Click to Sanskrit Homepage
   สินค้าในตะกร้า (จำนวน 0 เล่ม) check out
search
my lines

 

my bookmark

ข้อมูลหนังสือ

ทนายตีนเปล่า

THE BAREFOOT LAWYER

ผู้แต่ง : เฉิน กวงเฉิง
ผู้แปล : ปิยะวัตน์
ราคา 380  บาท 


add to cart


ทนายตีนเปล่า

ราคาปก       380 บาท                                                                                                                                       ราคาสมาชิก 323 บาท

 

เรื่องย่อ


เรื่องเกิดขึ้นราวภาพยนตร์ตื่นเต้นสยองขวัญ เมื่อเช้าของเดือนเมษายน 2012 หนุ่มจีนตาบอดผู้เป็นทนายความปีนกำแพงหนีออกจากบ้านที่ถูกกักขัง วันต่อมาเขาปรากฏตัวที่สถานทูตสหรัฐฯในกรุงปักกิ่งและได้ออกจากประเทศจีนไปใช้ชีวิตใหม่ที่อเมริกา บันทึกความทรงจำที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับชาวจีนนับล้านในการต่อสู้เพื่อความยุติธรรมและอิสรภาพ

ทดลองอ่าน


บทที่หนึ่ง เด็กผู้แปลกแยก


ผมประคองไข่ต้มในมือที่แม่ให้มาอย่างทะนุถนอม มันยังอุ่นๆ อยู่ ผมอายุสามหรือสี่ขวบแล้วแต่แทบไม่เคยได้กินไข่ทั้งฟอง จึงต้องประคองมันไว้ให้นานที่สุดก่อนจะลงมือกิน ผมเดินไปนอกบ้าน เจอครกหินโม่แป้งที่เราใช้บดอาหาร ผมคลำหาส่วนที่เป็นหินแล้วค่อยๆ บรรจง เคาะเปลือกไข่ ผมได้ยินเสียงเด็กๆ ในหมู่บ้านส่งเสียงหัวเราะเจี๊ยวจ๊าวอยู่ในลานบ้าน ญาติๆ กับเพื่อนบ้านเดินเข้าเดินออก ผมเดินกลับเข้าบ้าน ปีนขึ้นบนม้านั่งตัวสูงแล้ววางไข่ลงบนโต๊ะเบาๆ มันเริ่มกลิ้งแต่ผมมองเห็นไม่ชัดนัก ผมได้ยินเสียงเปลือกไข่แตกตอนมันกระแทกพื้นดินดังตุ้บ ตามด้วยความเงียบ ปกติถ้าหากมีเสียงกระเด้งหรือกลิ้งหรือเสียงอะไรก็ตาม ผมมักจะใช้หูบอกตำแหน่งได้อย่างง่ายดาย แต่ครั้งนี้ผมทำอะไรไม่ถูก ผมพยายามเพ่งมองหาไข่ใบนั้น แต่สิ่งเดียวที่เห็นคือรูปทรงที่แยกแยะไม่ออก เพื่อนบ้านหรือเด็กๆ ที่อยู่ตรงนั้นไม่มีใครช่วยผม
พวกเขาจ้องมองด้วยความสงสัย มีแม่เท่านั้นที่ตรงรี่เข้ามา แม่ปอกไข่ แล้วนำไป
ห่อใน เครป เจียนปิง กับผักดองเค็ม แล้ววางลงในอุ้งมือผมที่เหยียดแขน
ยื่นออกไปรอรับเต็มที่
....
ผมเกิดในหมู่บ้านไกลปืนเที่ยงของจีนชื่อตงซือกู ในวันที่ 12 พฤศจิกายน 1971 ท่ามกลางการปฏิวัติวัฒนธรรม อันเป็นช่วงเวลาแห่งความแร้นแค้นและขมขื่นยิ่งนัก ตอนผมเกิดร่างกายของผมสมบูรณ์แข็งแรง แต่ห้าเดือนต่อมาผมเป็นไข้หนักและไม่มีเงินไปโรงพยาบาล ถึงแม้แม่จะเป็นห่วงผมสุดหัวใจ แต่แม่ก็ต้องหาเลี้ยงปากท้องและดูแลพี่ชายทั้งสี่ของผมด้วย พี่ๆ ผมอายุไล่เลี่ยกัน ตั้งแต่สิบสี่ สิบเอ็ด แปด และห้าขวบ
ตอนนั้นพ่อทำงานไกลบ้านมากและเราไม่มีโทรศัพท์ อีกทั้งทางครอบครัวฝั่งพ่อก็มีปัญหายุ่งยากอยู่แล้ว
แม่ต้องเลี้ยงดูเราและพยายามเอาตัวให้รอดด้วยของที่มีอยู่อย่างจำกัดจำเขี่ย ทุกๆ วันแม่ต้องไปหาบน้ำมาจากบ่อใกล้ๆ แม่น้ำเหมิงแล้วเดินกลับบ้าน พอก่อนฟ้าสาง
แม่ต้องใช้เวลาหลายชั่วโมง บดโม่แป้งในครกหินเพื่อนำมาทำ เจียนปิง ให้เรากิน ในช่วงกลางวันหากไม่ได้ออกไปทำนา แม่จะออกไปหาไม้ฟืนบนเนินเขาเพื่อนำมา
ก่อไฟทำอาหาร แม่ทำงานตามคำสั่งที่เข้มงวดของคอมมูนซึ่งจัดระเบียบการทำงาน การใช้ชีวิต และการกินของพวกเรา
ตอนผมป่วย แม่แทบขาดใจเมื่อได้ยินเสียงร้องอย่างบ้าคลั่งของผม
แม่ห่อตัวผมด้วยผ้าเก่าๆ ให้ผมนอนคุดคู้อยู่ในตะกร้าแล้ววางไว้ในลานบ้านใกล้ๆ ตัวขณะทำงานไปด้วย แม่ต้องมีเงินสองหยวนถ้าหากจะพาผมไปหาหมอที่โรงพยาบาลท้องถิ่น แต่มันเป็นเงินเยอะมากและเราแทบไม่มีเงินเลย พ่อมีรายได้จากงานที่ทำเพียงสิบแปดหยวนต่อเดือน แม่ไปขอยืมเงินจากหัวหน้าหน่วยการผลิตด้วยความสิ้นหวัง เขาบอกให้แม่ไปหาพนักงานบัญชีและพนักงานคนนั้นก็โยนไปที่ชายอีกคนซึ่งรับผิดชอบด้านการเงิน “เธอจะยืมเงินจากเราได้ไง” เขาถามแม่ด้วยน้ำเสียงไม่เชื่อหู
“เธอติดเงินเราอยู่และยังสะสมหน่วยแรงงานไม่พอ” คอมมูนแบ่งเป็นหลายกอง
การผลิต หน่วยการผลิตแต่ละหน่วยจะมีหน่วยย่อยๆ ลงไปอีก เราจะได้หน่วยจากงานที่ทำสำเร็จ นั่นหมายความว่าเราต้องมีส่วนช่วยคอมมูนอย่างน้อยเท่ากับที่เรากิน
แต่แม่เป็นผู้ใหญ่คนเดียวที่ทำงานเต็มเวลา ครอบครัวของเราจึงมักทำหน่วยได้ต่ำกว่าเกณฑ์ เมื่อไม่มีหน่วยก็ไม่มีเงิน ไม่มีเงินก็ไม่มีหมอ ชายคนนั้นบอกให้แม่ไปเอาจดหมายจากหัวหน้าหน่วยการผลิต แต่แม่รู้อยู่แก่ใจดีว่า เขาแค่บอกปัดแม่
ให้พ้นหูพ้นตา
ด้วยความท้อแท้ แม่ไปขอยืมเงินจากเพื่อนและญาติๆ แต่ไม่มีใครให้ยืม “หมอตีนเปล่า” ของหมู่บ้าน ซึ่งเป็นชาวนาที่เคยได้รับการอบรมการแพทย์ขั้นพื้นฐานที่สุดเพื่อออกให้บริการตามชนบทอันห่างไกลนั้น สุดปัญญาที่จะช่วยให้ไข้ของผมลดลง ผมร้องไห้สองวันสองคืนเต็มๆ เนื้อตัวเล็กจิ๋วของผมร้อนจี๋ นอนดิ้นอยู่ในอ้อมกอดแม่ วันที่สาม เมื่อแม่ตื่นเช้ามืดตามปกติเพื่อทำอาหารให้เรา ท่านได้ยินเสียงร้องคร่ำครวญของผมเริ่มดังขึ้นอีก แม่จึงอุ้มตัวผมขึ้นมาดูดนม แต่ก็ต้องผงะด้วยความตกใจเมื่อเห็นก้อนเนื้อสีน้ำเงินหลายก้อนขึ้นที่ตาดำของผม ท่านรีบอุ้มผมไปหาหญิงชราที่หมู่บ้านใกล้ๆ แกรักษาด้วยวิธีพื้นบ้านคือเป่าที่ตาของผม แน่นอน ไม่มีอะไรดีขึ้นเลย
พ่อกับแม่ไม่เคยรู้สาเหตุที่ทำให้ผมตาบอด หนึ่งเดือนหลังจากนั้น หลังจาก
พ่อกลับบ้านและรู้เรื่องที่เกิดขึ้น ท่านจัดแจงรีบพาผมไปคลินิกท้องถิ่น ทว่านั่น
ก็สายเกินกว่าจะรักษาดวงตาให้ผมแล้ว แต่หลายปีต่อมา พ่อยังมุ่งมั่นหาวิธีรักษาผม ท่านพาผมไปหาหมอคนแล้วคนเล่าแต่ก็ไร้ประโยชน์ หมอคนหนึ่งบอกว่าผมเป็น
กระจกตาอักเสบ อีกคนบอกเป็นต้อหินและล้วนสรุปตรงกันว่ารักษาไม่ได้
