Click to Sanskrit Homepage
   สินค้าในตะกร้า (จำนวน 0 เล่ม) check out
search
my lines

 

my bookmark

ข้อมูลหนังสือ

จัณฑาล

UNTOUCHABLES

ผู้แต่ง : ดร.นเรนทรา จาดฮาฟ
ผู้แปล : วีระยุทธ เลิศพูนผล
ราคา 350  บาท 


add to cart



จัณฑาลต้องแขวนหม้อดินไว้ที่คอ เพื่อรองรับน้ำลายของตนที่ไม่อาจถ่มลงพื้นดินให้แปดเปื้อน

ต้องห้อยไม้กวาดไว้ที่สะโพก เพื่อคอยกวาดกลบรอยเท้าตัวเองขณะเดิน 


ห้ามสวมรองเท้า จึงต้องหิ้วรองเท้าเดินไปนอกหมู่บ้านจึงจะสวมได้ 

 

เรื่องย่อ


                 เปิดโลกจัณฑาลกว่า 165 ล้านคนในอินเดีย นับพันๆ ปีมาแล้วที่คนวรรณะต่ำสุดอย่างจัณฑาลถูกปฏิบัติราวไม่ใช่มนุษย์    ดร. นเรนทรา ถ่ายทอดเรื่องราวจากสมุดบันทึกของพ่อที่ตะเกียกตะกายฝันจะได้รับความเท่าเทียมในสังคมเพื่อปลดแอกลูกๆ จากระบบวรรณะของจัณฑาลผู้ไร้ทางสู้

ทดลองอ่าน


           กรกฏาคม 1948 ดามูตัดสินใจเดินทางไปยังโรงเรียนที่มีชื่อเสียงในมุมไบเพื่อจัดการเรื่องการศึกษาให้แก่ลูกชายของตน

           เพียงแวบแรกที่เห็นดามูผู้อยู่ในชุดแสนมอมแมม ยามหน้าประตูเข้ามาขวางทางเขาไว้ก่อนจะเอ่ยถาม “มีธุระอะไรถึงมาที่นี่”

           “ฉันมาจัดการเรื่องเอาลูกเข้าโรงเรียน”ดามูตอบ

           ยามคนนั้นกวาดสายตามองเขาจากหัวจรดเท้าและกล่าวว่า “อะไรทำให้แกคิดว่าจะเดินดุ่มๆเข้ามาตอนไหนก็ได้เพื่อจะสมัครเรียนให้ลูก ห๊ะ อย่ามาให้ทำข้าเสียเวลาเปล่าเลย ไปให้พ้นๆซะ”

                ดามูเริ่มหงุดหงิด เขาจะไม่ยอมให้ใครก็ตามมาหยุดตัวเองจากการพาลูกให้ได้รับการศึกษาจากโรงเรียนที่เขาคิดว่าเหมาะสมดีแล้ว ด้วยการแอบซ่อนความรู้สึกไม่พอใจเอาไว้ ดามูหยิบเหรียญ 50 ไพซะ จากกระเป๋าวางลงบนมือของชายผู้นั้น พลันทำให้พฤติกรรมของเขาเปลี่ยนไป เขารีบเอาเงินใส่ในกระเป๋าอย่างรวดเร็ว และไม่เพียงแค่จะพาดามูเข้าไปในโรงเรียนเท่านั้นหากแต่ยังชี้ทางไปยังห้องของครูใหญ่ให้อีกด้วย

                ดามูหยุดยืนอยู่หน้าห้องก่อนเคาะประตู หลังจากไม่ได้ยินเสียงตอบรับใดๆ เขาแง้มประตูออกเล็กน้อยพลางชะเง้อมองเข้าไปใน ห้อง ในนั้นเขาเห็นชายผู้หนึ่งนั่งอยู่บนโต๊ะกำลังขีดๆเขียนๆอะไรบางอย่าง ดามูกระแอมไอก่อนที่จะขออนุญาติเข้าไปข้างใน

                ชายผู้นั้นหันหน้าไปยังต้นเสียงเพื่อจะถาม “แกเป็นใคร ต้องการอะไร”

                ดามูสืบเท้าเข้าไปในห้องก่อนจะตอบ “ซาเฮบ กระผมชื่อดามูขอรับ ผมทำงานอยู่ที่การท่ารถไฟมุมไบ คือกระผมอยากจะมาติดต่อเรื่องพาลูกเข้าเรียนที่นี่นะขอรับ”

