลท์และเพื่อนๆ เธอวางพ็อกเกตบุ๊กที่ถือติดมือมาลงบนโต๊ะแล้วเกาหลัง เธอสวมเสื้อผ้าลูกไม้สีขาวมีกระดุมเรียงขึ้นไปจนติดคอ เรียบร้อยเหมือนแม่ชี วันนี้เธอใส่รองเท้าส้นเตี้ย  กระโปรงสีน้ำเงินมีรอยแหวกตรงช่วงเอว ดูเหมือนเธอแต่งตัวตามคนอื่นบอก
         เสียงรถของมิสฮิลลี่กับคุณนายวอลเทอร์ แล่นมาตามทางเข้าบ้าน เธอกดแตรเสียงดัง บ้านมิสฮิลลี่อยู่ห่างบ้านคุณนายลีโฟลท์เพียงไม่กี่ก้าว แต่เธอชอบขับรถมากกว่าจะเดินมา ฉันเปิดประตูให้เธอ เธอเดินผ่านฉันไปเหมือนอากาศธาตุ ฉันคิดว่า ถึงเวลาต้องไปดูแม โมบลีย์ ป่านนี้คงตื่นนอนแล้ว
         ทันทีที่ฉันเข้าไปในห้องเด็ก แม โมบลีย์ ส่งยิ้มหวานให้ฉัน แม่หนูยื่นมือน้อยๆ อวบอ้วนมาหา
         “ตื่นแล้วรึคะ คนดี..ทำไมไม่เรียกละคะ”
         หนูน้อยหัวเราะคิกคัก แกว่งมือแกว่งเท้าในอากาศ ให้ฉันอุ้มขึ้นมาจากที่นอน ฉันกอดแก อดคิดไม่ได้ว่า ถ้าฉันกลับบ้านก็คงไม่มีใครกอดแก ฉันเคยเจอแม่หนูร้องกรี๊ดๆ เต้นเร่าๆ อยู่ในเตียงบ่อยๆ คุณนายลีโฟลท์ไม่สนใจลูกเลย  เธอนั่งเย็บผ้าเฉย นานๆ ก็เหลือบตาดูลูกสาวที่เต้นเร่าๆ เหมือนมองแมวจรจัดที่แอบเข้ามาในบ้าน คุณนายลีโฟลท์แต่งตัวเรียบร้อยเสมอ เธอผัดหน้าทาแป้งสวยทุกวัน บ้านเธอมีโรงรถ มีตู้เย็นสองประตูที่มีเครื่องทำน้ำแข็ง  ถ้าคุณเห็นเธอในถนน คุณจะนึกไม่ถึงเลยว่าผู้หญิงสวยๆ คนนี้ ปล่อยให้ลูกร้องเป็นชั่วโมงๆ ได้ยังไง มีแต่พวกแม่บ้านอย่างฉันเท่านั้นแหละ ที่รู้จักแม่ประเภทนี้ดี 
         วันนี้คงเป็นวันดี  แม่หนูตื่นพร้อมรอยยิ้ม
         ฉันพูดว่า “ไอบีลีน”
        หนูน้อยพูดว่า “เอ็บ-บี”
        ฉันพูด “รัก”
        หนูน้อย “รัก”
        ฉัน “แม โมบลีย์”
        แม่หนูพูดว่า “เอ็บ-บี” แล้วหัวเราะคิกคัก แกคงรู้สึกจั๊กจี้ที่พูดถ้อยคำเหล่านี้ออกมา ทรีลอร์ของฉันพูดช้า เขาเริ่มพูดตอนสองขวบ แต่พออยู่เกรดสาม เขาก็พูดเก่งยังกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ เวลากลับจากโรงเรียน เขาจะพูดคำใหญ่ๆ ยากๆ อย่างเช่น  “รัฐสภา” และ “ความผันผวน” อะไรอย่างนี้
        “ฉันกระเตงแม โมบลีย์ เข้าไปในครัว จับแกนั่งลงบนเก้าอี้เด็ก นึกถึงงานอีกสองอย่างที่ต้องทำ มิฉะนั้นคุณนายลีโฟลท์จะหงุดหงิด นั่นคือจัดการกับผ้าเช็ดมือ และเครื่องเงินให้เรียบร้อย ฉันต้องทำเสียตอนที่พวกคุณผู้หญิงยังอยู่กันในห้องนั้น
