Click to Sanskrit Homepage
   สินค้าในตะกร้า (จำนวน 0 เล่ม) check out
search
my lines

 

my bookmark

ข้อมูลหนังสือ

นางโลมแห่งเซี่ยงไฮ้

The Concubine of Shanghai

ผู้แต่ง : หงอิง
ผู้แปล : ณวรา
ราคา 350  บาท 


add to cart



 

เรื่องย่อ


                    แคสเซีย สาวบ้านนอกตีนโตถูกขายเป็นแรงงานชั้นต่ำในซ่องนางโลม  แต่โชคชะตาเล่นตลก เมื่อเธอกลับกลายเป็น “นางโลมแห่งเซี่ยงไฮ้”หญิงงามเมืองที่กลายเป็นเจ้าแม่อุปรากรจีนคนแรก และกุมอำนาจเหนือเจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้ทุกราย

ทดลองอ่าน


              เธอไม่มีเวลาให้อดีต ยินดีที่จะเสี่ยงทุกสิ่งทุกอย่างอีกครั้ง เพื่อจะได้ตั้งต้นใหม่  "ไม่ว่ายังไง ….." เธอหยุดพูด ก่อนที่จะเผยมือเรียวยาวตรงหน้าฉัน มือได้รูปสมส่วนราว
ปั้นแต่งมาเพื่ออวดให้ผู้อื่นได้ชม มันทำให้ฉันอดสนใจไม่ได้  เมื่อเธอยื่นมือมา หัวใจฉันก็เต้นระรัว ใฝ่ฝันมานานแล้วที่จะได้กอบกุมมือนี้ไว้        และศึกษาฝ่ามือได้ตามใจปรารถนา

             ฉันเคยเห็นเส้นสายลายมือนี้มาหลายครั้ง  เธอมักจะเปรียบเทียบกับเส้นลายมือของฉัน ทำให้ฉันสับสนจนลืมว่าตัวเองกำลังมองหาอะไร เหมือนต้องหลงทิศในเกมกลยุทธ์โบราณ  สมองจะแปรเปลี่ยนเนื้อหนังมังสาผิวพรรณของมนุษย์ สามารถทำให้ชะตาชีวิตของตนเองปรากฏให้เห็นบนเส้นลายมือได้ชัดเจนนี่คือสิ่งที่ชาวเซี่ยงไฮ้เรียกกันว่า 'ดวงชะตา'หรือ 'ไท่ซิงดวงชะตาของเธอมีลักษณะโดดเด่นไม่เหมือนใคร ขอเพียงแต่ตั้งสมาธิดูฝ่ามือเธอ ฉันก็เห็นแล้วว่า เธอจะนำความอัปมงคลมาสู่ทุกคนดวงดาวแห่งความอัปมงคลจะกีดกั้นขัดขวางโชคลาภทั้งหลายไว้

              แต่ที่แย่ไปกว่านั้นคือ เมื่อเงยหน้าขึ้นมองรอยยิ้มที่งดงาม – รอยยิ้มที่ชนะใจผู้คนมากมาย – ฉันไม่สามารถรักษาสีหน้าให้เรียบเฉยไว้ได้  รู้สึกเศร้าใจ  มีเสียงดังขึ้นระหว่างเราสองคน "ไม่ว่ายังไง  ละครทุกเรื่องก็ต้องเริ่มด้วยบทเพลงบทแรกกันทั้งนั้น"  นี่เป็นเสียงฉันหรือเปล่าที่เอ่ยขึ้นเพื่อปลอบใจเธอ ทั้งๆ ที่ไม่สมควรทำเช่นนั้น หรือเป็นเสียงของเธอที่เอ่ยขึ้น เคล้าเสียงหัวเราะขำตัวเองที่มุ่งมั่นจะก้าวเดินต่อไป

