Click to Sanskrit Homepage
   สินค้าในตะกร้า (จำนวน 0 เล่ม) check out
search
my lines

 

my bookmark

ข้อมูลหนังสือ

เนรเทศ

LA PRISONNIERE

ผู้แต่ง : เมลิคา อูฟคีร์ และ มิเชล ฟิตูซี
ผู้แปล : ปิยวัตน์
ราคา 380  บาท 


add to cart


 

เรื่องย่อ


จากวัง..สู่คุกทะเลทราย!
ชีวิตจริงของเมลิคา อูฟคีร์ บุตรสาวนายพลอูฟคีร์ ผู้เป็นนายทหารคนสนิทของกษัตริย์โมร็อกโก ในวัยห้าขวบ กษัตริย์ขอเธอไปเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรม เมลิคาใช้ชีวิตในวังหรูประหนึ่งเจ้าหญิงองค์หนึ่ง เมื่อย่างเข้าวัยรุ่น นายพลอูฟคีร์ผู้เป็นพ่อ ทำรัฐประหารแต่ไม่สำเร็จ กษัตริย์สั่งประหารชีวิตพ่อของเธอและจับเมลิคา,แม่ และน้องๆ เก้าชีวิตขังคุกทะเลทรายยาวนานกว่า 20 ปี จนกระทั่งเธอและน้องๆตัดสินใจขุดอุโมงค์หนีออกมาได้สำเร็จ เรื่องราวสุดแสนสะเทือนอารมณ์ที่ไม่อาจลืมเลือน