        ฉันถือถาดเงินใส่ไข่เข้าไปในห้องเล่นไพ่ คุณนายลีโฟลท์นั่งอยู่หัวโต๊ะ มิสฮิลลี่ ฮอลบรู้ค กับคุณนายวอลเทอร์ แม่ของเธอนั่งอยู่ด้านซ้ายมือ มิสฮิลลี่ไม่ค่อยเอาใจใส่แม่เท่าไหร่นัก ส่วนมิสสกีตเตอร์นั่งอยู่ด้านขวามือของคุณนายลีโฟลท์
        ฉันเริ่มเสิร์ฟอาหาร โดยเริ่มที่คุณนายวอลเทอร์ผู้อาวุโสก่อน ในห้องค่อนข้างร้อน แต่คุณนายมีเสื้อสเวตเตอร์คลุมไหล่ เธอตักไข่ขึ้นมาเต็มช้อนมือเธอสั่นเสียจนน่ากลัวว่าไข่จะหล่น ฉันเสิร์ฟมิสฮิลลี่เป็นคนต่อไป เธอตักไข่บนถาดไปสองช้อนเต็มๆ มิสฮิลลี่ใบหน้ากลม ผมสีน้ำตาลเข้มล้อมรอบวงหน้าเหมือนรังผึ้ง ผิวสีน้ำมันมะกอกของเธอเต็มไปด้วยกระสีน้ำตาล เธอชอบใส่เสื้อผ้าสีแดง สะโพกเธอค่อนข้างใหญ่ วันนี้อากาศร้อนเธอจึงสวมชุดติดกันไม่มีแขน เสื้อชุดนี้ไม่มีเอว เธอเป็นสาวเต็มตัวแล้วก็จริง แต่ยังแต่งตัวเหมือนเด็กสาวๆ  ชอบใส่เสื้อมีโบตรงนั้นตรงนี้ เธอใส่หมวกกับรองเท้าสีเข้ากัน เธอไม่ใช่แขกคนโปรดของฉัน
        พอฉันยื่นถาดไข่ให้มิสสกีตเตอร์ เธอย่นจมูก บอกว่า “ไม่ล่ะ ขอบใจจ้ะ”  เธอไม่ชอบกินไข่ ไม่ว่าจะเป็นไข่แบบไหน เรื่องนี้ฉันเคยบอกคุณนายลีโฟลท์แล้ว แต่เธอแคร์มิสฮิลลี่มากกว่า เธอกลัวว่าเพื่อนจะผิดหวังที่ไม่ได้กินของโปรด
        คนสุดท้ายที่ฉันเสิร์ฟคือคุณนายลีโฟลท์ เธอเป็นเจ้าของบ้าน ฉันจึงเสิร์ฟเธอเป็นคนสุดท้าย และทันทีที่ฉันเสิร์ฟครบทุกคนแล้ว มิสฮิลลี่ก็เอ่ยขึ้นว่า “ฉันขอเติมอีกหน่อย” ฉันไม่แปลกใจเลยเมื่อเธอตักไข่ใส่จานอีกสองช้อน
         “ทายซิว่าฉันไปเจอใครที่ร้านเสริมสวย” มิสฮิลลี่เอ่ยขึ้น
         “ใคร?” คุณนายลีโฟลท์ถาม
         “ซีเลีย ฟูเต จะบอกให้ว่าเธอถามฉันว่าไง เธอว่าปีนี้เธอจะไปช่วยงานที่สโมสรได้มั้ย”
         “ดีจัง” มิสสกีตเตอร์พูด “เรากำลังต้องการคนช่วยอยู่พอดี”
         “แหม ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก ฉันบอกเธอว่า ซีเลีย เธอต้องสมัครเป็นสมาชิกก่อนนะ ถึงจะไปทำงานให้สโมสรของเราได้ เธอคิดว่าลีคของเราเป็นอะไรง่ายๆ แบบแจ๊กซอร์ ลีค หรือ โอเพน รัช รึไง?”