              ความฝันเป็นสิ่งที่เธอก็ไม่สามารถควบคุมได้

             บ่อยครั้งที่เธอฝันถึงเช้าวันที่ต้องจากบ้านมา หัวใจ

             เต้นเร็วเต็มไปด้วยความหวาดกลัว  เธอได้แต่รอให้ถึงเวลารุ่งสางที่ค่อยๆ คืบคลานมาอย่างเชื่องช้ายืนอยู่บนหาดชายเลนมาทั้งคืน ทอดสายตามองไปทางทิศตะวันออก ได้แต่กังวลว่า ดวงตะวันจะไม่ยอมโผล่ขึ้นเหนือขอบฟ้าที่อยู่ไกลสุดสายตา

             เมื่อบิดามารดาเสียชีวิตนั้น เธออายุได้เจ็ดขวบ หลังจากนั้นเธอก็อยากจะออกจากบ้าน  เวลาผ่านไปหลายปีและจำต้องอาศัยอยู่ในหมู่บ้านประมง – ณ เวลานี้ความทรงจำที่เจ็บช้ำน่าจะเลือนหายไปหมด แต่เธอก็ยังฝันร้ายเป็นประจำ สะดุ้งตื่นเหงื่อท่วมตัว

             ถ้าจะสร้างภาพยนตร์เรื่องของเธอ ฉันอยากจะเริ่มต้นด้วยฉากนี้

             แสงตะวันอบอุ่นส่องสว่างไปทั่วเขื่อนกั้นตลิ่งบริเวณย่านผู่ตง ชายสามคนแบกเกี้ยวเดินมา พร้อมสตรีวัยกลางคนแต่งกายพิถีพิถันนั่งอยู่ในเกี้ยว เส้นผมดกหนาของหล่อนดูนุ่มสลวยเป็นประกาย ไม่มีเส้นใดหลุดรุ่ยร่าย

             ที่ท่าเรือ มีเรือสินค้าลำใหญ่จอดเทียบท่าเพื่อซ่อมแซม ครึ่งหนึ่งของลำเรือมีสนิมจับเกรอะกรัง เต็มไปด้วยรอยด่างที่เกิดจากน้ำโสโครก ส่วนอีกครึ่งลำเพิ่งทาสีดำเป็นเงาวาว  ลูกเรือต่างชาติสี่คนที่เปลือยท่อนบน ห้อยโหนตรงราวกั้นด้านข้างเรือ กำลังขัดสนิมทาสีอย่างกระฉับกระเฉง เมื่อมีสาวงามเดินผ่านมาอย่างไม่คาดฝัน ทุกคนก็พากันผิวปาก

             ลูกเรือผิวขาวคนหนึ่ง ถึงขนาดปลดขอบกางเกงลง และตบบั้นท้ายที่เปล่าเปลือยของตัวเองเบาๆ พร้อมส่งเสียงหยาบคาย เพื่อนลูกเรืออีกสามคนพากันหัวเราะดังๆ

             สตรีที่แต่งหน้าเข้มจัด ยกพัดปิดใบหน้าครึ่งหนึ่งอย่างไว้ตัว

            ภายใต้แสงแดดจ้า หญิงชาวบ้านหลายคนที่แผ่นหลังเปียกโชกด้วยเหงื่อ กำลังก้มปักดำต้นกล้าเด็กสาวคนหนึ่งใช้หลังมือปาดเหงื่อจากบริเวณคาง รอยเปื้อนโคลนปรากฏเป็นแนวบนใบหน้า

            สตรีวัยกลางคนรีบเดินมาหา พลางตะโกนเสียงดัง "มาเร็วๆ แคสเซีย!"

            แคสเซียเดินตามอาสะใภ้ไปบนแนวคันนา สตรีสูงวัยหันกลับมาราวกับว่าเพิ่งนึกอะไรได้ มือหนึ่งคว้าหมวกฟางที่ขาดรุ่งริ่งของแคสเซียออก อีกมือดึงหวีจากผมตัวเอง หล่อนบังคับให้เด็กสาวทรุดตัวลงนั่งยองๆ แล้วรีบถักเปียให้ผมเผ้าที่ยุ่งเหยิงนั้น