ทดลองอ่าน


1
แม่สุดที่รัก


   เสียงเพลงจังหวะแมมโบ้และชะชะช่าเล็ดลอดมาจากห้องรับแขก เสียงเครื่องเคาะและกีตาร์ถูกขัดจังหวะจากแขกที่มาถึง เสียงหัวเราะ เสียงสนทนาดังคับห้อง ลอยมาถึงห้องนอน จนยากที่ฉันจะนอนหลับ
   ฉันยืนดูดนิ้วโป้งอยู่ตรงทางเดินซึ่งไม่มีใครมองเห็น ยืนจ้องผู้หญิงในชุดราตรีที่ตัดเย็บโดยนักออกแบบเสื้อผ้าชั้นนำ เธอยืนประชันความงามและความหรูหรา
   ฉันชื่นชอบมวยผมที่มันขลับ อัญมณีสุกสกาว และการแต่งหน้าอย่างประณีต พวกเธอดูเหมือนเจ้าหญิงในเทพนิยายที่ฉันอยากเป็น
   เธอปรากฎตัวขึ้นทันใด คนที่สวยที่สุดในสายตาของฉัน เธอสวมเดรสสีขาวคอลึกที่ขับเน้นส่วนโค้งของลำคอ หัวใจของฉันเต้นตึกตัก ฉันมองเธอยิ้มแย้มทักทายแขกและจุมพิตเพื่อนๆ ของเธอ โน้มลำคอที่สวยสง่าเข้าหาคนแปลกหน้าในชุดทักซิโด อีกไม่นานเธอจะเต้นรำ ร้องเพลง ปรบมือ และปาร์ตี้จนฟ้าสาง เหมือนที่ทำเป็นประจำเมื่อพ่อแม่ของฉันจัดปาร์ตี้ที่บ้านเธอจะลืมฉันไปสองสามชั่วโมง ระหว่างที่ฉันฝืนหลับบนเตียงเล็กๆ ของตัวเอง
   ฉันคิดถึงเธอตลอดเวลา คิดถึงผิวพรรณที่สุกปลั่ง เส้นผมนุ่มๆ ที่ฉันชอบซุกหน้า กลิ่นน้ำหอม ความอบอุ่นของเธอ แม่จ๋าในสวรรค์แห่งวัยเด็กของฉัน ฉันไม่อาจนึกภาพออกเลยว่า ฉันจะถูกพรากจากแม่ผู้เป็นสุดที่รักของฉัน
   ฉันกับแม่ เรามีพันธะอย่างหนึ่งที่เหมือนกันคือชะตาชีวิตที่ถูกทอดทิ้งและความอ้างว้างเดียวดาย ยายของฉันตายระหว่างคลอดตอนแม่อายุได้เพียงสี่ขวบ ส่วนฉันถูกพรากจากอ้อมอกอันอบอุ่นของท่านตอนห้าขวบ เพื่อให้กษัตริย์มูฮัมหมัดที่ห้าทรงรับไปอุปการะ เหตุที่ความใกล้ชิดของเราเหนียวแน่นนั้น อาจเป็นเพราะเราถูกพรากจากความรักจากแม่ตั้งแต่วัยเด็กเหมือนกัน เพราะอายุของเราใกล้เคียงกัน ตอนฉันเกิดแม่เพิ่งสิบเจ็ดปี หน้าตาของเราเหมือนกันอย่างเหลือเชื่อ และเพราะโอกาสที่จะได้ทำหน้าที่ของผู้หญิงคนหนึ่งอย่างสมบูรณ์ได้ถูกทำลายลงอย่างป่าเถื่อน แม่มีใบหน้าอันเศร้าหมองของผู้ที่ผ่านชีวิตอันโหดร้ายเสมอมา
   ตอนที่ยายตาย เป็นช่วงที่สงครามโลกครั้งที่สองเริ่มขึ้น แอบเดล คาเดอร์เชนนา คุณตาของฉันเป็นนายทหารในกองทัพฝรั่งเศส เพิ่งได้รับคำสั่งให้เดินทางไปสมทบกับกองทหารในซีเรีย ท่านพาลูกๆ ที่ยังเล็กไปด้วยไม่ได้ จึงนำเด็กไร้แม่ทั้งสองคนไปฝากไว้ที่สำนักชีแห่งหนึ่งในเมืองเมกแนส ที่นั่นมีแม่ชีชาวฝรั่งเศสดูแลอยู่ในเมกแนส ซึ่งท่านอาศัยอยู่ในตอนนั้น เพื่อให้ทั้งคู่ได้รับการศึกษาที่ดี เด็กชายตัวน้อยป่วยตายด้วยโรคคอตีบ แม่ของฉันซึ่งรักน้องชายมากทำใจไม่ได้กับการสูญเสีย มันทำให้ท่านต้องอยู่ลำพังท่ามกลางคนแปลกหน้า และยังจะมีอีกหลายเหตุการณ์ในชีวิตนี้ที่ทำให้ท่านต้องทุกข์ทรมาน
   แม่ชีเริ่มเปลี่ยนความเชื่อของสาวน้อยฟาติมาที่สวรรค์ประทาน ให้เป็นชาวคริสเตียนที่สมบูรณ์ เธอเรียนรู้วิธีการทำเครื่องหมายไม้กางเขนและการสักการะพระนางมารีย์พรหมจารี พระเยซู และนักบุญทุกรูป ต่อมาคุณตาของฉันก็มาพาแม่กลับบ้าน ในฐานะมุสลิมผู้เปี่ยมศรัทธาที่เคยเดินทางไปแสวงบุญที่เมกกะมาแล้ว
   ท่านโกรธจนแทบจะกลืนเหรียญทหารเลยทีเดียว