ไม่ว่าต้นเหตุของการเป็นไข้จะเกิดจากอะไรก็ตาม แต่ผลพวงที่เกิดขึ้นนั้นให้อภัยไม่ได้เลย ในความทรงจำแรกสุด ผมมองเห็นแค่สะเก็ดสีลักษณะเป็นจุดๆ และจะเห็นก็ต่อเมื่อมีวัตถุอยู่ตรงหน้าเท่านั้น บางครั้งผมชอบพูดว่าผมตาบอดเพราะลัทธิคอมมิวนิสต์ หรือจะพูดให้ชัดๆ ก็คือ คลื่นการโฆษณาชวนเชื่อที่โกหกและกลวงโบ๋ซึ่งถาโถมเข้ามากลืนกินประเทศอย่างต่อเนื่องหลายทศวรรษ พรรคคอมมิวนิสต์ ผู้นำเข้า “พัฒนาการทางวิทยาศาสตร์” นั้น ชอบคุยโม้โอ้อวดเรื่องโรงพยาบาลและบริการสาธารณสุขที่ไม่ต้องมีค่าใช้จ่าย บอกว่าผู้คนจะได้รับการดูแลอย่างดี และทุกอย่างจะดีขึ้นจากอดีต หากในความเป็นจริงเรายังขาดแคลนบริการทางการแพทย์ในขั้นที่เรียกว่าพื้นฐานที่สุด และการจะหายจากโรคได้หรือไม่นั้นแล้วแต่เวรแต่กรรม ความตายมาเยือนพวกเราบ่อยครั้ง สองปีก่อนผมเกิด แม่คลอดทารกเพศหญิงคนหนึ่ง ลูกสาวซึ่งท่านปรารถนามานานหลังจากเลี้ยงดูลูกชายมาแล้วถึงสี่คน เมื่อทารกป่วย ท่านไม่มีเงินพาไปโรงพยาบาล ท้ายที่สุดก็ได้แต่ภาวนาและรอ พี่สาวของผมเป็นโรคที่คนในหมู่บ้านเรียกว่า “ไข้เจ็ดวัน” แน่นอน เธอเสียชีวิตหลังผ่านไปแปดหรือเก้าวัน ตอนหลังแม่บอกผมว่า ถ้าพี่สาวของผมรอด แม่ก็คงไม่มีผม
....
ตอนนี้ผมสี่ขวบแล้ว ผมห้อยต่องแต่งอยู่ตรงกลางระหว่างท้องฟ้ากับพื้นดิน พี่ชายดึงผมสูงขึ้นไปสาม แล้วก็ห้า แล้วก็สิบฟุต ผมสนุกและไม่นึกกลัวเลย บนต้นพลับนั้น
ผมได้ยินทุกสิ่งทุกอย่าง ทุกเสียงที่เป็นรูปเป็นร่างอยู่ในอากาศ ผมได้ยินเสียง
นกร้องดังก้อง เสียงร้องอันไพเราะสอดประสานของพวกมันแหวกผ่านต้นไม้เข้ามา ยังมีเสียงจากน้ำพุธรรมชาติใกล้ๆ ที่ชาวบ้านจะใช้กระบวยตักของเหลวสาดใส่กระป๋องหรือกระติก ผมแยกแยะได้ทันทีที่มีการเปลี่ยนระดับเสียง ตั้งแต่การตักใส่กระป๋องเปล่าๆ กระบวยแรกไปจนถึงเสียงที่ถี่ขึ้นเมื่อใกล้เต็ม ผมได้ยินเสียงบรรเลงของสิ่งมีชีวิตรอบๆ ตัว เสียงไพเราะของนกที่ร้องระรัว พวกสัตว์ที่ร้องมอๆ แบะๆ หรือเห่า แต่ละเสียงมีความเข้มข้น มีแบบแผน จำเพาะของตัวเอง ทุกๆ เสียงมีทั้งเข้าจังหวะและไม่เข้าจังหวะกับเสียงอื่นๆ
พี่สามกับผมเคยเล่นแบบนี้มาก่อน พี่ชอบปีนต้นไม้ ชอบจับนก นี่คือสาเหตุที่เขาผูกผมติดไปด้วย พี่สามจะมัดปลายเชือกรอบเอวผม อีกมือของพี่จะจับปลายเชือกอีกด้านแล้วปีนขึ้นต้นไม้ จากนั้นพี่จะจัดแจงมัดเชือกกับง่ามกิ่งที่แข็งแรง ส่วนผมยืนรอพี่อยู่ใต้ต้น พี่สามต้องออกแรงเยอะมากเพื่อค่อยๆ ดึงผมขึ้นไปทีละนิด
จนกระทั่งไปถึงง่ามไม้ ซึ่งมันจะเป็นที่ที่ผมได้นั่งเล่นอย่างสบายใจเฉิบ ครั้งแรก ผมได้แต่กอดกิ่งไม้นิ่งๆ แล้วผมก็เริ่มกล้าขึ้น ผมใช้มือแตะต้องทุกๆ อย่างรอบตัวมากขึ้น
กิ่งลูกพลับห้อยย้อยลงมา ผมบอกให้พี่สามเด็ดมาให้ลูกหนึ่ง “นายก็รู้ว่ามันยังกินไม่ได้” พี่บอก “ยังไม่สุก นายจะตายได้ถ้ากินลูกพลับที่ไม่สุก” “รู้แล้ว” ผมตอบ พี่สามปีนสูงขึ้นไปอีกเพื่อที่จะหาลูกใหญ่ๆ มือของผมก็เล็กจนแทบจะกำลูกพลับด้วยมือข้างเดียวไม่ได้ ส่วนมืออีกข้างก็ต้องกอดต้นไม้ไว้แน่น แต่ผมชอบใจ จ้องมองความสุกสว่างของสีแดงและเหลืองของลูกพลับ อุ้งมือสัมผัสได้ถึงผิวที่ละเอียดเรียบเนียน ผมยกลูกพลับแนบชิดติดใบหน้า จนแทบจะแตะริมฝีปาก สัมผัสและกลิ่นหอมของลูกพลับมันเย้ายวนจนอดใจไม่ไหว ผมแอบเล็มคำเล็กๆ ไปหนึ่งครั้ง คำแรกมันมีรสหวาน แต่พอกัดคำที่สองก็ได้รสฝาด เมื่อนึกถึงคำเตือนของพี่ ผมรีบบ้วนทิ้งทันที
พี่สามสังเกตเห็นความผิดปกติ พี่รีบปีนลงมาถาม “นายกินรึเปล่า” ผมกลัวพี่จะโกรธ จึงรีบซ่อนด้านที่กัดไว้ในอุ้งมือพลางโกหกเสียงอ่อยๆ ว่าไม่ได้กิน “งั้นขอดู
ลูกพลับหน่อย” พี่บอกแล้วแกะมือผมออกดู “กินทำไม” พี่ถาม ผมรับปากพี่แล้วว่าจะไม่กิน จึงไม่รู้จะตอบอย่างไร
“ลูกพลับโตบนกิ่งยังไง” ผมถามพี่ต่อ ขณะที่พี่ปีนกลับขึ้นไปแล้วโน้มกิ่งที่มีผลเต็มกิ่งลงมาให้ใกล้ผมเพื่อที่ผมจะได้เอื้อมถึง มือข้างหนึ่งของผมถือผลที่กัดไปแล้ว ส่วนอีกข้างคลำไปตามเปลือกไม้ลื่นๆ จนเจอลูกพลับลูกโตผิวมันสองลูกที่อยู่ติดกัน ผมคว้าลูกหนึ่งเข้ามาแล้วบิด แต่พี่ร้องเตือนไม่ให้เด็ดและบอกให้ปล่อย พอผมปล่อยมือ กิ่งพลับกิ่งนั้นดีดกลับที่เดิมจนลูกพลับสั่นกราว
เสียงคนเดินลากเท้าเป็นจังหวะบนพื้นดิน “เอาเด็กขึ้นต้นไม้สูงๆ แบบนั้น
ได้ไง ไม่รู้รึว่ามันอันตราย ” เสียงผู้หญิงตะโกนขึ้นมา “ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมทำอย่างนี้บ่อยๆ ที่บ้าน” พี่สามตอบ
เมื่อผมสนุกจนพอใจแล้ว ผมจะตะโกนบอกพี่ว่า “ลงเถอะ!” พี่ก็จะค่อยๆ คลายขดเชือกออก ส่วนผมจะยื่นมือออกไปแตะผิวไม้ พอใกล้ๆ จะถึงพื้น เนื้อตัวจะเริ่มเหวี่ยงและหมุนไปมา ผมตื่นเต้นแต่ไม่กลัว ตลอดขาลงผมไม่รู้สึกถึงสิ่งอื่นใดนอกจากความอิสระเสรี
....
หมู่บ้านตงซือกู ตำบลซวงโฮว จังหวัดหลินอี้ มณฑลซานตง ประเทศจีน โค้งของแม่น้ำเหมิงโอบล้อมทิศตะวันออกและตอนเหนือของหมู่บ้าน ตอนใต้มีภูมิประเทศเป็น
เนินเขาเหมือนลูกคลื่น ทิศตะวันตกมีลำธารที่ลดเลี้ยวจากเนินเขาสู่แม่น้ำเหมิง
เทือกเขาเหมิงเหลียงกู ตั้งตระหง่านอยู่ไกลๆ ทางตอนเหนือ พวกเราชอบพูดกันว่า เรามีน้ำไหลผ่านสามทิศ และอีกทิศหนึ่งเป็นเนินเขา ลานหลังบ้านมีรั้วล้อมรอบ
มีกระท่อมมุงหลังคาด้วยใบจากหรือดินเหนียว ครัว ลังไม้ สุนัข แพะ ไก่ โม่หิน และห้องน้ำนอกบ้าน ทั้งหมดปะติดปะต่อเป็นภาพเดียวกัน เพียงเดินผ่านถนนและทางเดินเป็นดินคดเคี้ยวสั้นๆ ที่เชื่อมต่อลานบ้านแต่ละหลังเข้าด้วยกัน ครู่เดียวคุณก็จะไปถึงท้ายหมู่บ้าน เมื่อเดินต่อไปจะผ่านแปลงผักของแต่ละบ้าน และผ่านป่าต้นพ็อพลาร์ที่ยังอ่อนและพบแม่น้ำเหมิงที่ไหลเอื่อย ซึ่งเป็นประตูทางเข้าหมู่บ้านของเรา แม่น้ำสายนี้คือเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงชีวิตพวกเรา เราใช้ดื่ม กิน ซักผ้า อาบน้ำ ไปจนถึงการชลประทาน จนกระทั่งมีการสร้างสะพานขึ้นในปี 1996 จากนั้นก็มาถึงถนนเส้นที่เชื่อมเรากับโลกภายนอก เมื่อเดินไปทางทิศเหนือ ใต้ หรือทิศตะวันตกของหมู่บ้าน จะพบท้องทุ่งที่เราใช้เพาะปลูกพืชจำพวกข้าวโพด มันเทศ ต้นยาสูบ และข้าวฟ่าง
ดูเหมือนลายตารางหมากรุก
