Click to Sanskrit Homepage
   สินค้าในตะกร้า (จำนวน 0 เล่ม) check out
search
my lines

 

my bookmark

ข้อมูลหนังสือ

หญิงใจเด็ด 7 ชื่อ

THE GIRL WITH SEVEN NAMES

ผู้แต่ง : ฮฺยอนซอ ลี
ผู้แปล : คำเมือง
ราคา 395  บาท 


add to cart


เฮียนเซียวลี สาวรุ่นเกาหลีเหนือ เดินข้ามแม่น้ำยาลูที่คั่นระหว่างจีนและเกาหลีเหนือเพื่อมาเยี่ยมญาติและอยากเห็นโลกทันสมัย เธอตั้งใจจะข้ามกลับไปในสองสามวัน แต่แม่โทรศัพท์มาห้ามเพราะทางการรอจับ เธอกลายเป็นผู้แปรพักตร์และรู้จักโลกเสรี
ที่ตรงข้ามกับสิ่งที่พรรคฝังหัว เธอต้องหาทางนำแม่และน้องชายออกมาจากเกาหลีเหนือ อันเป็นมาตุภูมิที่เธอรัก

 

เรื่องย่อ



ฮฺยอนซอ ลี สาวชาวเกาหลีเหนือที่มีชีวิตสุขสบาย
เพราะพ่อเป็นนายทหารอากาศ
บ้านของเธอตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำยาลู แม่น้ำสายแคบๆ
ที่กั้นกลางระหว่างจีนกับเกาหลีเหนือ
มันแคบจนสามารถขว้างก้อนหินไปยังฝั่งจีนได้สบายๆ   
 
คืนหนึ่งในเดือนธันวาคมปี1997
สาวน้อยวัย17 แอบเดินข้ามแม่น้ำมายังฝั่งจีน
เพราะอยากสัมผัสชีวิตทันสมัยของอีกฟากฝั่ง
ที่เธอได้รับรู้จากการแอบดูทีวี ซึ่งเป็นเรื่องผิดกฎหมายร้ายแรง
“เดี๋ยวฉันจะข้ามกลับมา” เธอบอกตัวเอง
เมื่อเหลียวกลับไปดูบ้านในเกาหลีเหนือ
แต่... เธอไม่อาจข้ามกลับไปได้

11 ปีต่อมา เธอตัดสินใจย้อนกลับไปยังจุดเดิม
เพื่อนำพาครอบครัวของเธอข้ามแม่น้ำมาสู่อิสรภาพ
ท่ามกลางอุปสรรคเลวร้ายนานัปการ

 