   สำหรับทหารอาชีพ การเลี้ยงดูลูกสาวที่ยังเล็กนั้นเป็นเรื่องลำบาก เพื่อนๆคุณตาจึงเร่งรัดให้ท่านแต่งงานใหม่ ท่านเลือกหญิงสาวที่ยังเด็กมากจากสังคมชั้นสูง เน้นเรื่องทักษะการเป็นแม่ครัวกอร์ดง เบลอ เป็นสำคัญ ความสามารถในการทำปาสตีย์ส์ ของคาดียา ซึ่งเป็นอาหารจานโปรดของคุณตานั้นไม่เป็นสองรองใคร แม่ทนการแบ่งปันพ่อสุดที่รักของท่านกับคนแปลกหน้าที่แก่กว่าตัวเองไม่กี่ปีไม่ได้ การให้กำเนิดน้องสาว เฟาเซียและคนถัดมาซึ่งเป็นน้องชาย อัสเซ ยิ่งทำให้แม่อิจฉาหนักขึ้นไปอีก
แม่อยากหนีออกจากบ้านที่อยู่แล้วไม่มีความสุขไปให้เร็วที่สุด แม่ถูกคุณตาขังไว้ตามธรรมเนียมที่ปฏิบัติกับเด็กสาว แต่ท่านไม่มีที่ให้ไป ครอบครัวทางฝั่งยาย ตระกูลเบอร์เบอร์ ผู้มั่งคั่งในแถบเทือกเขาแอตลาสกลางนั้น เสียชีวิตไปเกือบหมดแล้ว คุณทวดของฉันมีลูกสาวสี่คนซึ่งเป็นที่เลื่องลือเรื่องความงาม พี่สาวสามคนเสียชีวิตในช่วงวัยรุ่น ลูกคนที่สี่ หรือคุณยายของฉัน ยัมนา แต่งงานกับเพื่อนบ้าน
แอบเดล คาเดอร์ เชนนา ผู้หล่อเหลา ซึ่งมีที่ดินติดกับที่ดินของครอบครัวของยาย
เขาต้องลักพาตัวยายเพื่อจะได้แต่งงาน เหมือนเรื่องราวในเทพนิยายเรื่องเดียวที่ฉันรู้เกี่ยวกับยายคือท่านเป็นสตรีที่เก่งกาจ ทันสมัย ฉลาดหลักแหลม ชอบแต่งตัว ชอบท่องเที่ยว และขับรถเป็น ยายเป็นแม่คนตั้งแต่อายุสิบห้า และเมื่ออายุสิบแปดปี ท่านก็เป็นเจ้าของซาลอนวรรณกรรม แห่งหนึ่งในซีเรีย ซึ่งต่อมาตาเดินทางไปที่นั่นพร้อมกองทหารของท่าน และเสียชีวิตตอนอายุสิบเก้าปี ไม่นานหลังจากนั้น แม่กับอาของท่านซึ่งเกิดจากการสมรสตอนบั้นปลายชีวิตของทวดกับทาสผิวดำคนหนึ่งก็กลายเป็นผู้รอดชีวิตเพียงสองคนของตระกูล ผืนแผ่นดินที่ปลูกข้าวโพดและทองคำที่สะสมตกทอดมาหลายชั่วอายุคนทำให้ท่านกลายเป็นทายาทที่ร่ำรวย แม้จะได้น้อยกว่าอาของท่านซึ่งได้รับทรัพย์สมบัติมากกว่าไปตามธรรมเนียมของชาวโมร็อกกัน แต่ท่านก็ได้เป็นเจ้าของอพาร์ตเมนต์ คฤหาสน์ และที่ดินทั้งหมดของซาลี เมืองเก่าแก่ใกล้ๆ กรุงราบัต เมืองที่มีป้อมปราการของพวกโจรสลัดในสมัยก่อน คุณตาของฉันถูกแต่งตั้งให้เป็นผู้ดูแลผลประโยชน์จนกว่าแม่จะบรรลุนิติภาวะ น่าเสียดายที่ท่านบริหารจัดการผิดพลาดจนเสียเงินไปก้อนโต อย่างไรก็ตาม ยังมีทรัพย์สมบัติอยู่ไม่น้อยทีเดียวตอนที่แม่ได้รับมรดกมา
   แม่ของฉันสวยมากมาตั้งแต่ย่างเข้าวัยรุ่น บรรดาเพื่อนนายทหารของคุณตาที่มาที่บ้านล้วนไม่อาจละสายตาจากดวงตากลมโต ใบหน้าจิ้มลิ้ม ผิวสองสี รูปร่างอรชรอ้อนแอ้น แม่ไม่ได้รังเกียจพวกหนุ่มๆ แม่อยากแต่งงานมีครอบครัว มีนายทหารหนุ่มคนหนึ่งที่เพิ่งกลับจากอินโดจีนพร้อมเหรียญทหารเต็มแผงอกได้กลายเป็นแขกประจำที่บ้าน คุณตาของฉันเคยรู้จักเขาก่อนหน้านี้และได้พบกับเขาอีกที่ร้านอาหาร คุณตาชื่นชมความเฉลียวฉลาดและความกล้าหาญที่แนวหน้าของเขา จึงผูกมิตรและชวนเขามาที่บ้าน แม่แอบดูเขาหลังผ้าม่านตลอดมื้อค่ำ ทหารหนุ่มคนนั้นรู้ดี ทั้งคู่สบตากัน เขาสะดุดกับดวงตาของแม่ที่จ้องเขม็งมาที่เขา ส่วนแม่ ชอบเขาในเครื่องแบบสีขาวที่งามสง่า
คุณตาพยายามโน้มน้าวไม่ให้เพื่อนใหม่กลับไปอินโดจีน นายทหารหนุ่มเห็นด้วยกับเหตุผล และแน่นอน ความงามของลูกสาวของท่าน ไม่กี่วันต่อมา พ่อของฉัน (ซึ่งก็คือเขาคนนั้น) ขอแม่แต่งงาน คุณตาต้องประหลาดใจมาก และคำตอบของท่านจะเรียกว่าไม่พอใจก็คงได้