            อาสะใภ้มองสำรวจเสื้อผ้าเก่าที่เต็มไปด้วยรอยปะชุนของแคสเซีย กวักน้ำจากนาข้าวเช็ดรอยเปื้อนโคลนตามตัว ดึงขากางเกงที่พับไว้ลง ในที่สุดเธอก็ดูดีขึ้นหน่อย "ดูสิว่า แกจะโชคดีได้ไปถึงเซี่ยงไฮ้ไหม" อาสะใภ้พึมพำกับเด็กสาว

           ทั้งสองมาถึงตลาด ที่เต็มไปด้วยผลผลิตท้องถิ่น และสินค้ากระจุกกระจิกจากต่างถิ่นที่ลูกเรือนำมาขาย –งานศิลป์ชิ้นเล็กๆ นาฬิกาแขวนและนาฬิกาข้อมือ  แคสเซียมองรอบตัวอย่างใคร่รู้ ขณะที่อาสะใภ้ลากตัวเธอผ่านฝูงชนตรงไปยังเพิงหลังใหญ่

           เพิงหลังนี้ คือสถานที่ที่ผู้คนมาซื้อขายม้าและวัว สัตว์ทั้งหมดจะถูกขังไว้ในคอก พวกมันพากันส่งเสียงร้องฮี้ๆ หรือมอๆ แต่ท่ามกลางเสียงอึกทึกนั้น  ก็ยังได้ยินเสียงเอะอะโวยวายของผู้คนที่ซื้อขายต่อรองราคา กิริยาท่าทางการส่งภาษามือที่ดูซับซ้อน – เป็นภาพที่ดูวุ่นวายโกลาหล

           ตรงมุมหนึ่งมีแท่นไม้ยาวๆ วาง เด็กหญิงตัวเล็กๆ ยืนเรียงเป็นแถวบนแท่นนี้ มีผู้ใหญ่สิบสองคนยืนบนพื้น สตรีแต่งกายพิถีพิถันที่นั่งอยู่บนเกี้ยวเอาพัดปิดจมูก  ชายร่างผอมสูงมองลอดช่องว่างตรงประตู แล้วหันมาเตือนชายเฝ้าประตูว่า "ผู้ว่านครเซี่ยงไฮ้เพิ่งลงประกาศเตือนในหนังสือพิมพ์ว่า จักรพรรดิชิงได้ออกกฎหมายห้ามค้ามนุษย์  ถึงมันจะเป็นแค่ละครตบตาก็เถอะ แต่แกก็เฝ้าดูไว้ให้ดีด้วยล่ะ"

          "จะมีตำรวจมาเดินตรวจพวกเราจริงๆ หรือ"

          "ใครจะไปรู้แต่ระวังตัวไว้ก่อนก็ดีมาดามเอมเมอรัลด์อยากจะหาเด็กๆ ไปเพิ่มที่สำนักดัสเชส
พาวิเลียนของท่านหรือเปล่า"

          "แกไปทำให้ถูกต้องก็แล้วกัน เราจะเฝ้าระวังให้เอง"

          อาสะใภ้ของเธอกระซิบกับชายที่ดูแล จากนั้นเขาก็โบกมือให้ชายวัยกลางคนรูปร่างอ้วน สวมชุดยาวแบบดั้งเดิม "เริ่มได้!" แคสเซียถูกจับให้ยืนที่ปลายแถว

          "ก้าวมาข้างหน้า!  หมุนตัว!" ชายร่างอ้วนสั่ง "ยกมือขึ้น! ยกเท้า!"

          เด็กหญิงกลุ่มนี้ ไม่ได้มีหน้าตาท่าทางดีไปเสียทุกคน บางคนดูดีกว่าคนอื่น ส่วนใหญ่ผ่านการมัดเท้ามาแล้ว แต่ทุกคนล้วนมีสีหน้างุนงง พอผู้ใหญ่ที่อยู่ด้านล่างพอใจเด็กหญิงคนใด  ชายร่างผอมสูงก็จะพาผู้ซื้อเข้าไปในห้องเล็กๆ ด้านข้าง และเริ่มต่อรองราคากันเพียงสองคน

         ไม่นานนัก ก็เหลือแคสเซียเพียงคนเดียวที่ยังยืนอยู่บนแท่น ไม่มีใครสนใจจะถามราคาค่าตัวเธอ