ฤดูร้อนและใบไม้ร่วงเป็นฤดูกาลที่ชาวไร่ชาวนาโปรดปราน คงเป็นเพราะหลังจากทำไร่นามาเหนื่อยตลอดทั้งวัน เราจะเดินไปอาบน้ำที่แม่น้ำได้ แต่เมื่อเวลากลางวันหดสั้นและอุณหภูมิเริ่มลดลง น้ำในแม่น้ำจะเย็นยะเยือกจนลงไปอาบไม่ได้ ปี 1980 มีโรงอาบน้ำสาธารณะแห่งเดียวที่ชาวบ้านจะไปใช้บริการได้ แต่มันอยู่ในอำเภอซึ่งไกลออกไปราวสามสิบไมล์และชาวบ้านก็จ่ายค่ารถไม่ไหวอยู่ดี ส่วนเรื่องการต้มน้ำอาบก็ไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนัก เพราะทั้งในและนอกบ้านต่างหนาวจัดไม่แพ้กัน เมื่ออากาศเย็นแผ่ขยาย คราบสกปรกก็ค่อยๆ หมักหมมทีละน้อย ด้วยเหตุที่ไม่มีทั้งเวลาและเงิน ชาวบ้านจึงเลือกอยู่ในบ้านและไม่อาบน้ำเลยตลอดฤดูหนาว จนกระทั่งเลยช่วงปีใหม่ ซึ่งจะเฉลิมฉลองกันในเดือนมกราคมหรือกุมภาพันธ์ หรือบางครั้งกว่าจะได้อาบน้ำก็ปาเข้าไปปลายเดือนเมษายนทีเดียว เมื่อต้นไม้เริ่มผลิใบอ่อน ต้นหญ้าเริ่มงอกแต่งแต้มสีเขียวให้เนินเขาเป็นครั้งแรกในช่วงปลายพฤษภาคม ถึงแม้น้ำในแม่น้ำจะยังคงเย็นเจี๊ยบ แต่ตอนนั้นชาวบ้านมักเต็มใจข่มความหนาวพากันลงไปอาบน้ำในแม่น้ำ
ผมมีความทรงจำเรื่องการอาบน้ำครั้งแรกของฤดูกาล ความรู้สึกของการนอนอยู่บนตลิ่ง มีแสงแดดของฤดูใบไม้ผลิให้ความอบอุ่นร่างกาย เป็นสิ่งที่แทบอธิบายเป็นคำพูดไม่ได้ มันซาบซ่า ผ่อนคลาย และตื่นตัวอย่างน่าประหลาด
ทุกอย่างสวยงามและแจ่มชัด
....
ผมไม่รู้ว่าบรรพบุรุษของผมเริ่มตั้งรกรากที่ตงซือกูมาตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่รู้ว่าเราอยู่ที่นั่นมาหลายชั่วอายุคนแล้ว คนในหมู่บ้านราวห้าร้อยคน ราวครึ่งหนึ่งใช้นามสกุลเฉินเหมือนกัน นอกจากนามสกุลแล้ว พี่ชายและทุกคนในรุ่นเดียวกันจะมี “ชื่อรุ่น” เหมือนกันคือกวง หรือ “แสงสว่าง” ซึ่งบรรพบุรุษของหมู่บ้านได้คัดเลือกและลงบันทึกไว้เมื่อหลายศตวรรษมาแล้ว พ่อกับแม่ไม่ได้ใส่ใจจะตั้งชื่อให้ผมตอนเกิดหรือตอน
เป็นเด็ก ตอนวัยรุ่นผมจึงเลือกชื่อให้ตัวเอง นั่นคือเฉิง หรือ “ความซื่อสัตย์”
ก่อนหน้านั้น ชื่อของผมทุกคนเรียกง่ายๆ ว่าน้องห้า เพราะผมเป็นลูกชายคนที่ห้าของพ่อและแม่
ตั้งแต่เด็กๆ มาแล้ว ตงซือกูให้ความรู้สึกเหมือนเป็นครอบครัวใหญ่
ผมจะเรียกใครๆ ว่า “ลุง”  “ยาย” และ “พี่” ไม่ว่าเราจะเป็นญาติกันหรือไม่ ส่วนหนึ่ง
เป็นเพราะความใกล้ชิดสนิทสนมและเป็นเพราะความนับถือผู้อาวุโส สมัยเด็กๆ
บ้านทุกหลังจะเปิดโล่งถึงกัน มีเพียงสองครอบครัวที่มีประตูไม้ก่อนเข้าสู่ลานบ้าน ตอนทักทายกัน เรามักพูดว่า “กินอะไรหรือยัง” มันสะท้อนความยากแค้นและความเป็นห่วงเป็นใยของคนในครอบครัว มิตรสหายหรือเพื่อนบ้านที่เรามีร่วมกันมานานหลายปี แทบไม่มีใครพูดคำว่า “ได้โปรด” หรือ “ขอบคุณ” มันไม่ใช่ธรรมเนียมของเรา แต่เราแสดงออกถึงความกตัญญูและความอบอุ่นด้วยวิธีอื่น อย่างเช่นคำ
อุทานสั้นๆ ว่า “มาแล้วหรือ!”
ถึงแม้ว่าความสัมพันธ์ของชาวบ้านจะเหนียวแน่น แต่คนในหมู่บ้านล้วนต้องเผชิญความยากลำบาก ต้องเอาชีวิตให้รอด จนกระทั่งไม่กี่ทศวรรษนี้เอง นานหลายชั่วคนมาแล้วที่สงครามและกลียุคทางสังคมเป็นชนวนให้เกิดภาวะอดอยากอันนำ
ไปสู่การช่วงชิงอำนาจและการสู้รบทางการเมือง บีบให้คนธรรมดาต้องมีชีวิตอย่างเจ็บปวดบนความไม่แน่ไม่นอน ตงซือกูเองก็ไม่มีข้อยกเว้น
เหมือนกับชนบทหลายแห่งในจีน ครอบครัวของเราเป็นเจ้าของที่ดินผืนกระจ้อย แทบไม่พอให้หาเลี้ยงตัวเองแม้กระทั่งปัจจัยสี่ เราต้องทนกับความแร้นแค้นอย่างที่สุด สมัยเป็นเด็ก พ่อของผมมีกางเกงขาดๆ เพียงตัวเดียวจนกระทั่งเป็น
วัยรุ่น เพื่อนบ้านเล่าให้ฟังว่า พ่อเดินไปไหนมาไหน “ตูดย้อยออกมา” พอพ่อได้ยินเรื่องนี้ พ่อจะหัวเราะแล้วบอกว่า “สมัยนั้นจะไปหาเสื้อผ้าที่ไหนใส่ได้ล่ะ” ในช่วงฤดูหนาวอันหนาวเหน็บ ย่าต้องยัดสำลีเป็นก้อนๆ ไว้ที่ขากางเกงของพ่อเพื่อให้อบอุ่น เหมือนที่หลายคนในแถบชนบทของจีนยังคงทำกันอยู่ ชาวบ้านตัดเสื้อผ้าใส่เองและสวมชุดที่ตัวเองตัดจนกระทั่งมันเปื่อย บ่อยครั้งที่เราไม่มีรองเท้าจะใส่ แม้จะเป็นในช่วงที่โหดร้ายที่สุดของฤดูหนาว
ตอนพ่อสิบขวบ ซึ่งถือว่าโตพอจะช่วยโม่แป้งได้แล้ว พ่อต้องตื่นแต่เช้าตอนไก่ขัน ทุกๆ เช้าพ่อต้องเดินวนรอบๆ ครกหินเพื่อโม่แป้งอย่างยากลำบากสองถึงสามชั่วโมง ค่อยๆ รินน้ำลงในรูเล็กๆ ด้านบน เพื่อบดมันเทศหรือข้าวโพดปริมาณเล็กน้อย หรือถ้าเป็นช่วงที่ขาดแคลน ก็จะใช้หญ้าหรือเปลือกไม้โม่จนมันเป็นแป้งเปียก เพื่อที่จะทำ เจียนปิง ของวันนั้น จากนั้น ย่าก็จะละเลงมันลงบนกระทะแบนๆ เส้นผ่าศูนย์กลางราวสามฟุต เพื่อทอดแผ่นเครปขนาดมหึมาที่บางเหมือนแผ่นกระดาษ มันเป็นอาหารประจำท้องถิ่นของเราที่จะประโลมใจให้ท้องอิ่ม เจียนปิง ของย่ามักเป็นอาหารประจำมื้อเดียวของครอบครัว ทุกคนจะต้องกินให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ก่อนเริ่มต้นวัน
เมื่ออาหารไม่พอ บางครั้งพ่อกับพี่ๆ น้องๆ ก็จะอ่อนเพลียจนลุกไม่ไหว ชาวบ้านต้องออกตระเวนทั่วผืนดินเพื่อหาอะไรที่พอจะกินได้ พวกเขาจัดการต้นไม้จนเหี้ยนเตียน กินทั้งใบเอล์ม พ็อพลาร์ และโลคัสท์ หรือแทะเปลือกไม้เพื่อบรรเทาความหิว ซึ่งมีแต่จะทำให้ป่วยหนักขึ้น ตอนอายุสิบแปด พ่อเกือบตายเพราะขาดอาหาร พ่อป่วยหนักจากอาการบวมน้ำ มีครั้งหนึ่งที่พ่อป่วยหนักมากหลังกินเมล็ดฝ้ายเข้าไป มันเป็นเรื่องสิ้นคิด ไม่มีใครพูดถึงเรื่องการศึกษาหรือโอกาสที่จะมีชีวิตที่ดีกว่า ทุกคนหวังแค่เอาตัวรอดเท่านั้น
บางครั้ง เมื่อลูกๆ หิวมากจนทนไม่ไหว ย่าจะยอมบากหน้าไปขอ เจียนปิง สองสามชิ้นจากเพื่อนบ้านชาวนาที่มีฐานะดีกว่า มันเป็นช่วงเวลาแห่งความขมขื่นอันเหลือเชื่อ ทุกครั้งที่พ่อเล่าเรื่องสมัยนั้น เรื่องราวของความแร้นแค้นและการต่อสู้ดิ้นรน พ่อจะต้องร้องไห้เสมอ
....
แม่เติบโตในซางหยวน หมู่บ้านซึ่งห่างจากตงซือกูราวห้าไมล์ แม่ไม่เคยเรียนรู้วิธีอ่านเขียน หลังยายตายตอนแม่อายุสิบหกปี ตาก็เลี้ยงดูแม่มาตามลำพัง ในช่วงปลายยุค 1940 เมื่อสงครามกลางเมืองระหว่างฝ่ายคอมมิวนิสต์กับฝ่ายชาตินิยมลามมาถึงซางหยวน คุณตาพาแม่และพี่ชายอีกสองคนหนีเข้าไปอยู่ในภูเขา ตอนกลางวันพวกท่านหลบซ่อนอยู่ใต้หินผา พอตกกลางคืนจึงแอบกลับเข้าไปเอาอาหารในหมู่บ้าน ภาพทหารที่โดนระเบิดมิสไซล์บริเวณหน้าปากถ้ำที่ไปซ่อนอยู่นั้น ตราตรึงอยู่ในความทรงจำของแม่ตลอดไป