‘ฟาติมายังเด็ก’ ท่านค้าน ‘เหมาะแล้วหรือที่จะคิดเรื่องแต่งงานตอนอายุสิบห้า’
   คุณตายังคงเสียใจกับการสูญเสียยัมนา ภรรยาผู้ที่เป็นที่รักยิ่ง ซึ่งท่านคาดว่าน่าจะเกิดจากการตั้งครรภ์ติดต่อกันหลายครั้งตั้งแต่ยังเด็ก แต่ในที่สุดท่านก็ต้องยอม โดยเฉพาะเมื่อแม่ตอบรับคำสู่ขออย่างกระตือรือร้น แม่ยังไม่รู้จักเขาเลย แต่แม่รู้สึกว่าต้องออกจากบ้าน เขาเพียรพยายามจีบแม่ด้วยความรักไม่นานแม่ก็ตกหลุมรักเขา
   พ่อกับแม่อายุห่างกันสิบหกปี มูฮัมหมัด อูฟคีร์ พ่อของฉันเกิดวันที่ 29 กันยายน 1920 ที่อานแชร์แคว้นทาฟีลาเล็ท ซึ่งเป็นที่อยู่ของตระกูลเบอร์เบอร์แห่งเทือกเขาแอตลาสในโมร็อกโก ชื่อของท่าน อูฟคีร์ แปลว่า ‘ผู้ยากจน’ ครอบครัวของพ่อจะมีอาหารและที่พักพิงเสมอให้แก่ขอทานหรือผู้ยากจนซึ่งมีอยู่มากในท้องถิ่นทุรกันดารและห่างไกลความเจริญเมื่ออายุได้เจ็ดขวบ พ่อต้องสูญเสียปู่ อาห์เมด อูฟคีร์ ซึ่งเคยเป็นผู้ใหญ่บ้านและต่อมาได้รับการแต่งตั้งให้เป็น พาชา คือผู้ปกครองระดับท้องถิ่นของบูเดนิบ โดยลีอูเต ซึ่งเป็นที่ปรึกษาใหญ่ของฝรั่งเศสในตอนนั้น
   วัยเด็กของพ่อโดดเดี่ยว หรือจะเรียกว่าเศร้าก็คงได้ ท่านเรียนที่โรงเรียนมัธยมเบอร์เบอร์ในอาซรู ใกล้เมกแนส จากนั้นกองทัพก็กลายเป็นครอบครัวของท่าน เมื่ออายุสิบเก้าปี พ่อเข้าโรงเรียนนายร้อยอันทรงเกียรติดาร์ไบดา ตอนอายุยี่สิบเอ็ด ท่านเข้าร่วมกองทัพฝรั่งเศสในฐานะร้อยตรีของกองกำลังสำรอง ท่านได้รับบาดเจ็บที่อิตาลี ไปพักฟื้นที่ฝรั่งเศส และได้ติดยศร้อยเอกที่อินโดจีน ตอนพบกับแม่
ท่านเป็นนายทหารคนสนิทของพลเอกดูวัล ผู้บัญชาการกองทัพฝรั่งเศสในโมร็อกโก พ่อเริ่มเบื่อการเป็นทหารรักษาการ พ่อของฉันซึ่งเป็นทหารอาชีพที่ไปซ่องโสเภณีและบ่อนพนันเป็นนิจ ชื่นชมความไร้เดียงสาของคู่หมั้นของท่านในทันที มันทำให้ท่านเปิดเผยตัวตนด้านที่อ่อนโยนและความเป็นคนช่างเอาอกเอาใจ
   มูฮัมหมัด อูฟคีร์ กับ ฟาติมา เชนนา แต่งงานในวันที่ 29 มิถุนายน 1952 ทั้งคู่ย้ายเข้าไปอยู่ในบ้านเล็กๆ สุดแสนธรรมดาหลังหนึ่ง สอดคล้องกับรายได้ที่ไม่ได้มากมายของร้อยเอกอูฟคีร์พ่อของฉันเป็นเหมือนพิกเมเลียน พ่อสอนเรื่องการแต่งกาย เรื่องมารยาทบนโต๊ะอาหารและการวางตัวในสังคมให้แม่ ด้วยความภาคภูมิใจเท่าที่หญิงสาววัยสิบหกปีจะมี แม่จริงจังมากกับบทบาทภรรยานายทหารทั้งสองคนมีความสุขและตกหลุมรักกันอย่างดูดดื่ม แม่ฝันอยากมีลูกแปดคนและท่านก็ตั้งท้องทันที
   ฉันเกิดวันที่ 2 เมษายน 1953 ที่โรงพยาบาลซึ่งดูแลโดยแม่ชี พ่อมีความสุขเป็นล้นพ้น ไม่สนใจว่าฉันจะเป็นเด็กผู้หญิง ฉันเป็นแก้วตาดวงใจของพ่อ เป็นราชินีองค์น้อยของท่าน (ชื่อของฉัน เมลิคา ภาษาอาราบิกแปลว่า ‘ราชินี’) พ่อคิดเหมือนแม่ สิ่งที่ท่านต้องการที่สุดคือการมีครอบครัว พวกท่านยังไม่ได้ตกลงกันเรื่องจะมีลูกกี่คน พ่ออยากหยุดที่สามคน สองปีต่อมา มีเรียม น้องสาวของฉันถือกำเนิด วันที่ 20 มกราคม 1955 สามปีหลังจากนั้น ราอูฟ น้องชายของฉันก็เกิดวันที่ 30 มกราคม 1958 มีการจัดงานเลี้ยงฉลองลูกชายคนแรกที่น่าประทับใจด้วย