          สตรีที่แต่งกายพิถีพิถันเลิกสนใจนานแล้ว หล่อนชายตามองแคสเซียชั่วแวบเท่านั้น – เท้าเปล่าขนาดใหญ่ที่ง่ามเท้ามีแต่โคลน แววตาของเด็กสาวเต็มไปด้วยความสงสัยใคร่รู้มากกว่าความหวาดกลัว

           สตรีผู้นั้นลุกขึ้นยืน เอ่ยปากบ่นกับชายที่ดูแล "ฉันมาตั้งไกลจากเซี่ยงไฮ้ แล้วคุณก็มีให้ฉันเลือกแค่นี้น่ะหรือ" หล่อนสังเกตเห็นผู้ช่วยหนุ่ม มองเด็กสาวอย่างตั้งอกตั้งใจ จึงเอื้อมมือไปผลัก "อวี๋ฉีหยาง ใจลอยไปถึงไหนแล้ว"

           เด็กหนุ่มรีบตั้งสติใบหน้าคมสันปราศจากเล่ห์เหลี่ยมจนละม้ายคล้ายใบหน้าเด็กเล็กๆ เขาสวมเสื้อเชิ้ตแขนสั้น ในมือถือห่อผ้าสองห่อ

           แคสเซียเดินตามอาสะใภ้ออกมาจากเพิงค้าสัตว์ หญิงสูงวัยกระชากคอเสื้อเธอ "น่าอายมั้ยล่ะ ไม่มีใครอยากได้แก ถึงจะเอาไปเป็นเด็กรับใช้ก็เถอะ!แม้แต่วัวแต่ควาย ยังมีคนอยากซื้อเลย!"

            มือทั้งสองข้าง เริ่มเจ็บจากการเฆี่ยนตีแคสเซียหล่อนโยนไม้ไผ่ในมือทิ้ง แล้วเริ่มด่าทอ "แกไม่อยากไปให้พ้นหน้าฉันกับอาแกบ้างหรือไงฮึ ฉันนึกว่า แกอยากไปมากถึงขนาดฝันเป็นตุเป็นตะ ตอนนี้จะขายแกก็ขายไม่ออก ช่างไร้ค่าหาดีไม่ได้  กระทั่งขี้วัวยังเอาไปเผาก่อไฟได้เลย ฉันเสียเวลาเลี้ยงแกมาจริงๆ!"

            แคสเซียได้แต่ปิดปากเงียบ เจ็บช้ำอยู่ในอก "อาแกน่ะ เขาเห็นมาตั้งนานแล้ว เขาบอกว่าถึงตัวแกจะเล็กแต่หัวโต ไอ้ลักษณะอย่างนี้ จะนำแต่เรื่องเลวๆ เข้าบ้านเท่านั้น" หล่อนเตะหลานสาว "ไปให้พ้นนะ ไอ้เด็กสารเลว!  ถ้าขายแกให้ไปเซี่ยงไฮ้ไม่ได้ฉันก็จะเอาแกไปขายถูกๆ ที่อื่น"

            ขบวนเกี้ยวพากันกลับไปตามทางเดิมชายหนุ่มหน้าตาคมสันเดินนำหน้าด้านซ้ายมือของเกี้ยวที่ใช้คนแบกสามคน – สองคนด้านหน้า และหนึ่งคนด้านหลังที่ต้องรับน้ำหนักมากที่สุด จึงต้องสลับตำแหน่งกันค่อนข้างบ่อย เพื่อให้พักสักนิดก่อนที่จะแบกขึ้นบ่าแล้วเดินต่อ ผมเปียของคนแบกแต่ละคนทอดยาวทิ้งน้ำหนักจากศีรษะ