การปลดแอก คือชื่อที่พรรคคอมมิวนิสต์ใช้เรียกชัยชนะของตนในปี 1949 การที่คอมมิวนิสต์ได้อำนาจไปและฝ่ายชาตินิยมถอยร่นไปไต้หวันนั้น ได้นำปัญหามาสู่ตงซือกูหนักกว่าเดิมเสียอีก ด้วยนโยบายปฏิรูปที่ดิน พรรคเริ่มการปกครองโดยปลุกปั่นให้คนเป็นปฏิปักษ์กับเจ้าของที่ดิน ระหว่างการต่อสู้เพื่อแย่งชิงอำนาจระหว่างชนชั้นครั้งใหญ่ พวกเขาแบ่งสรรปันส่วนที่ดินทั้งหมดให้แก่ชาวนาเป็นเจ้าของที่ดินผืนเล็กๆ จริง แต่ความเป็นเจ้าของที่ดินนั้นดำรงอยู่ได้ไม่นาน เพราะผลที่เกิดขึ้นตามมาก็คือ เจ้าของที่ดินรายเล็กทั้งหมดถูกแทนที่โดยเจ้าของที่ดินรายใหญ่เจ้าเดียวที่ผูกขาดการเป็นเจ้าของ นั่นคือพรรคคอมมิวนิสต์ ซึ่งหลังจากนั้นไม่นานก็ยึดที่ดินกลับคืนไปทั้งหมด รวมทั้งทรัพย์สินของชาวบ้านด้วย โดยอ้างว่าเพื่อทำให้เป็นระบบชุมชนนิยม ผลของมันเลวร้ายหนักยิ่งกว่าระบบศักดินาก่อนหน้านี้เสียอีก เพราะระบบศักดินานั้นถ้าเจ้าของที่ดินกระทำกับเราอย่างไม่ยุติธรรมแล้ว เราจะย้ายไปทำงานให้เจ้าของที่ดินรายอื่นได้เสมอ แต่ภายใต้ลัทธิคอมมิวนิสต์แล้ว เราไม่มีทางเลือกอื่นเลย
แม่พบพ่อผ่านทางป้าของแม่ ไม่กี่ปีก่อนหน้านั้นป้าเพิ่งแต่งงานกับคนในหมู่บ้านของเราและย้ายมาอยู่กับครอบครัวของสามี ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติของฝ่ายเจ้าสาว พ่อกับแม่แต่งงานในปี 1955 และให้กำเนิดพี่ชายคนโตของผมในปี 1957 ในคืนก่อนการประกาศใช้นโยบายก้าวกระโดด ซึ่งเป็นนโยบายทางการเมืองของเหมา เจ๋อตง ที่ได้กลายเป็นหายนะครั้งมโหฬารอันเกิดจากฝีมือมนุษย์
ทุกวันนี้ ทั้งผู้เชี่ยวชาญชาวจีนและโลกตะวันตกได้คาดการณ์โดยประมาณว่า
มีคนตายก่อนเวลาอันควรราวสี่สิบล้านคนในช่วงระหว่างปี 1958 กับ ปี 1961 สาเหตุหลักมาจากการขาดอาหารอันเป็นผลของนโยบายของพรรค เหมาที่เรียกร้องให้ประเทศจีน “เดินสองขา” ซึ่งหมายถึงการพัฒนาด้านเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมไปพร้อมๆ กัน แต่ไม่นานเขาก็ทำให้ประเทศพ่ายแพ้ราบคาบ เขาประกาศเป้าหมายให้จีนแซงหน้าสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกาด้านผลผลิตภาคอุตสาหกรรมภายในสิบปี
นโยบายตอนนั้นคือ “ถ้าคิดใหญ่ พืชผลที่ได้ก็จะใหญ่” ความพยายามที่จะไล่ตาม
ให้ทันแผนการพัฒนาของเขาผลักดันผู้คนต้องดิ้นรนแข่งขันในระดับที่น่าขัน
กองการผลิต ชาวบ้าน และเมืองทั้งหลายต่างรายงานตัวเลขผลิตผลทางการเกษตรที่เกินจริงไปมากมาย บางท้องที่กองการผลิตรายงานว่าเก็บเกี่ยวผลผลิตได้มากถึง 800,000 ปอนด์ต่อเอเคอร์ ทั้งๆ ที่แม้ในผืนดินที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดก็ผลิตได้ไม่เกิน 4,500 ปอนด์ต่อเอเคอร์ ในที่สุดเมื่อภาพลวงตามาพบกับความจริง เศรษฐกิจก็ตอบสนองด้วยการหดตัว การทำให้สังคมเป็นระบบชุมชนนิยมและการก่อตั้งคอมมูนของประชาชนจึงกลายเป็นหายนะที่คงสภาพอยู่ต่อมาเป็นเวลานาน
ปี 1958 สามปีหลังจากพ่อกับแม่แต่งงานกัน พืชพรรณธัญญาหารดูเหมือนจะให้ผลผลิตดีเยี่ยม ข้าวโพด ถั่วเหลือง และมันเทศล้วนอุดมสมบูรณ์ในท้องนา แต่พลังงานและแรงงานของทุกคนถูกบังคับให้มุ่งไปกับการผลิตเหล็ก เหมาสั่งให้ทุกหมู่บ้านจัดทำ “เตาหลอมหลังบ้าน” ขึ้นเพื่อหลอมเหล็ก โดยให้รวบรวมทุกสิ่งทุกอย่างที่มีเหล็กผสมอยู่แม้ว่าจะน้อยที่สุด กระทั่งกระทะกับกลอนประตูก็ไม่เว้น ไม่มีใครจะหลีกเลี่ยงภารกิจที่ต้องใช้เวลามากเหลือคณานับของงานนี้ได้เลย ชาวบ้านในตงซือกูเจ็บปวดที่ต้องเห็นพืชผักไม่ได้รับการเก็บเกี่ยว ต้องทิ้งให้เน่าคาผืนดิน ทั้งๆ ที่พวกเขาแสนหิวโหย มีบางคนพยายามไปเก็บเกี่ยวพืชผล แต่ถ้าเราไปหยิบหรือเอาอะไรมาจากเรือกสวน เราจะถูกลงโทษ ปีถัดมามาชาวบ้านต้องขุดมันเทศเน่าๆ ที่ฝังอยู่ใต้ดินมากินจนป่วยเพราะอาหารเป็นพิษ นานกว่าสามปีที่คนแทบไม่มีอาหารให้กิน บางครั้งชาวบ้านถึงกับต้องกินเปลือกไม้ จนในที่สุดเปลือกไม้ก็ต้องขาดแคลนเช่นกัน ภาวะข้าวยากหมากแพงของจริงได้เริ่มขึ้นแล้ว
พรรคให้ทุกคนกินอาหารจากหม้อใหญ่ใบเดียวกันในโรงอาหารของคอมมูน เราต้องใช้ทุกอย่างร่วมกัน ถ้ามีคนเห็นควันลอยขึ้นจากบ้านของคุณ คุณจะถูกระแวงทันที และบ้านอาจถูกรื้อค้นเพื่อดูว่าคุณแอบทำอาหารหรือกักตุนอาหารหรือเปล่า บทลงโทษรุนแรงจะเกิดกับคนที่เลือก “วิถีแห่งทุนนิยม” จากการพยายามหาเลี้ยงปากท้องให้ตัวเอง
การมีสิทธิ์ได้เข้าถึงอาหารได้กลายเป็นอำนาจ แม่เล่าให้ฟังว่า แม่เคยอดนอนจนถึงเช้าเพื่อทำ เจียนปิง ให้คอมมูน จากนั้นราวรุ่งสางแม่ก็ต้องไปทำอาหารที่โรงอาหารต่อ แต่ในหมู่บ้านมีนาฬิกาเพียงไม่กี่เรือน ทุกคนต้องใช้วิธีตามธรรมชาติ แม่ไม่ได้ยินเสียงไก่ขันทำให้ไปถึงโรงอาหารช้า เลขาธิการพรรคกำลังตักอาหารใส่ชามให้แม่แต่เขาชะงักมือพลางถามว่า “เมื่อเช้ามัวไปทำอะไรอยู่”
“เมื่อคืนฉันต้องอยู่ทำอาหารดึกมาก” แม่ตอบ
เขาเทอาหารของแม่กลับคืนลงในหม้อ การไม่ตรงต่อเวลาไม่ว่าเป็นเพราะเหตุใดหมายความว่าต้องอด แม้ว่าการอดหลับอดนอนของแม่เพื่อทำอาหารให้คนทั้งคอมมูนก็ใช้เป็นข้อแก้ตัวไม่ได้ แม่ไม่มีทางเลือก นอกจากต้องทนหิวและหวังว่าจะได้กินทีหลัง
....
ผมอายุห้าขวบ พี่สี่สิบขวบ เราออกไปเล่นที่ทุ่งนาระหว่างแม่ทำงาน เมื่อถึงเวลากลับบ้าน พี่กับผมวิ่งแข่งกัน “ไปซื้อ กัวปิง กันเถอะ!” พี่ตะโกน ผมรู้จักหมู่บ้านเราดีจนไม่กลัวว่าจะวิ่งไปชนอะไร
แต่เราไม่มีเงินจึงต้องหาของไปแลก พี่สี่เปิดภาชนะเซรามิกที่เราใช้เก็บเมล็ดข้าวที่ได้รับปันส่วนมาเพื่อนำไปแลก พี่ให้ผมตักเมล็ดข้าวเอาไปให้แม่ค้าที่ทำขนมเค้กที่เราเรียกว่า กัวปิง ที่อร่อยมาก ด้วยเหตุที่ผมเด็กกว่าพี่มาก จึงถูกทำโทษน้อยกว่าพี่ เสบียงที่ควรจะหล่อเลี้ยงครอบครัวเราได้ตลอดหนึ่งปีนั้นใกล้หมดแล้ว แต่เรากลับไม่ใส่ใจ มัวแต่น้ำลายสอเมื่อนึกถึง กัวปิง
