Click to Sanskrit Homepage
   สินค้าในตะกร้า (จำนวน 0 เล่ม) check out
search
my lines

 

my bookmark

ข้อมูลหนังสือ

เดียวดายในเบอร์ลิน

Alone in berlin

ผู้แต่ง : ฮันน์ ฟาลลาดา
ผู้แปล : อุษา ฤทธาภิรมย์
ราคา 380  บาท 


add to cart


 

เรื่องย่อ


หัวหน้าคนงานผู้ตระหนี่ถี่เหนียวและเงียบหงิม เขาเดินตามท่านผู้นำต้อยๆ ไปกับวิสัยทัศน์อันยิ่งใหญ่ของนาซี แต่เมื่อสงครามเริ่มรุนแรง ลูกชายของชาวเยอรมันถูกส่งไปสนามรบและไม่เคยได้กลับมา เขาจึงเริ่มร่อนโปสการ์ดต่อต้านทั่วกรุงเบอร์ลิน!

ทดลองอ่าน


1 ข่าวร้าย
 
เอวา คลูเงอ พนักงานไปรษณีย์หญิง เดินขึ้นบันไดอาคารเลขที่ 55 ถนนจาบลอนสกี้อย่างเชื่องช้าเพราะเหนื่อยจากการเดินส่งจดหมาย แต่ยังมีจดหมายแบบนั้นอีกฉบับที่หล่อนไม่ชอบส่งเลย และหล่อนต้องส่งให้ครอบครัวควองเกลที่อยู่ชั้นสอง
ก่อนหน้านั้นหล่อนนำจดหมายข่าวจากพรรคไปส่งให้ครอบครัวเปอร์ซิเงอที่อยู่ต่ำลงไปอีกชั้น เปอร์ซิเงอเป็นเจ้าหน้าที่พรรคหรืออะไรสักอย่าง เอวามักจำสับสนเสมอ แต่หล่อนต้องจำให้แม่นว่าต้องส่งเสียง “ไฮล์ ฮิตเลอร์!” และต้องระวังปากระวังคำให้ดีเวลาอยู่บ้านนั้น ใช่ว่าหล่อนจะบ้าการเมืองหรืออย่างไร หล่อนเป็นผู้หญิงธรรมดาๆ คนหนึ่ง แต่ในฐานะผู้หญิงหล่อนคิดว่าเราไม่ควรทำให้เด็กเกิดมาในโลกใบนี้เพื่อที่จะถูกยิงตาย อีกอย่าง บ้านที่ไร้ผู้ชายนั้นแย่มากและตอนนี้หล่อนไม่เหลืออะไรเลย ไม่มีลูกชายทั้งสองคน ไม่มีบ้านดีๆ จะคุ้มหัว หล่อนต้องส่งจดหมายที่ไม่ได้เขียนด้วยลายมือแต่ใช้พิมพ์ดีดจากแนวหน้าอันเลวร้าย ลงชื่อโดยนายทหารประจำกอง
หล่อนกดกริ่งที่ประตูครอบครัวเปอร์ซิเงอและร้องว่า “ไฮล์ ฮิตเลอร์!” แล้วส่งจดหมายให้ชายแก่ขี้เมา ปกเสื้อของเขามีตราพรรคเย็บติด “ไง มีข่าวอะไรใหม่บ้าง” เขาถาม
“ยังไม่ได้ข่าวรึ ฝรั่งเศสยอมแพ้แล้ว” หล่อนตอบ