             ไม่กี่นาทีต่อมา คนแบกเกี้ยวด้านหน้ารู้สึกเหมือนมีใครแตะบ่าเบาๆ พอหันไป ถึงได้รู้ตัวว่าคานไม้ไผ่ที่แบกอยู่บนบ่านั้น ได้หลุดเลื่อนย้ายไปอยู่บนบ่าของผู้อื่นแล้ว สตรีที่นั่งโยกไปมาบนเกี้ยว พลันสะดุ้งตื่นหลังจากที่เคลิ้มหลับไป และต้องตกใจเมื่อเห็นคนแบกเกี้ยวด้านหน้ากลับกลายเป็นเด็กสาววัยรุ่นแทน ขณะจะเอ่ยปากท้วงติง เด็กสาวเหลียวหลังมามอง พร้อมกับส่งยิ้มให้  สตรีคนนั้นเคาะไม้เท้า แล้วเกี้ยวก็หยุดนิ่งสนิท

             "นี่มันอะไรกัน  หล่อนคือเด็กที่อยู่ที่ตลาดวันนี้ไม่ใช่หรือ เด็กที่ …"

              แคสเซียทรุดตัวลงคุกเข่า "ได้โปรดเถอะค่ะ มาดามเอมเมอรัลด์ หนูเป็นเด็กกำพร้า เติบโตมาอย่างยากลำบาก หนูทราบดีว่า หนูไม่ใช่ เด็กสาวแบบที่ท่านอยากได้ แต่หนูแข็งแรงและทำงานหนักได้ทุกอย่างค่ะ"

              สตรีสูงวัยเบิกตากว้าง "หล่อนรู้จักชื่อฉันได้ยังไง"

               "มาดามเอมเมอรัลด์อยู่ที่ตลาดบ่ายวันนี้ หนูจำชื่อได้ เพราะได้ยินคนอื่นเรียกชื่อท่านค่ะ"

               มาดามเอมเมอรัลด์หันไปยิ้มให้กับสตรีอีกคนที่ยืนก้มหน้าอยู่ข้างๆ เกี้ยว

              "หล่อนคงอยากขายเด็กคนนี้มากสินะ ฉันเห็นแล้วล่ะว่า แกแข็งแรงเหมือนกับผู้ชายทีเดียว"

              "เซี่ยงไฮ้เป็นเมืองที่น่าอยู่ค่ะ ทุกคนแต่งตัวเหมือนมาดามเอมเมอรัลด์ สวยๆ งามๆ กันทั้งนั้น!" อาสะใภ้ตอบ

              มาดามเอมเมอรัลด์ หันไปมองเด็กสาวที่ยังคุกเข่ากับพื้น น้ำตาคลอเบ้าจนดูน่าสงสาร  หล่อนสัมผัสได้กับความรู้สึกบางอย่างที่ผุดขึ้นในใจ ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า "ลุกขึ้นซิ  ฉันยอมผิดกฎตัวเองครั้งนี้ครั้งเดียว! เอาไป เงินสิบแท่ง" หล่อนกวักมือเรียกเด็กหนุ่มหน้าตาคมสันที่มาด้วยกัน "อวี๋ ให้ทั้งสองคนนี้พิมพ์หัวแม่มือไว้ด้วย" 

              "เงินแค่นั้นมันน้อยเกินไปค่ะท่าน" อาสะใภ้ท้วง "เขาพูดกันว่า เด็กรับใช้ต้องได้อย่างน้อยสามสิบแท่ง…"

              "ถ้าอย่างนั้นเอาหลานกลับไปแล้วกัน"มาดามเอมเมอรัลด์เรียกคนแบกเกี้ยวที่อยู่ใกล้ๆ ให้ลุกขึ้น "ท่าทางหลานเราเหมาะสำหรับทำงานหนักเท่านั้น  ฉันจะจ่ายเงินตามที่เห็นว่าสมราคาเท่านั้น ไปกันเถอะ"

              อาสะใภ้รีบวิ่งเข้าไปหา "ได้โปรดเถอะค่ะคุณนาย อย่าโกรธอิฉันเลย  ตกลงเงินสิบแท่งก็ได้ค่ะ"