แม่ค้าขนมสบถแกมหัวเราะที่เรานำของอันน้อยนิดมาแลกเปลี่ยน เธอนำข้าวสาลีไปชั่ง คำนวณขนาดของขนมที่เราจะแลกได้
แม่พบเราบนถนนตอนกำลังกลับบ้าน “พวกแกกล้าดียังไงเอาข้าวสาลีของเราไปแลก กัวปิง!” แม่โกรธมาก ก้มลงหยิบก้อนหินขว้างใส่พี่สี่ ผมรู้ว่าแม่จะไม่ตีผมเพราะผมเป็นน้องคนสุดท้อง พี่สี่ร้องไห้วิ่งกลับบ้าน ตัวแม่เองรู้สึกผิด แม่รู้ดีว่าลูกๆ ผ่ายผอมและหิวโหยมากเพียงใด แม่เรียกพี่สี่ แต่พี่ยืนนิ่งขึงจ้องมองไปนอกหน้าต่างด้วยความโกรธ แม่แบ่ง กัวปิง ให้เราคนละชิ้น แต่ผมบอกแม่ว่าอย่าเพิ่งให้พี่ ผมอยากคลำดูก่อนว่า กัวปิง ชิ้นไหนใหญ่กว่ากัน แม่ให้ชิ้นเล็กพี่สี่ ส่วนผมได้ชิ้นใหญ่กว่า ส่วนแม่ไม่เคยให้อะไรตัวเองเลย
....
คนตาดีมักลืมใส่ใจในสิ่งที่ตัวเองคุ้นเคย นกมีรูปร่างอย่างไร นกกระจอกกับนกนางแอ่นแตกต่างกันอย่างไร ว่าวลอยลมได้อย่างไร ต้นไม้สองต้นต่างกันอย่างไร เด็กอื่นเข้าใจสิ่งเหล่านี้ได้ในพริบตาเดียว แต่ผมต้องหาวิธีทำความเข้าใจโลกในแบบอื่น เพราะแม่ต้องไปทำงานในทุ่งนาทั้งวันส่วนพ่อก็ต้องไปทำงานที่อื่น พี่ชายทุกคนจึงมีบทบาทต่อการเรียนรู้ของผมอย่างยิ่งและช่วยให้ผมได้พัฒนาความรู้เรื่องกระบวนการทำงานของสิ่งต่างๆ ทั้งเรื่องสัตว์ เรื่องชีวิต พี่ๆ พาผมไปผจญภัยทุกหนทุกแห่ง ไม่ว่าจะปีนต้นไม้ จับแมลงหรือนกหรือสำรวจป่าท้ายหมู่บ้าน ไม่ว่าพวกพี่ๆ อยากให้ผมรู้เรื่องอะไร พวกเขาจะนำมันมาวางใส่มือผม ผมต้องขอบคุณพี่ๆ ที่ทำให้วัยเด็กของผมได้เรียนรู้ในสิ่งที่คนตาบอดคนอื่นๆ อาจไม่เคยได้เรียนรู้เลยตลอดชีวิต
เพราะไม่อะไรให้เล่น เราจึงทำของเล่นกันเอง เราปั้นดินเหนียวจากท้องนาให้เป็นลูกบอลหรือรถยนต์ หรือใช้ลำไผ่ที่หาได้ในลานบ้านมาทำคันธนูกับลูกศร บางครั้งเวลาพี่อยากให้ผมสนุกหรืออยากปลอบใจผม พี่สามจะพาผมขึ้นต้นไม้ หลังจากพี่หักกิ่งไม้จากต้นแล้ว พี่จะยื่นให้ผม ผมจะถือมันไว้ ลูบคลำความอ่อนนุ่มของใบและความหยาบกระด้างของเปลือกไม้ ผมทำความเข้าใจจากผิวสัมผัสและรูปทรงว่าต้นไม้ต้นนี้ต่างจากต้นอื่นอย่างไร หลายครั้งที่ผมจะชิมรสชาติของใบ และหลังจากประสบการณ์อันยาวนาน ผมสามารถแยกแยะต้นไม้หลายชนิดได้ ทั้งยังบอกชื่อต้นไม้ได้อีกด้วย เมื่อผมโตขึ้น พี่ๆ สอนผมทำกับดักจับปลา โดยใช้จานหนึ่งใบกับผ้าอีกหนึ่งผืน ต่อมาเมื่อผมเข้าใจวัฏจักรชีวิตของปลาแล้ว ผมก็จับปลาเก่งทีเดียว ผมมีความรู้เรื่องเหล่านี้อย่างละเอียด ผมรู้จักโลกในแบบที่คนตาดีส่วนใหญ่ไม่มีวันเข้าใจ
ครั้งหนึ่งตอนสามหรือสี่ขวบ พี่สามกับผมกำลังว่ายน้ำในแม่น้ำเหมิง พี่เห็นนกหัวขวานบินเข้าโพรงในต้นวิลโลว์ต้นมหึมาที่อีกฟากตลิ่ง พี่สามปีนต้นไม้ขึ้นไปจับนกหัวขวานตัวนั้นเอากลับมาให้ผม ผมจับปีกของมัน จะงอยที่ใหญ่โต และลิ้นที่นุ่มเนียนของมันที่แลบออกมาโดนมือ มันบินหนีไปได้ตอนเรากลับถึงบ้าน แต่พี่สามก็วิ่งไล่ตามมันไปทั่วหมู่บ้านจนจับมันได้ พี่นำมันกลับมาด้วยความภาคภูมิใจ เรื่องราวความมุ่งมั่นของพี่สามกลายเป็นตำนานของหมู่บ้านเรา แต่จริงๆ แล้ว เราไล่จับนกตัวนั้นตลอดบ่ายกันอยู่แล้ว เพราะความที่อยากจะประคองความอ่อนนุ่มและบอบบางของมันไว้ในมือ
ผมชอบเสียงนกร้อง ชอบพฤติกรรมของพวกมัน ทุกๆ ฤดูใบไม้ผลิ ผมจะปีนขึ้นต้นไม้เพื่อไปอยู่กับพวกมัน ผมนำลูกนกกลับไปเลี้ยงที่บ้าน ป้อนแมลงหรือเมล็ดข้าวสาลีให้มัน สอนมันทำทุกอย่างที่คิดขึ้นมาได้ และเพื่อให้พวกมันส่งเสียงขับร้องอยู่ตลอด ตอนกลางคืนเราจะเก็บลูกนกไว้ในหม้อเล็กๆ ปิดฝาหม้อโดยเผยอไว้เล็กน้อยเพื่อกันหนู เมื่อลูกนกโตขึ้นเราจะปล่อยให้มันบินเล่นในลานบ้านและจะหัวเราะชอบใจเมื่อมันบินมาเกาะบนโต๊ะหรือบนเก้าอี้ บางครั้งก็มาเกาะที่หัวไหล่ เรื่องพวกนี้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตในบ้านเรา
พวกนกนางแอ่นจะสร้างรังอย่างประณีตที่ชายคาบ้าน มันใช้ปากจิกละเลงโคลนที่ริมตลิ่งแม่น้ำให้เต็มจะงอยแล้วนำไปสร้างรัง ผมรักนกนางแอ่นเป็นพิเศษเพราะวิธีการสร้างรังที่ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยหรือวิธีที่พวกมันทำงานวันแล้ววันเล่าเพื่อสร้างสรรค์สิ่งที่สวยงามและทนทาน ชาวนาถือว่านกนางแอ่นเป็นนกที่มีประโยชน์ พวกมันกินแมลงที่เป็นศัตรูพืชไร่ ส่วนนกกระจอกนั่นตรงกันข้าม มันทำรังจากเศษฟางที่มุงหลังคาบ้านจนหลังคาเป็นรู เมื่อฝนตกหนักน้ำก็จะรั่วเข้าบ้าน อีกทั้งยังชอบจิกกินเมล็ดข้าวในนา แถมยังปล้นสะดมรังอันวิจิตรงดงามของพวกนกนางแอ่น
อีกด้วย มันใช้เท้ากับจะงอยจิกนกนางแอ่น บังคับให้นกนางแอ่นต้องทิ้งบ้านตัวเอง จากนั้นก็จะผลักไข่นกนางแอ่นหรือลูกนกให้หล่นลงบนพื้น แล้ววางไข่ของพวกมันแทน ใจจริงแล้วผมรักนกทุกตัว แต่ตอนเป็นเด็ก เราโกรธเกลียดความไม่ยุติธรรมของเรื่องนี้และพยายามจะไล่จับเจ้านกกระจอกด้วยการปีนหลังคาไปที่รังของพวกมัน
นกบางชนิดกินเมล็ดข้าวโพดหรือข้าวฟ่างแทนแมลง ทำให้การเลี้ยงดูพวกมันง่ายขึ้นมาก อีกทั้งยังอวบอ้วนได้อย่างรวดเร็ว แม้หลังจากแต่งงานแล้ว ผมก็ยังชอบเลี้ยงนก เช่น ปันจิว หรือนกเขา ผมชอบให้พวกมันอยู่กับผมสักพัก เมื่อมันสมบูรณ์แข็งแรงดีแล้ว ผมก็จะปล่อยพวกมันไป ผมมีความสุขเมื่อได้ปลดปล่อยให้พวกมันมีอิสระ แม้บางครั้งจะรู้สึกเศร้าที่ต้องสูญเสียพวกมันไป ตอนที่มือของผมสัมผัสปีกที่กระพือเพื่อโบยบินจากไปเป็นครั้งสุดท้าย
....
ตอนนี้ผมอายุห้าหรือหกขวบ ในฤดูร้อน เด็กผู้ชายรุ่นราวคราวเดียวกันจะไม่สวมเสื้อผ้า ตอนเช้าผมลุกจากเตียง รีบฉีก เจียนปิง กินแล้ววิ่งออกไปหาเพื่อนๆ ลมพัดฉิวผ่านผิวกาย เท้าเปล่ากระทบพื้นถนนในหมู่บ้าน ไม่มีอะไรต้องกลัว ความเร็วทำให้ผมรู้สึกถึงเสรีภาพ ผมไม่เคยใส่ใจไยดีกับเศษหินหรือกิ่งไม้เลย
ถ้ามีกำแพง ผมก็จะปีน กำแพงทุกจุดคือความท้าทายและความสุข นิ้วมือของผมจะคลำหาร่องระหว่างก้อนหิน ความชื้นให้ความเย็นแก่นิ้วเท้า ไม่ว่ากำแพงจะเตี้ยหรือสูง เก่าหรือใหม่ ผมรู้จักพวกมันหมด บางครั้งผมปีนขึ้นดาดฟ้าของเพื่อนบ้านและไต่ลงจากต้นไม้ที่อีกฟาก ชาวบ้านมักประหลาดใจกับความสามารถของผม สิ่งนี้เองที่ทำให้ผมมีความสุขมาก