ฉันไม่มีความทรงจำอย่างอื่นในวัยเด็ก นอกจากความสุข พ่อกับแม่ทุ่มเทความรักให้ฉัน และบ้านของฉันก็สงบสุข ฉันไม่ค่อยได้เจอหน้าพ่อ ท่านกลับบ้านดึกหรือไม่ได้กลับบ่อยครั้ง อาชีพของท่านก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ปี 1955 พ่อได้เลื่อนยศเป็นพลตรีของกองทัพฝรั่งเศส ต่อมาพ่อก็ลาออกมาเป็นหัวหน้าราชองครักษ์ของ
กษัตริย์มูฮัมหมัดที่ห้า หลังจากพ่อมีบทบาทสำคัญในการนำพระองค์กลับมาจาก
การลี้ภัย ตอนที่มูฮัมหมัดที่ห้าสวรรคต พ่อเป็นผู้บัญชาการตำรวจ ฉันไม่เคยสงสัยในความรักอันลึกซึ้งที่ท่านมีให้ฉันเลย เวลาอยู่บ้าน พ่อจะแสดงออกว่ารักฉันเพียงใด การที่ท่านไม่อยู่บ้านจึงไม่ได้ส่งผลใดๆ กับฉันแม่คือจุดศูนย์กลางของโลกฉัน ฉันรักและชื่นชมแม่มาก แม่สวย สง่างาม เป็นต้นแบบของความเป็นผู้หญิง เพียงแค่ได้สูดกลิ่นหรือลูบไล้ผิวพรรณของท่านก็เพียงพอที่จะทำให้ฉันมีความสุขแล้ว ฉันตามติดท่านเหมือนเงา แม่ชอบภาพยนตร์มากและไปดูแทบทุกวัน บางครั้งวันละสองหรือสามเรื่อง แม่จับฉันใส่ตะกร้าเด็กทารกตั้งแต่อายุได้หกเดือน การได้ไปดูหนังตั้งแต่เด็กอาจทำให้ฉันรักภาพยนตร์ ท่านพาฉันไปหาช่างทำผม บอกให้เขาดัดผมให้ฉัน แม่อยากให้ลูกสาวตัวน้อยมีผมเป็นลอนๆ เหมือนสการ์เล็ตต์ โอฮารา แต่อนิจจา เพียงลมแรงพัดมาวูบเดียวทรงผมสวยๆ ของฉันก็ลีบลงตามเดิม
   แม่พาฉันไปทุกที่ ไปหาเพื่อน ไปช็อปปิ้ง ไปขี่ม้า เข้าโรงอาบน้ำแบบตุรกี
ซึ่งฉันเครียดมากเพราะต้องเปลื้องผ้าในที่สาธารณะ ฉันชอบดูแม่แต่งตัว ทำผม เขียนขอบตา เต้นรำไปกับเพลงร็อคสวิงสวายของนักร้องที่เราทั้งคู่คลั่งไคล้ เอลวิส เพรสลีย์
จะเรียกว่าในห้วงเวลานั้นเราอายุเท่ากันก็คงไม่ผิด
ชีวิตหมุนรอบตัวฉัน ฉันถูกตามใจจนเสียคน ฉันได้แต่งตัวเหมือนเจ้าหญิงองค์น้อยที่ร้านขายเสื้อผ้าชั้นนำอย่างลา บอน เจนี ในเจนีวาและ ลา ชาเตอแลนน์ ในปารีส แม่เป็นคนนำสมัยและฟุ่มเฟือย ต่างจากพ่อซึ่งเบื่อเรื่องวัตถุนิยม เงินทองไหลจากมือแม่อย่างง่ายดาย แม่สามารถขายอพาร์ตเมนต์บล็อกหนึ่งเพื่อซื้อดิออร์หรือ อีฟแซ็งต์ โลร็องต์ ซึ่งเป็นดีไซน์เนอร์คนโปรดของท่านทั้งเซ็ท และใช้เงินสองหรือสามหมื่นฟรังก์เพราะความคิดชั่วแล่น
ปี 1957 เราย้ายจากบ้านหลังน้อยของร้อยเอก มาอยู่ในบ้านอีกหลังบนถนนที่ตั้งชื่อไว้อย่างที่ควรว่า อัลเล เดส์ แพรงแซสส์ หรือ ‘ถนนของเจ้าหญิง’ ในซูอิสซี ซึ่งเป็นย่านที่พักอาศัยแห่งหนึ่งในกรุงราบัต เป็นบ้านเดี่ยวที่เปิดออกไปพบสวนที่ดูคล้ายป่า มีต้นส้ม มะนาว และส้มเขียวหวาน มีเลล่า ลูกพี่ลูกน้องซึ่งแม่รับมาเลี้ยงเป็นเพื่อนเล่นฉัน
ไม่กี่ปีหลังจากนั้น เมื่อฉันไม่ได้อยู่กับครอบครัวอีกแล้ว ตอนที่พ่อเป็นรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยของกษัตริย์ฮัซซันที่สอง เราปลูกบ้านอีกหลังบนนถนนอัลเล เดส์ แพรงแซสส์ ช่วงนี้พ่อกับแม่มีลูกอีกสองคนคือมูนาอินาน เกิดวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 1962 ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นมาเรียตอนอยู่ในคุก และหนึ่งปีถัดมาก็มี
ซูเคนา ในวันที่ 22 กรกฎาคม 1963