              คนแบกเกี้ยวรีบเดินต่อแคสเซียหิ้วห่อผ้าของมาดามเอมเมอรัลด์เต็มสองมือ พยายามเดินเท้าเปล่าตามหลังไปติดๆ ซึ่งก็หมายความว่า เธอต้องเช็ดเหงื่อจากใบหน้าบ่อยๆ  เธอล้างหน้าล้างตาให้สะอาดเป็นพิเศษ แต่ตอนนี้กลับเปรอะเปื้อนเหมือนเดิมแล้ว  ยิ่งเดินมาไกลเท่าไร สีเขียวขจีในทุ่งนาเริ่มจางลงเท่านั้น เกษรรวงข้าวสีเหลืองปลิวมาติดเสื้อผ้าขณะเดินผ่าน แมลงสีขาวบินวนรอบๆ เกี้ยว

              ในที่สุด เมื่อมาถึงเขื่อนกั้นตลิ่งที่ทอดตัวยาวไปตามแม่น้ำฮวงผู่ คนแบกเกี้ยวก็เริ่มเดินช้าลง ตรงจุดที่แม่น้ำกว้างขึ้นยิ่งมีผู้คนเดินขวักไขว่มากขึ้นด้วย  เด็กสาวได้ยินคนพูดกันว่า มาถึงท่าเรือลู่เจียจุ๋ยแล้ว

              ย่านไว่ทาน[1]ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามแม่น้ำ แสงตะวันยามตกดินนั้นดูเหมือนจะส่องสว่างกว่าปกติ ที่อาคารรูปแบบสมัยวิกตอเรียที่เรียงรายทางฟากนั้น มีเรือหลายลำลอยอยู่กลางแม่น้ำต่างปล่อยควันจากปล่องไม่ขาดสายและแข่งกันเปิดหวูดเรือเสียงดังประหลาด

            แคสเซียวางห่อผ้าลงบนพื้นดิน ม้วนขากางเกงขึ้นตาจ้องมองภาพตรงหน้าอย่างตื่นกลัว ด้ามไม้ไผ่กระทุ้งเข้าที่แขน ถึงจะเจ็บแต่เธอก็เพียงขยับตัวไปด้านข้าง สายตายังจับจ้องอยู่ที่แม่น้ำ

            ที่ท่าเรือ บรรยากาศวุ่นวาย เรือข้ามฟากเป็นเรือกลไฟสร้างจากแผ่นเหล็ก มีปล่องขนาดใหญ่    แคสเซียยิ้มเมื่อมีควันส่งกลิ่นเหม็นลอยมาสัมผัสกับใบหน้า

            ผู้โดยสารหิ้วกระเป๋าตัวเองแน่น ผู้ใหญ่จูงมือเด็กๆ ให้เดินตาม ทุกคนเดินผ่านขบวนเกี้ยวตรงไปยังท่าเทียบเรือข้ามฟาก

            มาดามเอมเมอรัลด์ที่แต่งกายพิถีพิถันนั้น ยกมือขึ้นลูบผมที่หวีเป็นระเบียบ ก่อนจะเคาะด้านข้างเก้าอี้ และแล้วเกี้ยวก็ค่อยๆ เลื่อนต่ำลงจนวางลงกับพื้น หล่อนหันหน้ามาดุเสียงดัง "แคสเซีย! หล่อนอยากให้พวกเราคิดว่าหล่อนเป็นเด็กขี้เกียจทั้งๆ ที่ยังไม่ถึงเซี่ยงไฮ้เลยหรือไง  ไปเฝ้ากระเป๋าไว้" 

             เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในต้นฤดูใบไม้ผลิปี ค.ศ. 1907 ขณะที่จักรพรรดิซวนถงยังครองบัลลังก์  ประชาชนต่างรู้ดีว่าทุกสิ่งทุกอย่างไม่อาจเป็นเช่นนี้ตลอดไปแต่ทุกคนก็เฝ้ารอให้มีการเริ่มต้น



 

คนที่สนใจเล่มนี้ มักเลือกเล่มเหล่านี้ด้วย


 

นางในคนสุดท้าย

The Last Concubine

ราคา : 350  บาท 

add to cart

 

นางระบำแห่งอุซเบฯ

Dancer from Khiva

ราคา : 300  บาท 

add to cart

 

เรื่องลับที่ดราก้อนคาเฟ่

Midnight at the Dragon Cafe

ราคา : 225  บาท 

add to cart