ขณะที่ผมกับเพื่อนๆ มุ่งหน้าไปที่แม่น้ำ พวกผู้ชายโตๆ ที่กำลังใช้เคียวดายหญ้าอยู่ที่อีกฟาก ก็จะร้องทักแหย่พวกเราเล่น “เฮ้ย มีอะไรยื่นออกมาแน่ะ เดี๋ยวลุงเฉือนออกให้!” พลางถือเคียวไล่ตามพวกเรา ผมฝึกว่ายน้ำกับเพื่อนๆ โดยให้พวกเขาช่วย แต่เมื่อพวกเขาไปโรงเรียน ผมก็จะไปแหวกว่ายในสายน้ำเย็นฉ่ำเพียงคนเดียว ผมดำดิ่งลงไปที่ก้นแม่น้ำเพื่อสัมผัสทรายอันเนียนนุ่มที่ไหลผ่านร่องนิ้ว
....
ตอนเป็นเด็ก ผมได้รู้จักกฎธรรมชาติต่างๆ รอบตัว และพบว่ากฎเหล่านี้นำมาใช้กับคนได้ด้วย เช่น ถ้าคุณซื้อหมูมาหนึ่งตัว จับมันใส่คอก แล้วมันหนีออกไปได้แม้เพียงครั้งเดียว คุณจะจับมันกลับมาได้อีกยากมาก ชาวบ้านรู้เรื่องพวกนี้ดีโดยสัญชาตญาณ สัตว์อื่นๆ ก็เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นวัว ม้า สุนัข ไก่ รวมทั้งมนุษย์ด้วย ผมมาเข้าใจเรื่องนี้เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว โลกแห่งธรรมชาติมีจังหวะจะโคนบางอย่างที่เราไม่ควรมองข้าม เราควรพิจารณาพฤติกรรมและกิจวัตรของทุกสิ่งตั้งแต่นกไปจนถึงแมลงหรือแม้แต่พืช
แน่นอน สมัยเราเป็นเด็ก ธรรมชาติหมายถึงความน่าตื่นเต้น พ่อแม่ของเราเตือนเราด้วยวลีที่ว่า “ไม่ว่าทำอะไร อย่าริไปแหย่รังแตน” ซึ่งแปลว่าไม่ควรไปหาเรื่องใส่ตัวในสิ่งที่เราสามารถหลีกเลี่ยงได้ แต่เรากลับชอบทำตรงกันข้าม การแกะรังแตนเล่นเพื่อความสนุก อีกทั้งตัวอ่อนของผึ้งและตัวต่ออร่อยมาก (โดยเฉพาะเมื่อทอดกับไข่เจียว) อีกทั้งพวกมันยังเป็นแหล่งสารอาหารที่ยอดเยี่ยมให้นกที่เราเลี้ยงไว้
ที่บ้านอีกด้วย โดยเฉพาะเมื่อเราไม่ค่อยมีอะไรติดไม้ติดมือกลับมาเลี้ยงพวกมัน
เราจะกระทุ้งรังให้ร่วงด้วยไม้หรือก้อนหินและร้องเสียงดังด้วยความตื่นเต้นเมื่อตัวต่อหลายสิบตัวบินเป็นฝูงตรงมาที่เรา พวกมันบินไล่ทันเด็กๆ ได้ไม่ยากเลย แต่เรารู้วิธีวิ่งซิกแซ็กแล้วหลบให้พ้นมันได้ เรารู้ว่าพวกมันมองเห็นสีสว่างและสีที่ตัดกันมากได้ดีกว่าสีมืดๆ เราจะหนีเข้าไปหลบในเงาของไร่ข้าวโพดและข้าวฟ่าง
เมื่อได้รังมันมาแล้ว เราจะแบ่งตัวอ่อนกัน โดยจะนับว่ามีกี่ช่องในรวงที่เปิดและปิด ช่องที่เปิดบอกเราว่าตัวต่อกำลังให้อาหารตัวอ่อนที่อยู่ข้างใน แปลว่าภายในระบบย่อยของตัวอ่อนตัวนั้นมีอุจจาระ คือไม่สะอาด เมื่อตัวอ่อนเติบโตมาถึงจุดหนึ่ง ตัวต่อจะปิดช่องนั้นและหยุดนำอาหารมาให้ ตัวอ่อนก็จะหิวจนเข้าสู่ภาวะ “สะอาด” และเปลี่ยนรูปร่างเข้าสู่ตัวโตเต็มวัย เราแบ่งของที่ปล้นมาได้ให้แต่ละคนตามสัดส่วนของความกล้าหาญหรือความทรหดอดทนตอนสอยรังนั้นๆ
เมื่อกลับถึงบ้าน เราจะต้องถูกพ่อแม่ดุเพราะพบเหล็กในที่ฝังอยู่ทั่วตัว เพราะผมตาบอด แม่จึงมักห่วงผมเป็นพิเศษ แม่ชอบบอกว่า “กลับบ้านทีไรได้แผลใหม่ทับแผลเก่าทุกวันสิน่า!” แต่ไม่ว่าผมจะเจ็บตัวจากการแกะรังต่อหรือวิ่งหนีพวกตัวต่อที่เกรี้ยวกราดบ่อยแค่ไหน ผมก็ไม่เคยเบื่อหรือหมดความตื่นเต้นกับเรื่องนี้เลย
ตอนเป็นเด็ก ผมรักสัตว์ทุกชนิด บางครั้งผมแปลงบ้านของเราให้เป็นสวนสัตว์ย่อมๆ ราวหกขวบ ผมได้สุนัขสีดำตัวเล็กๆ มาจากลุงที่ย้ายบ้าน เมื่อแม่ไปทำงานในไร่นาและพี่ชายทุกคนไปโรงเรียนกันหมด สุนัขจึงกลายเป็นเสมือนเพื่อนคู่หูผู้ซื่อสัตย์ของผมไปโดยปริยาย เรามักนอนด้วยกันที่ลานบ้าน ผมจะลูบท้อง ลูบหู ลูบปากและฟันของมันเบาๆ บางครั้งก็จะยกขาหลังของมันขึ้นแล้ววิ่งไปด้วยกัน ผมห้อยกระดิ่งไว้ที่คอมันเพื่อจะได้ยินเสียงมันตลอดเวลา “แกสนิทกับหมาตัวนั้นยิ่งกว่าแม่ของแกเสียอีก” ป้าเพื่อนบ้านเคยพูดติดตลกกับผม
หลังการเสียชีวิตของเหมาในปี 1976 พรรคดำเนินการตามนโยบาย “สองอะไรก็ตาม” ผู้นำประกาศว่าจะ “ปกป้องนโยบายอะไรก็ตามที่ประธานเหมาตัดสินใจ
ไปแล้วอย่างถึงที่สุด และดำเนินการตามคำสั่งอะไรก็ตามที่ประธานเหมาเคยสั่งไว้” ซึ่งรวมถึงการฆ่าสุนัข โดยอ้างว่ามันแพร่โรคพิษสุนัขบ้า ปี 1978 ตอนผมเจ็ดขวบ พรรคจัดการกับสุนัขอย่างป่าเถื่อน “ทุกครอบครัวที่มีสุนัขต้องฆ่าหรือขาย” เสียงโฆษณาชวนเชื่อประโคมไปทั่วหมู่บ้าน ชาวบ้านแทบทุกครอบครัวมีสุนัข มันเป็นส่วนหนึ่งของเรา บางคนหวังว่านโยบายนี้จะเลิกราไปเองแต่บางคนทำตามและขายสุนัขไป น้อยคนนักที่จะยอมฆ่าสุนัขด้วยมือตัวเอง
ผมยืนกรานว่าเราต้องเก็บสุนัขไว้ วันหนึ่งแม่บอกว่า “เราต้องขายมัน!”
ผมลงไปนอนร้องไห้บนพื้น สุนัขของผมถูกคล้องคอด้วยเชือกแล้วลากไป แต่ก่อนที่คนฆ่าจะจับมันแขวนคอกับต้นไม้ มันวิ่งหนีกลับมาที่บ้านได้ แม่ไม่ยอมให้มันเข้ามา
ในบ้านแต่ผมผลักแม่ออกไป หมาที่น่าสงสารของผมหอบแฮ่กๆ หลบอยู่ใต้โต๊ะ
ในที่สุดพี่คนโตก็พามันกลับคืนไปให้คนฆ่า ผมร้องไห้คร่ำครวญเรื่องนี้ไปอีกนาน
ผมได้ลูกแพะจากญาติมาตัวหนึ่ง ไม่นานเท่าไรนักเจ้าลูกแพะก็คิดว่าผมเป็นแม่ของมัน เมื่อมันไม่เห็นผมมันจะต้องส่งเสียงร้องแบ๊ะๆ ครวญครางหาผม
ตกกลางคืนผมจึงต้องแก้เชือกที่ผูกคอมัน ผมได้ยินเสียงมันลากเชือกเดินไปเดินมาในลานบ้านเพื่อตามหาผม ตอนกลางวันผมจะพามันไปด้วยทุกหนทุกแห่งในหมู่บ้าน
เราลงไปที่แม่น้ำ มันชอบเล็มหญ้าที่ขึ้นเขียวชอุ่มบริเวณนั้น มันรู้ว่ามันจะออกวิ่งเมื่อผมแตะที่หาง และจะลดความเร็วให้กับเท่าผมเมื่อต้องนำทาง
พอมันตั้งท้องแรก ตอนนั้นผมอายุแปดหรือเก้าขวบ ผมดีอกดีใจและหมกมุ่นอยู่กับรูปร่างที่เปลี่ยนแปลงไปของมัน ท้องของมันกลมโตมีเต้านมนูนออกมา ทุกๆ วันผมจะตบลำตัว ตบท้อง และเต้านมของมันเบาๆ อย่างทะนุถนอมเพื่อตรวจดูว่ามันมีน้ำนมหรือยัง ซึ่งจะเป็นสัญญาณบอกถึงการคลอดที่ใกล้เข้ามา ผมแทบอดใจ
รอมันคลอดลูกแพะไม่ไหว ตอนมันคลอด ผมอยู่ใกล้ๆ มันด้วยเพราะผมอยากช่วยมัน
แต่แล้วแพะของผมก็คลอดลูกแฝดออกมาด้วยตัวมันเอง หลังจากแม่แพะเลียลูกตัว