 
ครอบครัวของฉันใกล้ชิดราชวงศ์มาก พ่อกับแม่เป็นคนนอกสองคนที่ได้รับอนุญาตให้เข้านอกออกในพระราชวังได้ตลอดเวลา พ่อเป็นหัวหน้าราชองครักษ์ของกษัตริย์
มูฮัมหมัดที่ห้า ส่วนแม่ก็รู้จักพระองค์มาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก แม่เคยอยู่ที่เมกแนสกับพระขนิษฐาของพระองค์และทรงเสด็จไปเยี่ยมเป็นประจำ พระองค์ทรงเห็นความงามของสาวน้อยวัยแปดขวบในตอนนั้นและทรงเอ็นดูแม่มาตลอด
ปี 1952 พระองค์ทรงพบแม่อีกครั้งในพิธีรัชดาภิเษก ราชองครักษ์ของพระองค์และภรรยาได้รับเชิญให้ร่วมพิธี หลังจากนั้นแม่ก็ได้รับสิทธิพิเศษเหมือนพ่อคือเข้าออกวังได้ตลอดเวลา กษัตริย์ทรงวางพระทัยในตัวแม่ และทรงเคร่งครัดในศาสนา ทั้งยังทรงวางพระองค์อย่างเหมาะสมกับสตรีที่แต่งงานแล้ว
แม่เป็นเพื่อนกับมเหสีทั้งสองของพระองค์ และกลายเป็นส่วนหนึ่งของโลกที่สันโดษของมเหสี ราชินีทั้งคู่อยู่ในฮาเร็มซึ่งตัดขาดจากโลกภายนอก แม่จะซื้อเสื้อผ้าและเครื่องสำอางเข้าไปและเล่าเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นนอกวังให้ฟัง ราชินีอยากฟัง
ทุกเรื่อง ทั้งเรื่องลูกๆ หรือชีวิตสมรสของแม่
แม้ราชินีทั้งสองพระองค์จะเป็นคู่แข่งแย่งชิงความรักของกษัตริย์ แต่ทั้งคู่ก็ต่างกันคนละขั้ว คนแรก ลัลลา อาบลา เป็นที่รู้จักในฐานะพระราชชนนีหรืออูม ซีดี
แปลว่าพระมารดาของเจ้านาย พระองค์เป็นพระมารดาของมกุฎราชกุมารมูเลย์
ฮัซซัน ส่วนอีกองค์คือ ลัลลา บาเฮีย ผู้มีอารมณ์ร้อนและมีความงามโดดเด่น
ทรงเป็นพระมารดาของราชธิดาองค์โปรดของกษัตริย์ เจ้าหญิงน้อยอามินา ซึ่งประสูติขณะที่พระองค์ทรงลี้ภัยอยู่ในมาดากัสการ์ในปี 1954 ซึ่งสร้างความประหลาดพระทัยแก่ราชินีซึ่งเคยเข้าพระทัยว่าพระองค์เป็นหมัน
ลัลลา อาบลา เจ้าเล่ห์เพทุบายและช่ำชองเรื่องการทูต ส่วนลัลลา บาเฮีย ตรงไป
ตรงมา ไม่ใส่ใจที่จะสวมหน้ากาก ซึ่งเป็นเรื่องจำเป็นกับการใช้ชีวิตในวัง เมื่อต้องตกเป็นคนกลางระหว่างสองราชินี ไม่นาน แม่ก็ได้เรียนรู้ศิลปะการประนีประนอม เพราะการจะดำรงความเป็นกลางในวังนั้น เป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้ คุณต้องเลือกข้าง
มูเลย์ ฮัซซัน หรือรู้จักกันในอีกชื่อคือ สมิเยต ซีดี ‘ผู้เกือบเป็นนาย’ อยู่บ้านใกล้ๆ เราและมักแวะมาเยี่ยมเรา ฉันถูกสอนให้ต้อนรับทุกพระองค์อย่างนอบน้อม เช่นเดียวกับเจ้าหญิง ซึ่งก็คือพระภคินีและพระขนิษฐาของพระองค์ และพระอนุชา คือเจ้าชายมูเลย์ อับดุลลาห์ ในหัวค่ำวันหนึ่งช่วงเดือนถือศีลอด เมื่อได้เวลาละศีลอดแล้ว แม่นั่งอยู่ในห้องนั่งเล่นห้อมล้อมด้วยมิตรสหายของท่าน ส่วนฉันเล่นอยู่ในบ้านและเห็นชายแปลกหน้าคนหนึ่งเดินออกมาจากห้องครัว ฉันยืนตัวแข็งเป็นหินด้วยความเกรงขามในความสง่างามของเขา เขายิ้มให้ฉันและจุมพิตฉัน
‘ไปบอกแม่นะ ว่าฉันมาหา’
ฉันวิ่งไปบอกแม่ แม่รีบหมอบลงตรงหน้าชายแปลกหน้าผู้นั้นทันที
เขาคือกษัตริย์มูฮัมหมัดที่ห้า ทรงมาหาแม่โดยไม่ได้บอกล่วงหน้าและตรัสบอกแม่ว่า พระองค์ทรงถือวิสาสะเข้ามาในครัวเพราะได้กลิ่นไหม้ แม่ครัวลืมหม้อชาไว้บนเตา มันกำลังไหม้ พระองค์ทรงช่วยไม่ให้ไฟไหม้บ้านเรา