“เออ เรื่องนั้นฉันรู้แล้ว แต่ฟังเธอพูดสิเหมือนขายขนมปังธรรมดาๆ พูดให้มันฟังสำคัญหน่อย! เธอมีหน้าที่ต้องบอกข่าวนี้กับทุกคนที่ไม่มีวิทยุฟังนะ ต้องทำให้ไอ้พวกจอมโวยเชื่อมั่นให้ได้ บลิทซ์ครีก ครั้งที่สองกำลังจะมาแล้ว คราวนี้อังกฤษจะโดนบ้าง อีกสามเดือนไอ้พวกทหารอังกฤษจะตายหมด แล้วเราจะได้เห็นกันว่าท่านผู้นำ เตรียมอะไรไว้ให้พวกเรา จากนั้นจะถึงคราวของคนอื่นที่ต้องเสียเลือดเสียเนื้อบ้างล่ะ พวกเราจะเป็นผู้ยิ่งใหญ่ เข้ามาก่อนสิ มาดื่มเหล้าชนั๊ปส์กันหน่อย วันนี้เราต้องฉลองใหญ่ไม่ต้องทำงานแล้ว ตอนบ่ายจะไปเยี่ยมนังยิวแก่ที่ชั้นสี่ ดูซิว่าหล่อนจะเลี้ยงเค้กกับกาแฟเราไหม เราจะไม่สงสารนังนั่นกันแล้ว!” 
เอวาเดินหนีออกมา คนพวกนั้นเริ่มดื่มเหล้าชนั๊ปส์และพูดจาหยาบคายขึ้นเรื่อยๆ หล่อนปีนขึ้นบันไดไปอีกชั้น กดกริ่งหน้าประตูครอบครัวควองเกล ยื่นจดหมายและตั้งท่าจะวิ่งไปทันทีที่มาคนมารับ คราวนี้คนมาเปิดประตูไม่ใช่ตัวภรรยาซึ่งชอบทักทายหล่อนเสมอ แต่เป็นสามีผู้มีใบหน้าเหลี่ยมเป็นสันเหมือนนก ริมฝีปากบางเฉียบ แววตาเย็นชา เขารับจดหมายเงียบๆ แล้วปิดประตูใส่หน้าหล่อนราวกับหล่อนเป็นหัวขโมย
เอวายักไหล่ หันหลังเดินลงบันไดไป คนบางคนเป็นอย่างนี้ ตลอดเวลาที่หล่อนส่งจดหมายบนถนนจาบลอนสกี้ ผู้ชายคนนั้นไม่เคยพูดกับหล่อนเลย ช่างเถอะ หล่อนเปลี่ยนใครไม่ได้ กระทั่งชายที่หล่อนแต่งงานด้วย เขาใช้เงินสุรุ่ยสุร่ายไปกับการดื่มเหล้าและเล่นพนันม้า จะโผล่หน้ามาที่บ้านก็ตอนเงินหมดเท่านั้น
บ้านเปอร์ซิเงอเปิดประตูทิ้งไว้ ได้ยินเสียงแก้วกระทบกันกริ๊งกร๊าง หล่อนปิดประตูแล้วเดินลงบันไดไปพลางคิดว่าชัยชนะเหนือฝรั่งเศสที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วนี้อาจเป็นข่าวดีก็ได้ สงครามอาจสิ้นสุดเร็วขึ้น แล้วหล่อนจะได้ลูกชายทั้งสองคนกลับมา
แต่ที่น่าเศร้าก็คือ คนแบบพวกเปอร์ซิเงอนี่แหละที่จะขึ้นมามีอำนาจ ดูเหมือนมันจะไม่ถูกต้อง
หล่อนนึกถึงชายใบหน้าเหมือนนกเมื่อกี้แวบหนึ่ง แล้วนึกถึงคุณนายโรเซนธัลที่อยู่ชั้นสี่ สามีของหล่อนถูกเกสตาโปเอาตัวไปเมื่อสองสัปดาห์ก่อน คนแบบนั้นแหละที่ควรสงสาร สามีภรรยาคู่นี้เป็นเจ้าของร้านขายเสื้อผ้าผู้ชายเล็กๆ แถวตรอกเปรนซ์เลาเออร์ ซึ่งถูกจัดเป็นเขตสำหรับชาวอารยัน เท่านั้น ตอนนี้ชายผู้นั้นหายตัวไปทั้งที่อายุเกือบเจ็ดสิบแล้ว คนแก่ๆ สองคนนั่นไม่มีทางเป็นอันตรายกับใครได้เลย ทั้งคู่ยอมให้ลูกค้าซื้อเงินเชื่อ แถมยังเคยให้หล่อนติดเงินได้ ครั้งที่หล่อนไม่มีเงินซื้อเสื้อผ้าใหม่ให้ลูกๆ เอวานึกไม่ออกเลยว่าชายแก่อย่างโรเซนธัลจะเลวร้ายกว่าพวกเปอร์ซิเงอก็เพราะเขาเป็นชาวยิวเท่านั้น บัดนี้หญิงชรานั่งเดียวดายอยู่ในแฟลต ไม่กล้าออกไปไหนตอนกลางวัน หล่อนจะออกมาซื้อของเฉพาะตอนค่ำและมีดาวชาวยิวสีเหลืองติดบนอกเสื้อ หล่อนคงหิวนะ ไม่หรอก เอวาคิด แม้เราจะชนะฝรั่งเศสสิบครั้ง ก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีความยุติธรรมที่นี่...
หล่อนมาถึงบ้านหลังถัดไปเพื่อส่งจดหมายต่อ
ขณะเดียวกัน เมื่อหัวหน้าคนงานอ็อตโต ควองเกล รับจดหมายมา เขาวางลงบนจักรเย็บผ้า เขามักทิ้งจดหมายให้ภรรยาเป็นคนเปิด เขารู้ดีว่าเธอรักอ็อตโตบุตรชายคนเดียวมากแค่ไหน เขายืนตรงหน้าภรรยา รอหล่อนเผยอยิ้มสดใส เขารักผู้หญิงคนนี้มากแม้จะเป็นคนไม่ชอบแสดงออกก็ตาม
เธอฉีกซองจดหมาย ยิ้มออกมานิดหนึ่งแล้วมลายหายไปทันที ใบหน้าเปลี่ยนเป็นประหวั่นพรั่นพรึง อ่านช้าลงเรื่อยๆ ราวกับหวาดเกรงคำต่อไป เขาโน้มตัวมาหา รู้สึกได้ว่ามีสิ่งเลวร้ายเกิดขึ้น 
เธอส่งเสียงร้องออกมาเบาๆ เสียงที่เขาไม่เคยได้ยินมาก่อน แล้วล้มลง ศีรษะกระแทกหลอดด้ายแล้วฟุบทับจดหมายฉบับนั้น
อ็อตโตกระโดดเข้าไปหาภรรยา มือใหญ่กร้านจากการทำงานหนักตบหลังเธอเบาๆ “แอนนา เกิดอะไรขึ้นกับลูก”
เนื้อตัวเธอสั่นระริก ไม่มีเสียงตอบ เธอเงยหน้ามองเขา เขาก้มลงมองเรือนผมที่บางลงหลังแต่งงานมาหลายปี ทั้งคู่กำลังย่างเข้าสู่วัยสูงอายุ ถ้ามีเรื่องร้ายแรงเกิดขึ้นกับอ็อตโตละก็ เธอจะไม่มีใครให้รักอีกเลย เขาเองก็ไม่ใช่คนน่ารักอะไร เขาไม่เคยบอกว่ารู้สึกอย่างไรกับเธอ แม้ตอนนี้ สิ่งเดียวที่เขาทำคือ วางมือลงบนเรือนผมเธอแล้วพยุงศีรษะเธอขึ้นมา “บอกผมทีว่าจดหมายเขียนว่าไง” 
ดวงตาของเธออยู่ใกล้เขา แต่เธอหลับตาแน่นหน้าซีดเผือด ดูเหมือนว่าเนื้อหนังที่ห่อหุ้มกระดูกก็จะละลายหายไปด้วย เหมือนเขากำลังมองหัวกะโหลก มีเพียงแก้มและริมฝีปากของเธอที่ยังสั่นระริก
อ็อตโตจ้องใบหน้าที่แสนคุ้นเคยแต่บัดนี้ดูแปลกเหลือเกิน หัวใจเต้นแรง รู้สึกว่าไม่อาจปลอบประโลมเธอได้ เขากลัวเธอจะกรีดร้องดังกว่าเดิม เขาเป็นคนปิดตัวไม่ชอบแสดงความรู้สึก “จดหมายว่ายังไง บอกผมสิ แอนนา!” 