สีขาวทั้งสองของมันจนสะอาดแล้ว มันจะส่งเสียงคำรามและสะกิดร่างน้อยๆ ของลูกแพะ ลูกแพะตัวหนึ่งพยายามจะเดินไปใต้ท้องแม่ตามสัญชาตญาณเพื่อดูดนม แต่มันยืนขาสั่นๆ แล้วล้มแผละ ผมรู้ว่ามันอยากดูดนมแม่ แต่ขาของมันยังไม่แข็งแรงพอ มันยังอ่อนแรงจนไม่อาจยกหัวให้สูงพอที่จะดูดนมแม่แพะได้ มันส่งเสียงร้องแบ๊ะๆ ผมพยายามช่วยมันด้วยการยัดหัวนมแม่แพะใส่ปากให้ ผมทำเหมือนตอนป้อนหนอนใส่ปากนกที่ผมเลี้ยง แต่สำหรับแพะ ผมทำไม่เป็น ผมห่วงว่าแม่แพะจะเหยียบลูกของมันด้วยขาหลังที่แข็งแรง เรื่องอย่างนี้เคยเกิดขึ้นเหมือนกัน
วันนั้น ลุงสี่เพื่อนของพ่อมาเยี่ยม ลุงสี่เคยเลี้ยงแพะมาก่อน ผมเล่าเรื่องลูกแพะเกิดใหม่กับเรื่องที่ผมเป็นห่วงมันเพราะยังไม่ได้ดูดนมแม่ ลุงสี่ไม่ใช่คนมือเบา เขาไม่ได้นุ่มนวลกับสัตว์เหมือนผม ลุงนั่งยองๆ ลงบนพื้นดินแล้วมองหามุมที่เห็นได้ถนัด จากนั้นจึงลากลูกแพะตัวที่อยู่ใต้ท้องแม่ออกมา แล้วใช้ปลายนิ้วทั้งสี่จับใต้กรามล่างของลูกแพะเพื่อง้างปากมันแล้วใช้มืออีกข้างยัดหัวนมแม่แพะใส่ปากเจ้าลูกแพะ
แน่นอน ผมไม่เห็นสิ่งที่กล่าวมานี้ แต่ผมจับมือของลุงสี่เอาไว้เพื่อคลำดูว่าลุงทำอย่างไร มือซ้ายของผมจับมือซ้ายของลุง ส่วนมือขวาก็จับมือขวา ผมจึงเริ่มเข้าใจ “ถ้าหลุดออกมา” ลุงสี่บอก “ก็ยัดเข้าไปใหม่ พอมันรู้รสชาติของนมว่าอร่อยน่าติดใจแล้วมันก็จะดูดเอง”
ผมไปหาลูกแพะอีกตัวที่อยู่อีกด้านของแม่แพะ ผมค่อยๆ อุ้มมันในวงแขนแล้วพยายามเลียนแบบสิ่งที่ลุงสี่ทำ ผมจัดท่าให้หัวลูกแพะอยู่ในมือข้างหนึ่ง แล้วยัดหัวนมเข้าไปด้วยมืออีกข้าง เจ้าลูกแพะตัวนั้นเริ่มดูดนมแม่แพะทันที นิ้วของผมยังอยู่ใต้กรามของมัน ผมจึงรับรู้ได้ว่ามันดูดและกลืนนมจริงๆ ผมมีความสุขมากเมื่อได้รับรู้ว่าสิ่งมีชีวิตเกิดใหม่นี้กำลังรับสารหล่อเลี้ยงชีวิตจากแม่ของมันที่หันมาดูและร้องครางในแบบที่ผมไม่เคยได้ยินมาก่อน แต่ผมรู้ว่า มันเป็นตัวแทนของพันธะอันเหนียวแน่นที่แม่มีต่อลูก
....
ผมไม่มีความทรงจำเรื่องการมองเห็นเลย สมัยเป็นเด็ก สีต่างๆ มีความสำคัญต่อผมเป็นพิเศษ ผมจะมองเห็นแสงธรรมชาติเป็นแถบๆ แต่ก็เห็นเฉพาะเมื่อมีบางอย่างอยู่ตรงกับดวงตาผม หรืออีกทีก็ต้องเป็นสิ่งที่ใหญ่มากๆ อย่างเช่นร่มเงาของต้นไม้ในวันที่ฟ้าสดใส แต่ในแง่อื่นๆ แล้ว ถือว่าผมตาบอดสนิทและยิ่งโต ผมก็สูญเสียความสามารถในการรับแสงและสีทั้งหมดไปในที่สุด ดังนั้นหากไม่ใช่เพราะในช่วงที่เป็นเด็กเล็กแล้ว ผมจะไม่เข้าใจแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับสีเลย
พ่อกับแม่ใช้เวลาหลายปีตระเวนหาวิธีรักษาตาให้ผม พวกท่านทำทุกอย่างซึ่งทำให้ต้องสูญเสียเงินอันน้อยนิดที่มีอยู่ไปไม่น้อยเลย การผ่าตัดครั้งแรกเกิดขึ้นตอนผมสี่ขวบ ผมถูกนำตัวไปที่โรงพยาบาลในอำเภอใกล้เคียง ชายคนหนึ่งฉุดผมไปจากแม่เพื่อเตรียมตัวผ่าตัด ผมถูกห้ามกินตลอดวันจึงทำให้ทั้งหิวและกลัว เขาจับผมให้นอนแผ่บนเตียงผ่าตัด มีหน้ากากปิดจมูกแล้วเอาผ้าคลุมหน้าผม ผมสะอึกสะอื้นสูดหายใจอากาศที่มีกลิ่นเหมือนยาแล้วค่อยๆ หมดสติ
หลังจากนั้นพ่อเล่าให้ฟังว่า การผ่าตัดกินเวลาสี่ชั่วโมง เมื่อนางพยาบาลเข็นผมกลับไปที่ห้อง ผมหายใจเบาๆ มีผ้าพันแผลพันรอบดวงตา กว่าจะฟื้นคืนสติอีกครั้งก็ปาเข้าไปบ่ายแก่ๆ ของวันถัดมา ตอนฟื้นขึ้นมา ผมโวยวายว่ามีหมวกปิดหน้าและร้องให้แม่ช่วย “เอาออกไปที!”
หลังผ่าตัด หมอหยอดยาให้ผมทุกวัน มันเจ็บสยองทีเดียว แต่สิ่งที่ทำให้เจ็บปวดที่สุดก็คือแสงสว่างที่ฉายเข้ามาในดวงตา แสงกลายเป็นสิ่งที่ทรมานผม พ่อกับแม่กุมมือผมตอนหมอฉายแสง พวกท่านสุดปัญญาที่จะปลอบประโลมให้ผมลืมความเจ็บปวดนั้น
ออกไปข้างนอกครั้งแรกหลังผ่าตัด ผมต้องปิดตาและก้มมองพื้นเพราะแสงกลางวันทำให้ปวดตามาก ผมใช้เวลาสองสัปดาห์ในโรงพยาบาล มีผ้าพันปิดตาอยู่เกือบเดือน ในที่สุดเมื่อถึงเวลาแกะผ้าพันตาออก พ่อกับแม่ที่ยืนอยู่ข้างๆ ผมกระวนกระวายมาก ท่านถามทันทีว่ามองเห็นไหม ผมบอกว่าเหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง พ่อกับแม่ไม่ยอมเชื่อ ท่านถือสิ่งของต่างๆ ตรงหน้าผมแต่ผมเห็นเพียงภาพรางๆ สีดำเท่านั้น แม่ร้องไห้ด้วยความขมขื่น
ปีถัดมาเราลองกันอีก คุณตาของผมเขียนจดหมายเล่าเรื่องวิธีรักษาแบบใหม่ที่โรงพยาบาลใกล้ๆ บ้านท่านที่ทางใต้ของหางโจว มณฑลเจ้อเจียง การเดินทางครั้งนั้นยังตราตรึงอยู่ในใจผมจนถึงวันนี้ ผมไม่เคยเดินทางไกลมาก่อน ครั้งนี้เรามีลูกพี่ลูกน้องไปด้วยเพราะแม่อ่านหนังสือไม่ออก เราไม่รู้ว่าจะไปบ้านใหม่ของตาได้อย่างไร
ตอนเช้าของฤดูร้อนวันหนึ่ง เราออกจากหมู่บ้านโดยโบกรถแทรกเตอร์ 50 แรงม้าซึ่งบังเอิญจอดสูบน้ำจากแม่น้ำใส่หม้อน้ำอยู่พอดีตอนเราเดินผ่านไป ผมยังจำตอนเห็นท่อนหน้าสีแดงสดของรถคันนั้นได้ มันเป็นสีโปรดตอนนั้นของผมเสียด้วย สีเดียวกับรถโดยสารซึ่งจะแล่นผ่านหมู่บ้านของเรา และเหมือนเข็มกลัดพลาสติกของเหมาที่เรามี คนขับมุ่งหน้าไปตงโจว ซึ่งอยู่ห่างไปสี่สิบไมล์ ที่นั่นเราจะต่อรถไฟไปเจ้อเจียง รถแทรกเตอร์อย่างนี้หายากมาก ผมจึงตื่นเต้นตามไปด้วย ผมปีนขึ้นกระบะพ่วงด้านหลัง เอามือลูบคลำทุกตารางนิ้วของมัน พยายามทำความเข้าใจการทำงานและวิธีประกอบมันทั้งหมด เพื่อดูว่ามันสร้างขึ้นจากเหล็กกี่ชิ้น หรือยึดติดกันด้วยตะปูควงหรืออย่างไร สักพักมือของผมก็เลอะเทอะไปด้วยคราบน้ำมัน เราไม่มีน้ำ แม่จึงล้างมือผมด้วยแกนของผลแอปเปิ้ลแทน
เรานั่งบนกระบะพ่วงแทรกเตอร์จนไปถึงตงโจว พักที่นั่นหนึ่งคืนก่อนจะต่อรถไฟในวันรุ่งขึ้น ผมไม่เคยนั่งรถไฟมาก่อน เมื่อหัวรถจักรชะลอจอดที่สถานี ผมได้ยินเสียง กึกๆ กึกๆ ที่ล้อ ผมมั่นใจว่าเสียงแบบนั้นต้องเกิดจากอะไรบางอย่างที่เป็นมุม กลิ้งไปบนพื้นแน่นอน ผมรู้เพราะตอนผมกลิ้งหัวน็อตรูปหกเหลี่ยม มันจะมีเสียงคล้ายๆ กัน เหมือนตอนจับหินรูปทรงสี่เหลี่ยมพลิกบนพื้น ผมมองไม่เห็นล้อรถไฟ แต่รู้สึกได้ว่ามันอยู่ตรงนั้น และร้อนใจอยากจับต้องดูว่าทรงกลมหรือทรงเหลี่ยม แต่แม่กระชากผมกลับพลางดุว่าผมจะโดนรถไฟทับถ้าไม่ระวัง