 

ฉันอายุห้าขวบ ตอนแม่พาเข้าวังครั้งแรก เพราะพระมเหสีทั้งสองพระองค์และเหล่านางสนมอยากเห็นฉัน มันเป็นเวลาเที่ยงพอดีตอนที่เราเดินเข้าไปในห้องเสวยของกษัตริย์ ซึ่งเต็มไปด้วยผู้หญิงในฮาเร็ม เดินทอดน่องในท่วงท่าสง่างามด้านหลังของทุกคนมีหางยาวๆ ส่องประกายระยิบระยับของชุดคลุมยาวแบบคาฟตาน  สีสันสดใสที่ลากไปกับพื้นบวกกับเสียงคุยจ้อกแจ้ก ทำให้ฉันนึกถึงกรงนกขนาดใหญ่ที่มีนกต่างแดนสีสวย
ห้องขนาดมหึมา มีระเบียงยาวขนานตลอดความยาวห้อง ผนังประดับประดาด้วยกระจกสี ฉันไม่เคยเห็นห้องที่ไหนใหญ่โตเท่านี้มาก่อน สุดห้องด้านหนึ่งมีแท่นที่ประทับ ส่วนอีกด้านมีกล่องของขวัญที่ยังไม่ได้แกะกองสูงเป็นภูเขาเลากา เป็นของขวัญที่ถูกนำมาถวายในงานพิธีหรือในช่วงที่ทรงเสด็จไปเยือนที่ต่างๆ ที่ฟากหนึ่งของห้อง มีโต๊ะของกษัตริย์ขนาดแปดที่นั่งซึ่งถูกจัดตามแบบฉบับของยุโรป บนโต๊ะมีจานเคลือบดินเผา แก้วผลึก อุปกรณ์เสวยเครื่องเงิน เช่นมีด ช้อน ส้อม เหล่านางสนมจะนั่งบนพรมสีน้ำตาลที่พระบาทของพระองค์ ชุดถ้วยชามของพวกเธอดูธรรมดา ส่วนอาหารที่พวกเธอกิน เป็นอาหารที่ทาสส่วนตัวของพวกเธอทำ โดยใส่จานที่ทำจากดีบุกมาให้
พระราชชนนีประทับใกล้กษัตริย์ ห้อมล้อมด้วยนางสนมที่ทรงโปรดปรานในช่วงเวลานั้น ซึ่งภาษาอาราบิคเรียกว่า มูเลต นาบา‘ ผู้ที่เป็นเจ้าของคิว’ พวกเธอแต่งหน้าหนาเตอะ ดูมีราศีกว่าคนอื่นๆ ส่วนคนที่กษัตริย์เคยโปรดปรานเมื่อก่อนหน้านี้
ก็จะมีสีหน้าดูถูกเหยียดหยามหรือหลงตัวเองพลางเคี้ยวกัม อารบิค เสียงดัง
ฉันจับชุดคาฟตานของแม่แน่น ฉันอยากรีบไปดูรอบๆ ห้อง แต่ห้องอื้ออึงไปด้วยเสียงที่ฟังดูครึกครื้น บรรดาผู้หญิงส่งเสียงทักทายกัน ฉันต้องเดินหลบขาพวกเธอไปทางโน้นทีทางนี้ที แล้วจึงได้เห็นสาวน้อยสวมชุดขาวติดโบใหญ่ที่หลัง เธอน่ารักมาก
เส้นผมสีดำของเธอหยิกเป็นลอนๆ ผิวขาวราวน้ำนม มีรอยกระน้อยๆ กระจายอยู่ทั่วใบหน้าที่ซุกซน เมื่อเปรียบเทียบกัน ฉันรู้สึกว่าผิวสองสีและเส้นผมเหยียดตรงของฉันมันธรรมดาไปเลยทีเดียว
ฉันโล่งใจที่ได้เห็นเด็กวัยเดียวกันเสียที แต่ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเธอถึงได้รับความสนใจมากขนาดนั้น มีคนแนะนำให้เรารู้จักกัน เราจุมพิตกันอย่างเอียงอาย
ต่อมาฉันถึงได้รู้ว่า สาวน้อยน่ารักคนนั้นคือ เจ้าหญิงอามีนาหรือที่เรียกกันว่า
ลัลลา มีนา พระราชธิดาสุดที่รักของกษัตริย์และลัลลา บาเฮีย
 เกิดความโกลาหลขึ้นอีกครั้ง เมื่อกษัตริย์มูฮัมหมัดที่ห้าเสด็จเข้ามา เมื่อถึงคราวแม่ทำความเคารพ แม่จุมพิตพระหัตถ์และแนะนำฉัน พระองค์กอดฉันพลางรับสั่งด้วยความเอ็นดู จากนั้นทุกคนก็ไปห้อมล้อมโต๊ะเสวย กษัตริย์ประทับลงบนพระที่นั่ง ทาสนำอาหารมาถวาย จากนั้นอาหารที่สุดแสนวิจิตรก็เคลื่อนผ่านไปช้าๆ
ทันทีที่กลืนอาหารคำโตลงไปได้ไม่กี่คำ ฉันก็ปลีกตัวไปเล่นกับลัลลา มีนา เราเข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ยอยู่ครู่หนึ่ง แต่ไม่นานเสียงร้องแหลมดังก็ทำลายความกลมเกลียว เจ้าหญิงกัดแขนฉันอย่างแรง ฉันวิ่งถอยออกมาพยายามสบตาแม่ แต่แม่แอบส่งสัญญาณให้ฉันเงียบ ฉันรู้สึกขุ่นเคืองที่แม่ไม่ตอบสนอง ฉันปรี่ไปที่ลัลลา
มีนา แล้วกัดเธอที่แก้มคืน
คราวนี้เป็นตาของเจ้าหญิงร้องลั่นบ้าง ทุกคนลุกขึ้นยืน ฉันรู้สึกได้ถึงอันตรายที่ลอยอยู่เหนือหัวฉัน ราวกับทุกคนจะปราดเข้ามาทำร้ายฉัน เจ้าหญิงพยายามจะสบตาพระราชบิดาแต่ไม่สำเร็จ เธอจึงกรีดร้องเกลือกกลิ้งลงบนพื้น ฉันหนีไปหลบในอ้อมกอดแม่อย่างรู้สึกผิด
กษัตริย์ทรงเข้ามาแทรก พระองค์อุ้มฉันและถามว่าเกิดอะไรขึ้น
‘เธอด่าพ่อหนู’ ฉันสะอื้นไห้ ‘หนูเลยด่าพ่อเธอคืนแล้วก็กัดแก้มเธอ’
ข้าราชบริพารตกใจกับคำพูดของฉัน แต่กษัตริย์ทรงคิดว่าตลกมากและสั่งให้ฉันด่าให้พระองค์ฟังอีกหลายครั้ง จากนั้นเจ้าหญิงกับฉันก็ถูกแยกจากกัน แต่เรายังชายตาหาเรื่องกันต่อไป
เมื่อเสวยเสร็จ มูฮัมหมัดที่ห้ามาหาแม่
‘ฟาติมา ฉันมีเรื่องขอและเธอห้ามปฏิเสธ’ พระองค์ตรัส ‘ฉันอยากให้เมลิคามาเป็นเพื่อนเล่นและเป็นพี่สาวให้ลัลลา มีนา ฉันอยากรับเมลิคาเป็นบุตรบุญธรรม ฉันให้สัญญาว่าเธอจะมาพบลูกของเธอได้ตลอดเวลา’
การรับเด็กไปเลี้ยงเป็นเรื่องปกติของในวัง นางสนมที่ไม่มีบุตรจะรับเด็กกำพร้าหรือเด็กหญิงตัวน้อยจากครอบครัวยากจน หรือเหยื่อแผ่นดินไหวเข้ามาเลี้ยงในวังเพื่อเป็นเพื่อนพวกเธอ แต่เด็กที่กษัตริย์จะทรงรับมาเลี้ยงดูแบบฉันซึ่งมีสถานะเกือบเท่าเทียมเจ้าหญิงนั้น เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นน้อยมาก
อภิสิทธิ์ของการได้มีสายสัมพันธ์ในแบบพ่อกับลูกกับมูฮัมหมัดที่ห้าและ
ฮัซซันที่สองในเวลาต่อมา เกิดจากความทะเยอทะยานและความมุ่งมั่นแรงกล้าของฉันเอง ตลอดเวลาที่อยู่ในวัง ฉันต้องพยายามอย่างหนักให้พระองค์รัก เพื่อจะได้เป็นส่วนหนึ่งของพระองค์ และทำให้ตัวเองเป็นบุคคลที่ขาดเสียมิได้ ฉันไม่อยากถูกมองข้าม