จดหมายอยู่ตรงหน้า แต่เขาไม่กล้าเอื้อมไปหยิบมาอ่าน เขารวบรวมจิตใจแล้วถามซ้ำ “เกิดอะไรขึ้นกับอ็อตโตเชน” 
การเรียกชื่อเล่นด้วยความรักที่เขาไม่ค่อยได้เรียกบุตรชาย ทำให้หญิงผู้นี้กลับมาจากโลกแห่งความเจ็บปวด เธอลืมตา “อ็อตโตเชนอะไรล่ะ ก็แค่ไม่มีอ็อตโตเชนอีกต่อไปแล้วเท่านั้น!” 
“อ้อ!”  ชายวัยกลางคนกล่าวเพียง “อ้อ!” จากก้นบึ้งของหัวใจ เขาปล่อยมือจากศีรษะภรรยาอย่างไม่รู้ตัว เอื้อมไปหยิบจดหมาย จ้องมองตัวพิมพ์ดีดแต่กลับตีความไม่ออก
ผู้เป็นภรรยาคว้าจดหมายไปฉีกเป็นชิ้นๆ อย่างเกรี้ยวกราดแล้วตะโกนใส่หน้าเขา “คุณจะอ่านไอ้เศษขยะที่พวกนั้นโกหกไปทำไม ที่ว่าเขาตายอย่างวีรบุรุษเพื่อท่านผู้นำกับแผ่นดินเกิดงั้นรึ บอกว่าเขาเป็นทหารตัวอย่างและสหายผู้แสนดี คุณอยากได้ยินแบบนั้นทั้งๆ ที่รู้อยู่แก่ใจว่า อ็อตโตเชนไม่เคยชอบทำอะไรมากไปกว่าเล่นง่วนกับชุดวิทยุของเขาแล้วร้องไห้ตอนถูกเกณฑ์ไปเป็นทหารน่ะ เขาพูดกับฉันว่ายอมตัดมือขวาทิ้งถ้าแลกกับการไม่ต้องไปรบได้ แล้วตอนนี้เขากลับกลายเป็นทหารดีเด่นที่ตายไปแบบวีรบุรุษงั้นรึ โกหก! แต่นี่คือสิ่งที่คุณได้รับจากสงครามบ้าๆ นี่ คุณกับท่านผู้นำของคุณ!” 
เธอยืนประจัญหน้าเขา ตัวเตี้ยกว่าเขามากนัก แววตาเป็นประกายวับอย่างกราดเกรี้ยว
“ผมกับท่านผู้นำของผมงั้นรึ” เขาพึมพำ “เขามาเป็นท่านผู้นำของผมตั้งแต่เมื่อไหร่ ผมไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคด้วยซ้ำ แค่อยู่ในอาร์ไบท์ฟรอนท์ที่ทุกคนถูกบังคับให้สมัคร ส่วนเรื่องลงคะแนนให้เขาน่ะ ผมก็ทำแค่ครั้งเดียว คุณก็เหมือนกัน”
เขาพูดช้าๆ ไม่เข้าใจว่าทำไมเธอหันมาต่อว่าเขา ทั้งสองมักมีความคิดเห็นตรงกันเสมอนี่นา...
หล่อนเอ่ยต่อไปอย่างเผ็ดร้อน “คุณมีสิทธิ์อะไรมาเป็นใหญ่ในบ้านและตัดสินใจทุกอย่าง แม้กระทั่งฉันอยากจะหาที่เก็บมันฝรั่งในห้องใต้ดินคุณก็ต้องเป็นคนบงการ แล้วกับเรื่องสำคัญขนาดนี้ คุณนั่นล่ะเป็นคนตัดสินใจผิด แต่คุณยังลากรองเท้าแตะเดินไปเดินมา คุณมันก็แค่อยากอยู่เงียบๆ คนเดียวเท่านั้น ไม่อยากให้ใครมาสนใจใช่ไหมล่ะ คุณถึงทำเหมือนคนอื่นๆ แล้วเวลาพวกนั้นตะโกนว่า ‘ท่านผู้นำ ออกคำสั่งมาเลยขอรับ พวกเราจะทำตามท่าน!’ คุณทำตามพวกนั้นยังกับแกะในฝูง ให้พวกเราที่เหลือเดินตาม แต่ตอนนี้อ็อตโตเชนตายไปแล้ว และไม่มีท่านผู้นำคนไหนในโลกทำให้เขาฟื้นขึ้นมาได้ คุณก็ทำไม่ได้เหมือนกัน!” 