         “ปีนี้เรายังไม่หยุดรับสมาชิกใหม่อีกรึ? เบเนฟิต ลีค ชักจะใหญ่มากแล้วนะ” มิสสกีตเตอร์ถาม
         “ใช่” มิสฮิลลี่พูด “แต่ฉันไม่ได้บอกเธอ”
         “ไม่น่าเชื่อว่าจอห์นนี่จะแต่งงานกับผู้หญิงติ๊งต๊องแบบนี้” คุณนายลีโฟลท์พูด  มิสฮิลลี่พยักหน้าเห็นด้วย เธอเริ่มทำไพ่
         ฉันตักสลัดและเอาแซนด์วิชไปเสิร์ฟทุกคน อดเงี่ยหูฟังการสนทนาไม่ได้  พวกเธอมีเรื่องคุยกันแค่สามเรื่อง เรื่องแรกคือเรื่องลูกๆ เรื่องที่สองคือเรื่องเสื้อผ้า เรื่องที่สามคือเรื่องชาวบ้าน ฉันได้ยินใครคนหนึ่งเอ่ยชื่อ เคนเนดี้ พวกเธอไม่ได้คุยเรื่องการเมืองกันหรอก เธอคุยเรื่องการแต่งตัวของแจ๊กกี้ เคนเนดี้ ต่างหาก
         ฉันยื่นถาดให้คุณนายวอลเทอร์ เธอไม่หยิบแซนด์วิชสักชิ้นเดียว
         “แม่คะ!” มิสฮิลลี่เสียงดังใส่มารดา “แม่ผอมจะแย่อยู่แล้ว แม่ควรกินแซนด์วิชซักชิ้นนะคะ” แล้วมิสฮิลลี่ก็หันมาทางเพื่อนๆ พูดว่า “ดูสิ ฉันต้องคอยบอกให้แม่กินโน่นนี่อยู่เรื่อย นี่ถ้ามินนี่ทำอะไรให้แม่กินไม่ได้ละก็ ฉันจะไล่ออก”
         ฉันหูผึ่ง พวกเธอกำลังพูดถึงมินนี่ เพื่อนรักของฉันที่เป็นแม่บ้านของมิสฮิลลี่
         “มินนี่ทำกับข้าวอร่อยนะ” คุณนายวอลเทอร์พูดเสียงอ่อย “แต่แม่ไม่หิวเอง .. แม่ไม่อยากกิน”
        มินนี่ เป็นแม่บ้านที่มีฝีมือในการทำกับข้าว เรื่องนี้เธอเก่งกว่าใครในเมืองฮินด์ พูดได้ว่าเธอเป็นแม่ครัวที่เก่งที่สุดในมิสซิสซิปปี ในงานจูเนียร์ ลีค เบเนฟิต ที่จัดขึ้นทุกปีในฤดูใบไม้ร่วง มีการหาเงินเข้าสโมสรด้วยการประมูลคาราเมลเค้กสิบชิ้นที่มินนี่เป็นคนทำ เธอเป็นคนเก่งหาตัวจับยาก แต่มินนี่มีข้อเสีย ตรงที่ปากไม่ดี ชอบต่อล้อต่อเถียงกับคนขาว วันนี้ทะเลาะกับผู้จัดการร้านค้าที่เป็นคนผิวขาว อีกวันก็ทะเลาะกับผัว เธอมีเรื่องทะเลาะกับนายผู้หญิงได้ทุกวัน เหตุผลเดียวที่เธอดูแลคุณนายวอลเทอร์ได้นาน ก็เพราะคุณนายวอลเทอร์เป็นคนไม่มีปาก นิ่งเหมือนตอไม้
         “หนูว่าแม่เป็นโรคขาดอาหารแล้วนะ” มิสฮิลลี่ เสียงดังใส่แม่อีก “ยายมินนี่ไม่ทำอะไรให้แม่กินเลย เผลอไม่ได้ด้วย คอยจ้องขโมยโรลม้วนผมทุกที อ้อ...ฉันจะไปห้องน้ำ ฝากดูแม่ฉันด้วย กลัวแกหิวจนเป็นลมตกเก้าอี้ตาย”