                “นี่มันปาไปเดือนกรกฎาแล้ว” ครูใหญ่ตอบ “ช่วงรับสมัครมันหมดไปตั้งแต่เดือนพฤษภาแล้วละ อีกอย่างวันเปิดเทอมก็เริ่มตั้งแต่เดือนมิถุนานู้นแล้ว ตอนนี้ไม่ที่ว่างเหลือหรอกนะ ลองมาสมัครใหม่อีกทีพฤษภาคมปีหน้าละกัน”

                หลังจากกล่าวจบ ชายผู้นั้นก็ก้มหน้าลงเขียนอะไรต่อไป   ความกระตือรือร้นของดามูพลันจืดจางลง เขามาด้วยความตั้งใจเปี่ยมล้น หากแต่บัดนี้ทั้งหมดต้องมาพลันสลายลงอย่างง่ายดาย   เรื่องราวของปีการศึกษาช่างเป็นสิ่งที่ทำให้เขางุนงงนัก ความคิดเดียวของเขาคืออยากจะมั่นใจว่าลูกชายจะได้รับการศึกษาในโรงเรียนที่ดีเท่านี้เอง    ที่สุด เขาจึงพยายามใหม่อีกครา

                “ซาเฮบ กระผมมันคนจน ถ้าหากลูกผมไม่ได้เรียนแล้ว เขาคงไม่วายต้องมาใช้ชีวิตตรากตรำเอาแรงงานเข้าแลกเงินอย่างผม   ขอร้องเถอะนะนายจ๋า ลูกผมมันเป็นเด็กฉลาด มันจะทำทุกอย่างตามที่นายสั่งมันเลยเชียว”

                ครูใหญ่เริ่มมีน้ำโห “นี่ ฉันไม่ได้บอกแกไปแล้วหรือไงว่าไม่มีเก้าอี้ว่างแล้ว ฉันช่วยอะไรคุณแกไม่ได้หรอก   ไปซะเถอะแล้วค่อยกลับมาสมัครใหม่ปีหน้า”

                ดามูรู้สึกสิ้นหวัง เขาไม่ได้คาดว่าจะเจอกับปัญหาเยี่ยงนี้ ทั้งหมดที่เขาได้คิดไว้ก็คือแค่เดินทางไปโรงเรียนที่ต้องการแล้วพาลูกเข้าสมัคร ... จบดามูรู้สึกว่าความฝันของตนเลือนรางลงไป เขาไม่เคยรู้สึกสิ้นหวังและท้อแท้เช่นนี้มาก่อน สิ่งเดียวที่แว่วเข้ามาในหูคือคำสอนของบาบาซาเฮบที่เตือนให้คนของเขามอบการศึกษาให้แก่ลูกหลาน   การศึกษาจะเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้ที่จะทำให้ชีวิตของพวกเขาดำรงอยู่อย่างมีเกียรติ   แต่ที่นี่ในห้องนี้ ครูใหญ่ได้เมินเฉยและบอกเพียงแค่ให้เขามาลองสมัครใหม่ปีหน้า ความรู้สึกของสิ้นหวังของดามูแปรเปลี่ยนมาเป็นความโกรธ

                เขาคุกเข่าลงบนพื้นหน้าโต๊ะทำงานของครูใหญ่ก่อนจะโพล่งออกมาว่า “กระผมจะไม่ไปไหนทั้งนั้น จะทำอะไรก็ตามใจเถอะ จะเรียกตำรวจมาก็ได้ แต่ กระผมจะไม่ออกจากห้องนี้จนกว่าลูกของผมจะถูกรับเข้าเรียนที่นี่ ผมจะอดอาหารอยู่อย่างนี้จนกว่าคุณจะยอมทำตามสิ่งที่ผมร้องขอ”

                “ลุกขึ้นและกลับบ้านไปซะ ไม่เห็นจำเป็นจะต้องทำแบบนี้เลย เอางี้ กลับมาอีกทีพรุ่งนี้พร้อมกับลูกชายของแกซะ แล้วฉันจะดูว่าพอจะทำยังไงให้ได้บ้าง”

                ดามูมองไปที่ครูใหญ่อย่างอดสงสัยไม่ได้แต่กระนั้นเขาก็ยังคุกเข่าอยู่กับที่ไม่ได้ขยับไปไหน ซึ่งสร้างความขบขำแก่ครูใหญ่ยิ่งนัก

                “ดามู ลุกขึ้นเถอะ บอกแล้วไงว่าเดี๋ยว ฉันจะช่วยลูกแกให้ได้มากที่สุด กลับไปบ้านซะแล้วค่อยมาใหม่พรุ่งนี้ อย่าลืมเอาเงินติดมาสิบเอ็ดรูปียี่สิบห้าเพสละ”