เมื่อขึ้นไปบนรถไฟ ผมเริ่มสัมผัสแตะต้องทุกอย่างรอบตัว ไม่ว่าจะเป็นหน้าต่าง เก้าอี้ หรือโต๊ะวางถาดอาหาร ได้ยินเสียงเพลง “ตะวันออกสีแดง”
จากลำโพง ผมตื่นเต้นมากขณะรอให้รถไฟเคลื่อนตัว ผมรบเร้าถามแม่ตลอดเวลาว่าออกหรือยัง “ยัง ยัง” แม่ตอบ
ในที่สุดรถไฟเคลื่อนขบวนออกไป มีช่วงหนึ่งที่รถไฟอีกขบวนแล่นสวนมา ผมรับรู้ได้ถึงแสงเงาที่ตัดสลับกันตอนรถไฟสองขบวนแล่นสวนกัน แถบแสงอาทิตย์เปล่งประกายแปลบปลาบเมื่อหน้าต่างตู้รถไฟเรียงอยู่แนวเดียวกันชั่วขณะ ผมอยากสัมผัสรถไฟอีกขบวน คิดจะยื่นมือออกไปและโมโหมากเมื่อแม่ฉุดมือผมกลับเข้ามาในขณะที่ลูกพี่ลูกน้องของผมรีบปิดหน้าต่างแทบไม่ทัน
วันต่อมา เราไปถึงบ้านตาซึ่งอยู่ในอาคารหลังหนึ่ง ตาอยู่ที่ชั้นหนึ่ง ห้องของตาเรียบง่าย ในห้องมีเพียงเตาทำอาหารเล็กๆ กับโต๊ะ ท่านดีใจมากที่เห็นผม ผมวิ่งเข้าไปสวมกอดท่าน ตาอยู่กับยายและน้า ซึ่งจะไปพบจักษุแพทย์ที่โรงพยาบาลพร้อมกับแม่และผม
เราไปโรงพยาบาลตั้งแต่เช้าตรู่ นั่งรถกระบะไปด้วยกัน ผมแตะด้านข้างๆ แตะไฟหน้าและกระโปรงของรถคันนั้นอยู่นานทีเดียว ผมตื่นเต้นกับทุกสิ่งทุกอย่าง ผมประกาศว่าผมจะเรียนขับรถ แต่ทุกคนร้องตอบทันทีว่าเป็นไปไม่ได้ มันยิ่งทำให้ผมอยากขับรถมากขึ้นไปอีก ผมบอกแม่ว่า สักวันผมจะต้องขับรถให้ได้และทุกวันนี้
ผมก็ยังรู้สึกเช่นนั้นอยู่
เราพักอยู่กับตาหนึ่งเดือน วันหนึ่งเราแวะร้านใกล้ๆ บ้าน แม่เห็นกรรไกรตัดผ้าในร้าน เจ้าของร้านหยิบจากกล่องมาให้แม่ดู แม่ลูบกรรไกรแล้วลองจับมันอ้าและหุบ แม่ตัดเสื้อผ้าให้เราทุกคน สมัยนั้นยังไม่มีเสื้อผ้าสำเร็จรูปขาย หรือถึงจะมี เราก็ไม่มีเงินซื้ออยู่ดี กรรไกรที่แม่ใช้ที่บ้านนั้นเก่าและไม่คมแล้ว แต่เราไม่อาจเจียดเงินไม่กี่หยวนเพื่อจะซื้อกรรไกรใหม่ได้
ที่บ้านของตา ผมมีโอกาสได้รู้จักกับของท้องถิ่นซึ่งต่างจากที่บ้านเรา ผมได้ชิมอ้อยเป็นครั้งแรก ทำให้นึกถึงตอนกินซังข้าวโพดที่บ้าน ผมใช้ฟันและนิ้วปลอกเปลือกและรู้สึกทึ่งเมื่อแม่บรรยายถึงควายตัวหนึ่งที่เดินไปเดินมาอยู่ริมร่องน้ำใกล้ๆ บ้านตา ผมกลัวมันจะตกลงไปในน้ำ แต่เมื่อคนต้อนควายตะโกน “ฮุยไล!” “กลับมา!” เจ้าควายตัวนั้นจะเดินกลับขึ้นมาทันทีโดยไม่หยุดเล็มหญ้าเลย
เรานั่งรถประจำทางไปโรงพยาบาลอีกแห่ง ทันทีที่คุณหมอถ่างตาผมด้วย
นิ้วมือและฉายแสงเข้าตาดำ มันให้ความรู้สึกเหมือนมีคนประหารชีวิตผมด้วยไฟฟ้า หรือเสียบปลั๊กไฟเข้าที่เบ้าตา ผมกรีดร้องพลางผลักไฟฉายออกไปให้พ้น “โอเค โอเค หนูกลัวแสง” คุณหมอพูดเรียบๆ “หมอจะไม่ฉายแสงเข้าไปในตาอีก” คุณหมอส่องไฟข้างใบหน้าแทน มันดีขึ้นมากทีเดียว ท่านเป็นคุณหมอคนแรกที่เข้าใจและพยายามช่วยลดความเจ็บปวดให้ผม การกระทำอย่างเห็นอกเห็นใจเช่นนั้นทำให้ผมไม่มีวันลืม
แต่ท่านก็เป็นอีกคนหนึ่งที่บอกว่า ช่วยอะไรไม่ได้แล้วและแนะนำให้แม่พาผมไปปักกิ่งแทน
หลังจากนั้น เราเตรียมตัวกลับบ้าน ตอนแต่งตัวในเช้าวันนั้น ผมสวมรองเท้าผ้าใบคู่ใหม่ที่ตาซื้อให้ เป็นรองเท้าที่ผลิตจากโรงงานคู่แรกที่ผมได้เป็นเจ้าของ ตอนสวมทีแรก ผมไม่รู้ว่าข้างไหนเป็นข้างไหน เพราะผมเคยมีเพียงรองเท้าผ้าที่แม่ทำให้ และมันใส่กับเท้าข้างไหนก็ได้
ตา ยาย และน้าเดินไกลมากเพื่อไปส่งเราที่สถานีรถ โดยไม่ฟังเสียงแม่ที่บอกว่าเราไปกันเองได้ มารยาทและความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นเช่นนี้มาจากธรรมเนียมที่ดีที่สุดของชาวจีนเรื่องหนึ่ง คือคุณต้องไปส่งคนที่คุณรักให้ถึงจุดสุดท้ายที่ไปส่งได้ ก่อนที่จะต้องแยกจากกันจริงๆ เมื่อไปถึงสถานีรถโดยสารและผมได้ขึ้นไปนั่งในรถแล้ว มีเสียงเคาะที่หน้าต่างและเสียงตาเรียกผม “เจ้าหนูห้า” เสียงตาสั่นเครือ
“มาเยี่ยมตาอีกนะ” ตอนนั้น ผมยังไม่เข้าใจว่าการไปเยี่ยมครั้งนั้นมีความหมายเพียงใด และไม่มีโอกาสได้กลับไปอีก แม่ร้องไห้ตอนรถแล่นจากมา
หลายปีต่อมา พ่อกับแม่พยายามช่วยให้ผมกลับมามองเห็นอีกหลายครั้ง
เราไปหาหมอตีนเปล่าอีกท่าน ซึ่งให้ผมดื่มยารสเข้มสามครั้งต่อวัน แต่ก็ไม่ส่งผลใดๆ ในอำเภอใกล้เคียงมีคุณหมอชื่อดังท่านหนึ่งที่เพื่อนพ่อแนะนำ ท่านเป็นคนดีมาก
แต่ท่านไม่แนะนำให้เรากินยาอะไรเลย สำหรับแม่ นั่นแปลว่าหมดหวังแน่นอน
แต่พ่อยังพยายามอีกเป็นครั้งสุดท้าย ตอนผมอายุเก้าขวบ เมื่อพ่อได้ยินเรื่องวิธีรักษาตาบอดแผนใหม่ ท่านพาผมไปหาคุณหมอท่านหนึ่งในจี้หนาน ซึ่งเป็นเมืองเอกของมณฑล เราต้องอดทนต่อการตั้งความหวังไว้สูงและมันลดลงอย่างฮวบฮาบหลังตรวจอาการ คุณหมอบอกว่าท่านช่วยไม่ได้ ท่านเขียนจดหมายแนะนำให้เรา
ไปหาผู้เชี่ยวชาญอีกคนในตัวเมือง แต่ผลลัพธ์ยังเหมือนเดิม
ขณะเดินออกจากโรงพยายาลแห่งสุดท้ายมาบนถนน ผมได้ยินเสียงคนขายหวานเย็นข้างถนนร้องตะโกนและอยากกินหวานเย็นมาก พ่อจับมือผมแล้วร้องไห้
ผมไม่เข้าใจว่าทำไม แต่ไม่กล้าขอพ่อเมื่อรับรู้ถึงอารมณ์ของท่าน
พ่อจับมือผมแล้วร้องออกมาดังๆ “ไม่มีทางที่จะรักษาตาบอดของลูกแล้ว!”
พ่อมองหาโรงแรมเพื่อพักค้างคืน ในที่สุดพ่อก็สังเกตเห็นผมหันหน้าไปทางชายหาบเร่ที่ร้องขาย “ปิ่งกัน! เซวี่ยกาว! ”เขาตะโกน “หวานเย็น! ไอติม!” พ่อซื้อหวานเย็น
ให้ผมหนึ่งแท่งแล้วเราก็เข้าพักในห้องเล็กๆ เป็นห้องรวมกับแขกอื่นๆ หลายคน
จากนั้นพ่อก็ไปซื้อตั๋วรถไฟ เราจะกลับกันในวันรุ่งขึ้นพร้อมกล้วยหนึ่งหวี ซึ่งเป็น
เรื่องใหม่สำหรับผม ผมตื่นเต้นที่จะได้สัมผัสกล้วยที่เรียงติดกันเป็นหวี ผมใช้มือลูบคลำกล้วยห้าผล แล้วกินมันหนึ่งผล รู้สึกเอร็ดอร่อยกับรสชาติและผิวสัมผัสที่แปลกใหม่ เช้าถัดมา ก่อนขึ้นรถไฟ ผมอดใจไม่ไหวจนต้องกินอีกผล นั่นหมายความว่า
เหลือให้พ่อหนึ่งผลและอีกสองผลเพื่อกลับไปให้แม่ เพราะแม่ยังไม่เคยเห็นกล้วยมาก่อน
ไม่มีการไปหาหมออีกต่อไปและไม่มีการพูดถึงการรักษาอีกเลย พ่อและแม่หัวใจสลาย ส่วนผมผิดหวังอย่างรุนแรง บ่อยครั้งที่การเป็นคนตาบอดทำให้ผมรู้สึกเหมือนเป็นเด็กแปลกแยกจากคนอื่น และยิ่งโตขึ้น ความพิการก็ยิ่งแปลว่าผมต้องอยู่ตามลำพังหนักขึ้นไปอีก