         พอมิสฮิลลี่คล้อยหลัง คุณนายวอลเทอร์พูดเบาๆ ว่า “แกคงจะดีใจถ้าฉันตายไปเสียได้” ทุกคนในโต๊ะทำเป็นไม่ได้ยิน คืนนี้ฉันจะโทรศัพท์ไปหามินนี่ เล่าให้ฟังว่า มิสฮิลลี่พูดอะไรบ้าง
         ในครัว แม่หนูหน้าตาเลอะเทอะไปด้วยน้ำผลไม้ พอเห็นฉันแกก็ยิ้มร่า  ถ้าฉันไม่ทิ้งแกนานเกินไป แม่หนูจะไม่ทำสกปรกอย่างนี้หรอก แกคงจ้องดูประตู คอยว่าเมื่อไหร่ฉันจะกลับมา
         ฉันลูบหัวแกเบาๆ ก่อนออกไปเสิร์ฟน้ำชา มิสฮิลลี่กลับมานั่งที่ กำลังคิดหาเรื่องใหม่มาคุย
         “ฮิลลี่จ๊ะ ฉันอยากมีห้องน้ำสำหรับแขกให้เธอใช้จริงๆ” คุณนายลีโฟลท์พูดออกตัวขณะจั่วไพ่ “ไอบีลีนยังไม่ได้ทำความสะอาดห้องน้ำเลย เธอจะรีบไปทำหลังจากเสร็จอาหารกลางวัน”
         มิสฮิลลี่เชิดคาง แล้วกระแอม เธอจะทำอย่างนี้ทุกทีเวลาจะคุยเรื่องเปราะบางที่เธอเป็นคนเริ่มต้นก่อน
        “แต่แม่บ้านก็ใช้ห้องน้ำสำหรับแขกด้วยใช่ไหมล่ะ”
        ทุกคนเงียบไปอึดใจเต็มๆ คุณนายวอลเทอร์พยักหน้าช้าๆ พูดขึ้นว่า “เธอหัวเสียเพราะต้องใช้ห้องน้ำห้องเดียวกับพวกนิกเกอร์”
         พระเจ้า...อย่าคุยเรื่องนี้กันเลยน่า พวกเธอมองฉันเป็นตาเดียวขณะที่ฉันเก็บเครื่องเงินเข้าตู้  รู้ตัวว่าถึงเวลาที่จะต้องออกไปจากห้องนี้แล้ว ก่อนที่ฉันจะเก็บช้อนคันสุดท้าย คุณนายวอลเทอร์มองหน้าฉัน พูดว่า “ไอบีลีน ไปเอาชามาเติมให้ฉันอีกหน่อยเถอะ”
        ฉันออกไปจากห้องตามที่เธอบอก ทั้งๆ ที่ชาในถ้วยของทุกคนยังไม่พร่องเลย
        ฉันยืนอยู่กลางครัว มองไปรอบๆ ไม่มีอะไรที่ฉันจะต้องทำในนี้อีกแล้ว  งานที่ต้องทำอยู่ในห้องอาหาร ฉันยังจัดการกับเครื่องเงินในตู้ไม่เสร็จ ตู้เก็บผ้าเช็ดมือที่อยู่ข้างๆ โต๊ะเล่นไพ่ก็ยังยุ่งเหยิง ฉันไม่อยากอยู่ทำงานจนเย็นค่ำ เพราะคุณนายลีโฟลท์เล่นไพ่กับเพื่อนๆ
         ฉันเช็ดเคาน์เตอร์ในครัวรีรออยู่สักครู่ ส่งแฮมให้แม่หนูอีก แกยัดของโปรดเข้าปากเคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อย ในที่สุด ฉันก็แอบย่องกลับเข้าไปในห้องนั้น ภาวนาขออย่าให้ทุกคนสังเกตเห็น
         หญิงสาวสามคนคีบบุหรี่ในมือหนึ่ง อีกมือถือไพ่  “อลิซาเบธ..” มิสฮิลลี่เอ่ยขึ้น “ถ้าทำได้ เธอจะทำห้องน้ำนอกบ้านให้แม่บ้านออกไปใช้มั้ย?”