เขาฟังหล่อนพร่ำรำพันโดยไม่โต้ตอบ เขาไม่ชอบการทะเลาะเบาะแว้งและรู้ดีว่าความเจ็บปวดทำให้เธอพูดแบบนั้น เขาแทบดีใจที่เธอด่าว่าเขา เพราะนั่นหมายถึงเธอไม่ยอมพ่ายแพ้ต่อความเศร้าโศก เขาพูดเพียงว่า “เราคนใดคนหนึ่งต้องเป็นคนบอกทรูเดล” 
ทรูเดลเป็นแฟนสาวของอ็อตโตเชน เกือบเรียกว่าเป็นคู่หมั้นก็ว่าได้ หล่อนเรียกทั้งสองว่าพ่อแม่ และตอนค่ำมักแวะมาคุยด้วยบ่อยๆ แม้ตอนอ็อตโตเชนไม่อยู่ ตอนกลางวันหล่อนทำงานที่โรงงานตัดเย็บเครื่องแบบแห่งหนึ่ง
อารมณ์แอนนาเปลี่ยนไปเมื่อพูดถึงทรูเดล หล่อนเหลือบมองนาฬิกาเหนือเตาผิงถามว่า “คุณพอมีเวลาก่อนไปเข้ากะไหม” 
“วันนี้ผมเข้ากะตั้งแต่ตีหนึ่งถึงสิบเอ็ดโมงเช้า พอมีเวลาอยู่”
“ดีแล้ว ไปสิคะ บอกแกมาหาเราหน่อยแต่อย่าพูดอะไรเรื่องอ็อตโตเชนนะ ฉันจะบอกเอง อาหารของคุณจะพร้อมตอนเที่ยงตรง” 
“ผมจะบอกให้แกมาหาคืนนี้” เขาพูดแต่ยังไม่ออกจากบ้าน จ้องมองใบหน้าเจ็บปวดของภรรยานิ่งๆ ทั้งสองมองตากันชั่วขณะ คนสองคนที่แต่งงานกันมาเกือบสามสิบปี เข้ากันได้ดีเสมอ เขาเป็นคนเงียบขรึม ส่วนเธอเป็นชีวิตชีวาของบ้าน
แต่ตอนนี้ ไม่ว่าจะจ้องหน้ากันอย่างไรก็พูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ออก เขาได้แต่พยักหน้าแล้วเดินออกจากบ้านไป
เสียงประตูปิด เธอหันกลับมาที่จักรเย็บผ้าแล้วกอบเศษจดหมายมารวมกัน พยายามปะติดปะต่อมันให้เหมือนเดิม แต่มันจะเสียเวลามากเกินไป เธอต้องรีบไปเตรียมอาหาร เธอจึงเก็บเศษจดหมายใส่ซองแล้วสอดไว้ในหนังสือสวดมนต์ ช่วงบ่ายที่อ็อตโตไปทำงาน เธอจะมีเวลามานั่งแปะเศษกระดาษด้วยกันให้เหมือนเดิม มันอาจเป็นเรื่องโกหกทั้งหมดก็ได้ เรื่องโกหกที่โง่เง่าโหดร้าย แต่กระนั้นมันก็เป็นข่าวสุดท้ายจากอ็อตโตเชนที่เธอจะได้รับ เธอจะเก็บมันไว้ให้ทรูเดลอ่าน ถึงตอนนั้น เธออาจพอร้องไห้ออกมาได้ เพียงแต่เวลานี้จิตใจของเธอยังร้อนรุ่ม ถ้าร้องไห้ได้ก็คงจะดีไม่น้อย
เธอสะบัดศีรษะอย่างหงุดหงิดแล้วเดินไปที่เตา