            ดามูเดินกลับบ้านอย่างเชื่องช้า ในใจคิดแต่ว่าจะเชื่อสิ่งที่ครูใหญ่บอกดีหรือไม่ คืนนั้นเขาหลับๆตื่นๆอยู่ทั้งคืน จนรุ่งเช้าที่เขาตื่นขึ้นแต่หัววันเพื่อไปรออยู่หน้าโรงเรียนอย่างรุ่มร้อนในใจ   เมื่อครูใหญ่มาถึง เขาประหลาดใจที่เห็นดามูและลูกมายืนรออยู่แล้ว ก่อนจะบอกให้ทั้งสองตามไปยังห้องทำงาน พร้อมทั้งสั่งให้เจ้าหน้าที่เตรียมเอกสารที่จำเป็นต้องใช้มาให้หมด เจ้าหน้าที่คนนั้นกรอกรายละเอียดจนครบก่อนจะบอกให้ดามูลงชื่อในเอกสาร เมื่อขั้นตอนทั้งหมดลุล่วงไปแล้ว ครูใหญ่ขอให้ทางเจ้าหน้าที่พาเด็กน้อยไปยังห้องเรียน กระนั้นแม้แต่ดามูเองก็ลุกขึ้นเดินตามหลังพวกเขาไปทันที สิ่งเดียวเท่านั้นที่จะทำให้จิตใจเขาสงบจากความแคลงใจทั้งปวงได้ คือภาพของลูกชายที่ได้นั่งเรียนอยู่ในห้อง

                ตลอดช่วงชีวิตที่ผ่านมา ดามูปฏิเสธที่จะให้ฟ้าเป็นผู้ชี้ชะตาชีวิต หากแต่จะมุ่งพยายามลิขิตชะตาของตัวเองมาตลอด เขาสนับสนุนให้ลูกหลานได้รับการศึกษาที่สูง พร้อมทั้งยังพร่ำสอนให้มีจิตใจที่มุ่งมั่นสู่ความเป็นเลิศ

                หลังจากเกษียณตัวเองในปี 1970   ดาดา ซึ่งเป็นคำที่พวกเราใช้เรียกพ่อในครอบครัว ก็มีเวลาว่างมากมาย แต่ด้วยความชอบส่วนตัวในเรื่องการซ่อมแซมสิ่งของในบ้าน ซึ่งรวมไปถึงการซ่อมแซมสิ่งของที่ยังไม่เสียหายผุพังด้วยซ้ำ   แต่อย่างไรก็ดี ด้วยความที่ไม่อยากจะให้พ่อกลายเป็นคนจุกจิก ผมถึงชักชวนให้ท่านลองเขียนไดอารี่บันทึกความทรงจำ ในตอนแรกนั้นพ่อไม่ค่อยจะเต็มใจทำนัก แต่ไม่น่าการเขียนก็กลายเป็นสิ่งที่พ่อสนใจและตกลงเขียนมันต่อมาอีกหลายปี จนกระทั่งสุขภาพที่ย่ำแย่ทำให้ท่านต้องหยุดมันลง

                หลังจากที่ดาดาเสียชีวิตไปในปี 1989 ผมจัดการแก้ไขปรับปรุงไดอารี่ของพ่อซึ่งเขียนขึ้นด้วยภาษามราฐีแบบง่ายๆ และยังเพิ่มเรื่องราวที่ได้รับฟังมาจากผู้อื่น ซึ่งก็คือมารดาของข้าพเจ้าที่อ่านหนังสือไม่ออกเขียนก็ไม่ได้ รวมทั้งบรรดาพี่ชาย พี่สาว และน้องสะใภ้ เพื่อจัดพิมพ์ขึ้นเป็นบันทึกความทรงจำของครอบครัวในวรรณะจัณฑาลในปี 1993 ภายใต้ชื่อหนังสือว่า พ่อและพวกเรา (Our Father and US)สะหรับต้นฉบับในภาษามราฐีนั้นติดอันดับเป็นหนังสือขายดีและถูกแปลเป็นภาษาอินเดียต่างๆ กล่าวคือ ภาษาฮินดี ปัญจาบ คุชราต กันนฑะ ทมิฬ และมาลายาลัม   ส่วนในหนังสือภาคภาษาอังกฤษเป็นการปรับปรุงมาจากต้นฉบับภาษามราฐี