         ในห้องเงียบกริบ ฉันค่อยๆ เปิดลิ้นชักที่เก็บผ้าเช็ดมือ กลัวคุณนายลีโฟลท์จะหันมาเห็นเข้ามากกว่ากลัวจะได้ยินว่าพวกเธอพูดถึงฉันว่าอย่างไร เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับฉัน เมืองนี้มีห้องน้ำสำหรับคนดำอยู่ทั่วเมือง บ้านคนขาวเกือบทั้งหมดก็ทำห้องน้ำนอกบ้านให้คนดำใช้ แต่พอฉันแอบชำเลืองดูพวกเธอก็ตัวชาวาบ เมื่อเห็นสายตาของมิสสกีตเตอร์กำลังมองมา ฉันคิดว่าตัวเองแย่แน่แล้ว
        “ฉันประมูลไพ่หนึ่งโพแดง” คุณนายวอลเทอร์พูด
        “ยังไม่รู้เลยจ้ะ ฮิลลี่” คุณนายลีโฟลท์ตอบ ตามองไพ่ในมือ “ราเล่ย์เพิ่งเริ่มธุรกิจใหม่  อีกไม่กี่เดือนก็ต้องจ่ายภาษีแล้ว ตอนนี้เราต้องระมัดระวังเรื่องการใช้จ่าย”
        มิสฮิลลี่พูดช้าๆ เหมือนกำลังโรยน้ำตาลไอซิ่งลงบนหน้าเค้ก  “เธอก็ทำบัญชีค่าใช้จ่ายให้ราเล่ย์ดูสิว่าเธอใช้เงินทำห้องน้ำนอกบ้านไปเท่าไหร่  แล้วบอกเขาว่า เขาจะได้เงินทุกเพนนีคืนเวลาขายบ้านหลังนี้” พูดแล้วเธอก็ผงกหัวเห็นด้วยกับคำพูดของตัวเอง “บ้านที่ไม่มีห้องน้ำแยกให้คนใช้น่ะอันตรายมาก   ?รู้มั้ย.. พวกคนดำมีเชื้อโรคแปลกๆ  ไม่เหมือนเราหรอก”
         ฉันหยิบผ้าเช็ดมือขึ้นมาปึกหนึ่ง บอกไม่ถูกว่าทำไมถึงอยากฟังคำตอบของคุณนายลีโฟลท์ เธอเป็นนายหญิงของฉัน ใครๆ ก็คงอยากรู้ว่านายจ้างคิดอะไร
         “ใช่  มันคงจะดีมาก” คุณนายลีโฟลท์พูดพลางเคาะเถ้าบุหรี่ “ถ้าคนดำไม่ใช้ห้องน้ำเดียวกับเรา ฉันประมูลสามโพดำ”
         “นี่คือเหตุผล ที่ฉันเสนอเรื่องการสาธารณสุขของแม่บ้าน” มิสฮิลลี่พูด “เป็นมาตรการป้องกันการแพร่เชื้อโรคไงล่ะ”
         ฉันรู้สึกลำคอตีบตันขึ้นมา  ฉันไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้มาก่อนเลย
         มิสสกีตเตอร์ ขมวดคิ้ว “เรื่องแม่บ้าน อะไรกัน?”
         “กฎหมายที่บังคับให้คนขาวต้องทำห้องน้ำให้คนใช้ผิวดำ ฉันทำเรื่องนี้เสนอนายแพทย์ใหญ่ของมิสซิสซิปปี  ให้เขาเอาเรื่องนี้ไปทำเป็นกฎหมาย”
         มิสสกีตเตอร์ นิ่วหน้าใส่มิสฮิลลี่ เธอหงายไพ่ในมือลงบนโต๊ะ พูดเสียงเข้มว่า “เราน่าจะทำห้องน้ำนอกบ้านให้เธอใช้นะ..ฮิลลี่”
         โอ..พระเจ้า!  คำพูดประโยคนั้นทำให้ทุกคนเงียบกริบ
         มิสฮิลลี่พูดว่า “สกีตเตอร์ ฟีแลน! เธอไม่ควรเอาเรื่องคนผิวสีมาพูดเล่นอย่างนี้ ถ้าเธออยากจะเป็นบรรณาธิการจดหมายข่าวของสโมสรต่อไปละก็”
         มิสสกีตเตอร์หัวร่อออกมา  เธอไม่ได้หัวเราะเพราะเห็นเป็นเรื่องน่าขัน
         “อะไรนะ จะไล่ฉันออก เพราะฉันไม่เห็นด้วยกับเธอรึ?”