 

สิ่งที่เกิดขึ้นถัดไปนั้นไม่แจ่มชัดในความทรงจำ คล้ายกับฉันเป็นเหยื่อของการลักพาตัว
ฉันจำได้ว่าแม่ออกไปอย่างเร่งรีบ แล้วฉันก็ถูกจับโยนขึ้นรถ แล้วรถก็แล่นไปที่คฤหาสน์ยาสมินาซึ่งเป็นที่ที่ลัลลา มีนา อยู่กับพระพี่เลี้ยง ฌีนน์ รีเอฟเฟล
การถูกพรากจากอกแม่นั้นเท่ากับพรากชีวิตฉัน ฉันกรีดร้อง กระทืบเท้า พี่เลี้ยงลากฉันเข้าไปในห้องรับแขกแล้วล็อกประตูสองชั้น ปล่อยให้ฉันสะอื้นไห้ตลอดคืน
พ่อกับแม่ไม่เคยพูดคุยเรื่องนี้เลย หรือหากเคยอธิบาย ฉันก็ลืมไปหมดแล้ว แม่จะร้องไห้จนรุ่งสางเหมือนฉันหรือเปล่า แม่จะเปิดประตูเข้าไปที่ห้องของฉันแล้วสูดดมกลิ่นเสื้อผ้าฉัน นั่งบนเตียงฉัน หรือคิดถึงฉันหรือเปล่า ฉันไม่เคยกล้าเอ่ยถาม
 เมื่อเวลาผ่านไป การแยกกันอยู่เช่นนี้กลายเป็นสิ่งที่ฉันยอมรับได้ แม้จะยังโศกเศร้าอยู่ก็ตาม ฉันรักแม่มากและไม่มีความสุขที่ต้องอยู่ไกลท่าน ทุกครั้งที่แม่มาเยี่ยมกลายเป็นความทุกข์ทรมาน แม่จะมาตอนเที่ยงและกลับตอนบ่ายสอง เมื่อ
พี่เลี้ยงบอกว่าท่านจะมา ความดีใจของฉันมีมากมายมหาศาลเท่าๆ กับความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นหลังจากแม่กลับไป
คืนก่อนแม่มาเยี่ยม ฉันจะนอนไม่หลับ ตอนเช้า ฉันไม่มีสมาธิที่จะเรียน
ทุกชั่วโมงยาวนานไม่รู้จบ ตอนเที่ยงครึ่ง ฉันออกจากโรงเรียน และกิจวัตรเดิมๆ
ก็จะเริ่มขึ้น แม่จะรออยู่ ฉันวิ่งควบลงบันไดไปที่ห้องนั่งรอและหยุดก่อนเข้าห้องเพราะได้กลิ่นน้ำหอมแม่ ยี่ห้อเฌอ เรอเวียง โดยเวิร์ธ ห้วงเวลาสำคัญเป็นของฉันแล้ว
ฉันซุกหน้าลงในเสื้อนอกของแม่ที่แขวนอยู่บนเสาแขวนเสื้อ
แม่นั่งรออยู่บนโซฟา ทำไมแม่ถึงทักทายฉันด้วยท่าทีเรียบเฉยแบบนั้น เราควรจะพบกันท่ามกลางบรรยากาศหัวใจสลายและมีน้ำตาไม่ใช่หรือ ฉันจะตั้งสติให้ดีเสียก่อนแล้วค่อยจุมพิตแม่ให้เต็มรัก หลังจากนั้นไม่กี่นาทีที่พี่เลี้ยงอนุญาตให้เราได้อยู่ด้วยกันลำพัง ฉันจะแอบจูบมือแม่ ลูบไล้แขนแม่ แสดงความรักต่อแม่อย่างท่วมท้น ถึงมันจะกลายเป็นสิ่งที่ฉันไม่คุ้นเคยไปแล้วก็ตาม แต่ฉันยังต้องการมันอยู่
ที่โต๊ะ พี่เลี้ยงเป็นผู้ผูกขาดการคุยกับแม่และขัดขวางไม่ให้ฉันได้คุยกับท่าน ฉันไม่ยอมกิน ได้แต่เฝ้าดูท่าน ดื่มด่ำกับคำพูดของท่าน ปากที่เคลื่อนไหว ฉันต้องจดจำรายละเอียดให้ได้มากที่สุด แล้วฉายมันซ้ำๆ ทุกคืนก่อนจะนอนหลับไปในความอ้างว้าง ฉันภาคภูมิใจในความสวย ความสง่างาม และความอ่อนเยาว์ของแม่ ลัลลา มีนา เองก็ชื่นชมท่าน มันทำให้ฉันมีความสุขมาก
ทุกนาทีผ่านไปอย่างรวดเร็ว และฉันต้องกลับไปเรียน แม่มาเยี่ยมห่างขึ้นเรื่อยๆ และฉันก็ห่างเหินจากท่านขึ้นเรื่อยๆ บ้านของฉันไม่ได้อยู่บนถนนอัลเล
เดส์ แพรงแซสส์ อีกแล้ว แต่เป็นที่วังราบัต ฉันใช้ชีวิตอย่างสันโดษ ไม่เคยเห็นอะไรนอกกำแพงวัง
ฉันได้เห็นชีวิตจริงๆ ผ่านหน้าต่างรถหรูซึ่งขับพาเราจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง ชีวิตของฉันหรูหราสุขสบาย ได้รับการปกป้องจากโลกภายนอก เป็นชีวิตที่มาจากศตวรรษอื่น จากจิตวิญญาณอื่น วัฒนธรรมอื่น
ฉันใช้เวลาสิบเอ็ดปี กว่าจะหนีจากมันมาได้