         มิสฮิลลี่เลิกคิ้ว “ฉันจะทำทุกอย่างที่ทำได้เพื่อปกป้องเมืองของเรา.. ?แม่คะ..ถึงตาแม่แล้ว”
         ฉันกลับเข้าไปในครัวแล้วไม่ออกมาอีกเลย จนกระทั่งได้ยินเสียงประตูปิดตามหลังมิสฮิลลี่

...

พอรู้ว่ามิสฮิลลี่ออกไปแล้ว ฉันวางแม โมบลีย์ ลงไปในคอกของเล่น แล้วลากถังขยะออกไปวางข้างถนน วันนี้เป็นวันที่รถมาเก็บขยะ รถของมิสฮิลลี่เกือบชนฉันตอนที่เธอถอยหลังกลับรถ เธอชะโงกหน้ามาขอโทษอย่างเสียไม่ได้ ฉันเดินเข้าบ้าน  นึกดีใจที่ขาทั้งสองข้างยังอยู่ดี ไม่ถูกรถทับ
         ฉันเข้าไปในครัว มิสสกีตเตอร์ยืนพิงเคาน์เตอร์อยู่ สีหน้าเธอเคร่งเครียดแบบที่ฉันไม่เคยเห็น “คุณสกีตเตอร์  ต้องการอะไรหรือเปล่าคะ?”
         เธอมองออกไปที่ทางเข้าบ้าน  คุณนายลีโฟลท์กำลังพูดกับมิสฮิลลี่ที่เปิดหน้าต่างรถมาคุยด้วย  “ไม่จ้ะ ฉันกำลังคอย..”
         ฉันใช้ผ้าเช็ดถาดแอบชำเลืองดูหญิงสาว ใบหน้าเธอหมกมุ่นกับความคิดในใจ สายตามองออกไปนอกหน้าต่าง  เธอไม่เหมือนคนอื่น เธอเป็นผู้หญิงร่างสูง  โหนกแก้มสูง ดวงตาสีน้ำเงินจะหม่นแสงลงยามเมื่อเธอเขินอาย ทั้งบ้านเงียบ มีเพียงเสียงเพลงสวดจากวิทยุดังแว่วๆ ฉันอยากให้เธอยืนอยู่ที่นี่อย่างนี้ตลอดไป
        “คุณพ่อกรีน แนะนำให้เธอฟังวิทยุสถานีนี้หรือ” เธอถาม
         “ค่ะ คุณผู้หญิง”
         มิสสกีตเตอร์ยิ้มนิดๆ “ทำให้ฉันคิดถึงพี่เลี้ยงของฉัน”
         “โอ..ดิฉันรู้จักคอนสแตนตินค่ะ” ฉันบอก
         มิสสกีตเตอร์ละสายตาจากหน้าต่างมามองฉัน “รู้มั้ยว่า เธอเลี้ยงฉันมาจนโต”
         ฉันพยักหน้า  ไม่พูดอะไรออกไป 
         “ฉันอยากได้ที่อยู่ของเธอที่ชิคาโก” เธอพูดต่อ “แต่ไม่มีใครรู้สักคน”
         “ฉันก็ไม่ทราบค่ะ คุณผู้หญิง”
         มิสสกีตเตอร์เบนสายตาออกไปนอกหน้าต่าง มองดูท้ายรถบูอิคของมิสฮิลลี่พลางส่ายหน้า “ไอบีลีน ...เรื่องที่พูดกันในห้อง...ที่ฮิลลี่พูด... ฉันหมายถึงว่า...”
         ฉันหยิบถ้วยกาแฟมาเช็ดอย่างตั้งใจ
         “เธอเคยคิดบ้างหรือเปล่าว่า  เธอสามารถเปลี่ยนแปลงอะไรๆ ได้...” เธอถาม
         ฉันห้ามตัวเองไม่ได้ ฉันมองดูศีรษะที่ตั้งตรงแน่วของเธอ ช่างเป็นคำถามโง่ๆ ที่ฉันไม่เคยได้ยินมาก่อน  ใบหน้าเธอมีแววสับสน พะอืดพะอม เหมือนเผลอเอาเกลือใส่กาแฟแทนน้ำตาล
         ฉันหันไปล้างถ้วยล้างจาน เธอจึงไม่เห็นว่าฉันเหลือกตาขึ้นไปจนเห็นแต่ตาขาวกับคำถามนั้น  “ไม่หรอกค่ะ คุณผู้หญิง ฉันไม่ได้คิดอะไร”
         “ที่เราคุยกัน ..เรื่องห้องน้ำ—” เธอสะดุดอยู่ที่คำนั้น  พอดีกับที่คุณนายลีโฟลท์ก้าวเข้ามาในครัว
         “อยู่ที่นี่เองเหรอ สกีตเตอร์” เธอมองเราสองคน “เอ๊ะ! ...ฉันมาขัดจังหวะรึเปล่านี่” เรายืนนิ่ง นึกสงสัยว่าเธอได้ยินอะไรบ้าง
         “ฉันต้องไปล่ะ” มิสสกีตเตอร์พูด “พบกันพรุ่งนี้นะ อลิซาเบธ” เธอเปิดประตูหลัง ก่อนออกไปเธอพูดว่า  “ขอบคุณสำหรับอาหารกลางวันจ้ะ ไอบีลีน”
         ฉันเข้าไปในห้องนั่งเล่น ทำความสะอาดโต๊ะเล่นไพ่ แล้วก็จริงอย่างที่คาดคุณนายลีโฟลท์เดินตามหลังฉันเข้ามาด้วยสีหน้าไม่สู้ดี เธอยืดคอออกมาคล้ายกับจะเอ่ยปากถาม เธอไม่ชอบเห็นฉันพูดคุยกับเพื่อนๆ ลับหลังเธอ ทั้งอยากรู้ว่าเราพูดอะไรกัน ฉันเดินผ่านเธอเข้าครัว อุ้มแม่หนูไปวางบนเก้าอี้เด็กแล้วเริ่มลงมือทำความสะอาดเตาอบ
         คุณนายลีโฟลท์ตามฉันเข้ามา นัยน์ตาเธอกลอกกลิ้งไปมา หนูน้อยยื่นแขนออกมาหาแม่ ขอให้แม่อุ้ม แต่คุณนายลีโฟลท์เดินตรงไปเปิดตู้ครัว ทำเป็นมองไม่เห็น เธอเปิดปิดประตูตู้ปึงปัง  ฉันมุดหัวเข้าไปในเตาอบ
         “แกกับคุณสกีตเตอร์คุยอะไรกัน มีเรื่องอะไรสำคัญรึ?”
         “ไม่มีอะไรหรอกค่ะ..คุณผู้หญิง เธอแค่ถามว่าฉันอยากได้เสื้อผ้าเก่าบ้างมั้ย” ฉันตอบเสียงอู้อี้มาจากเตาอบ แขนฉันเปื้อนไขมันเหม็นๆ ที่ติดอยู่ในนั้น  ฉันขัดถูเตาอบจนไม่มีเวลาปาดเหงื่อที่ไหลย้อยจากหน้าผากมาตามร่องจมูก หน้าฉันเปื้อนน้ำมันดำๆ เป็นคราบ ในเตาอบเลวร้ายเหมือนอยู่ในนรก เตาอบจะเป็นอย่างนี้สองครั้ง ครั้งแรกคือตอนอบอาหาร ครั้งที่สองคือตอนล้างเตา คืนนี้ฉันคงฝันร้าย ฝันว่าอยู่ในเตาอบที่ร้อนระอุ ถึงกระนั้นฉันก็สมัครใจที่จะมุดหัวอยู่ในเตา มากกว่าจะโผล่หน้าออกไปตอบคำถามคุณนายลีโฟลท์ ใจฉันยังปั่นป่วนด้วยคำถามว่า ฉันอยากจะเปลี่ยนแปลงโลกหรือไม่?
         สักพัก คุณนายลีโฟลท์ก็เดินออกไปที่ลานจอดรถ ฉันเดาว่าเธอคงไปมองหาที่สร้างส้วมให้ฉัน