ทดลองอ่าน


เช้าวันหนึ่งในปลายฤดูร้อนปี 1977 หญิงสาวคนหนึ่งบอกลาน้องสาวที่ชานชาลาสถานีรถไฟเยซัน ก่อนจะขึ้นรถไฟไปเปียงยาง เธอได้รับอนุญาตจากทางการให้ไปเยี่ยมพี่ชายที่นั่น ความตื่นเต้นทำให้เธอแทบไม่ได้หลับเลยในคืนก่อนหน้านี้ ในใจของหญิงสาว
เมืองหลวงแห่งการปฏิวัติคือสถานที่ในตำนานที่เต็มไปด้วยความล้ำสมัย การได้เดินไปที่นั่นเป็นโอกาสที่หาได้ยาก
อากาศยังเย็นสบาย หอมอบอวลด้วยกลิ่นซุงจากโรงเลื่อยที่ตั้งอยู่ไม่ห่าง ความชื้นในอากาศยังไม่สูงเกินไปนัก ขบวนรถไฟเคลื่อนออกจากสถานี ล้อเหล็กบดรางส่งเสียงแหลมขณะมุ่งหน้าลงใต้ช้าๆ บนเส้นทางรถไฟสายเยซันอันเก่าแก่ที่ทอดผ่านขุนเขาสูงชันที่ปกคลุมไปด้วยต้นสนและโตรกผาสูงชันอยู่ใต้เงื้อมเงา
อันมืดครึ้ม มองลงมาเห็นสายน้ำอันเชี่ยวกรากจนแตกฟองฟู่ขาวเป็นครั้งคราว เมื่อการเดินทางผ่านไปช่วงหนึ่ง หญิงสาวพบว่ามีบางสิ่งที่ดึงดูดความสนใจของเธอมากกว่าทิวทัศน์ข้างนอก
  ตู้โดยสารเต็มไปด้วยนายทหารหนุ่มๆ ที่กำลังเดินทางกลับไปยังนครหลวงด้วยอารมณ์รื่นเริง แรกทีเดียวเธอรู้สึกว่าพวกนี้น่ารำคาญ แต่ไม่ช้าก็อดยิ้มไปกับการหยอกล้อตอบโต้กันของพวกเขาไม่ได้ เช่นเดียวกับผู้โดยสารอื่นๆ นายทหารหนุ่มเชื้อเชิญให้ทุกคนในตู้โดยสารร่วมเล่นเกมกับพวกเขาเพื่อฆ่าเวลา ทั้งเกมทายคำศัพท์และเกมทอยลูกเต๋า เมื่อหญิงสาวเป็นฝ่ายแพ้ในรอบหนึ่ง เธอถูกปรับให้ร้องเพลงหนึ่งเพลง
  ผู้โดยสารทั้งตู้เงียบเสียง หญิงสาวก้มลงมองพื้นรวบรวมความกล้าและลุกขึ้นยืนเอามือเกาะราวและวางกระเป๋าไว้เพื่อทรงตัว เธออายุยี่สิบสองปี ผมดำขลับถูกรวบหนีบกิ๊บไว้ เธอสวมเสื้อผ้าฝ้ายสีขาวพิมพ์ลายดอกไม้สีแดง เธอร้องเพลงจากหนังที่โด่งดังในเกาหลีเหนือของปีนั้นเรื่อง เดอะ สตอรี่ ออฟ เอ เจนเนอรอล (The Story of a General) เธอร้องได้ไพเราะเพราะพริ้งด้วยน้ำเสียงหวานสูง เมื่อเพลงจบลง ทุกคนบนตู้โดยสารต่างปรบมือให้ด้วยความชอบใจ
หญิงสาวทรุดตัวนั่งลง ตรงที่นั่งด้านนอกนั้นมีคุณยายกับหลานสาวที่นั่งคั่นกลางระหว่างทั้งสอง จู่ๆ ก็มีนายทหารหนุ่มในเครื่องแบบสีน้ำเงินอมเทามายืนตระหง่านเหนือพวกเขา เขาแนะนำตัวกับคุณยายด้วยความสุภาพอ่อนน้อม ก่อนจะอุ้มเด็กหญิงขึ้นแล้วนั่งลงแทนที่และวางเด็กหญิงลงบนตัก
  “บอกชื่อคุณให้ผมฟังหน่อย” คำแรกที่เขาพูด
นั่นคือที่พ่อและแม่ของฉันรู้จักกัน
  ท่าทางเขาดูเหมือนจะเชื่อมั่นในตัวเองมาก เขาพูดด้วยสำเนียงของชาวเปียงยางที่ทำให้แม่ของเธอรู้สึกเคอะเขิน เพราะเธอพูดสำเนียงทางเหนือของชาวเยซันที่แข็งกร้าว แต่ไม่นานนัก เขาก็ทำให้เธอหายอึดอัดลงได้ เขาเล่าว่าตัวเองก็มาจากเยซันเช่นกัน แต่มาอยู่ในเปียงยางเสียหลายปีและขายหน้าอย่างยิ่งที่ต้องยอมรับว่าพูดสำเนียงบ้านเกิดไม่ได้แล้ว หญิงสาวหลุบตาต่ำแต่แอบมองนายทหารหนุ่มเป็นครั้งคราว เขาไม่ได้รูปหล่อตามแบบที่นิยม คิ้วดกหนาโหนกแก้มสูงเด่น แต่เธอประทับใจกับท่าทางขึงขังแบบทหารและความเชื่อมั่นในตัวเองของเขา
  นายทหารหนุ่มบอกว่า เสื้อคลุมยาวของเธอสวย เธอยิ้มอายๆ หญิงสาวมักแต่งตัวให้ดูดีเพราะคิดว่ามันช่วยทดแทนรูปร่างหน้าตาที่แสนธรรมดาได้ ทั้งที่จริงๆ แล้วเธอสวยกว่าที่ตัวเองคิด ช่วงเวลาของการเดินทางผ่านไปอย่างรวดเร็ว ขณะที่คุยกัน เธอสังเกตว่าเขามองเธอจริงจัง แบบที่เธอเคยไม่เคยได้รับจากผู้ชายคนไหนมาก่อน มันทำให้หญิงสาวหน้าร้อนวูบวาบ
เขาถามอายุเธอก่อนจะพูดอย่างมีพิธีรีตองว่า “คุณจะอนุญาตให้ผมเขียนจดหมายถึงคุณได้ไหม”
หญิงสาวรับคำและบอกที่อยู่กับเขา
หญิงสาวจำเรื่องที่ไปเยี่ยมพี่ชายในเปียงยางได้ไม่มากเท่าไรนัก ในใจของเธอมีแต่ภาพนายทหารหนุ่มที่พบบนรถไฟกับแสงอาทิตย์ที่ส่องลอดต้นสนลงมาแต่งแต้มตู้โดยสารเป็นด่างดวง

เวลาผ่านไป ไม่มีจดหมายส่งมา หญิงสาวพยายามจะผลักเขาออกไปจากใจ เธอคิดว่าเขาคงมีคนรักอยู่ในเปียงยางแล้ว สามเดือนผ่านไป เธอเลิกผิดหวังและเลิกคิดถึงเขา
หกเดือนต่อมา ค่ำคืนหนึ่ง ครอบครัวของแม่อยู่กันพร้อมหน้าในเยซัน อุณหภูมิลดต่ำกว่าศูนย์องศาแต่ท้องฟ้าแจ่มใสติดต่อกันมานานหลายสัปดาห์แล้ว ทำให้บรรยากาศฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาวแสนงดงาม พวกเขาเพิ่งเสร็จจากการทานอาหารเย็น ก็พอดีได้ยินเสียงรองเท้าบู๊ตติดแผ่นเหล็กย่ำพื้นตรงมา ตามด้วยเสียงเคาะประตูหนักแน่น ทุกคนบนโต๊ะมีสีหน้าตระหนก ไม่มีใครคาดว่าจะมีคนมาหาดึกป่านนี้ ป้าคนหนึ่งของฉันลุกไปเปิดประตู แล้วลงท้ายร้องบอกกับแม่ว่า
“มีคนมาหาเธอ”
วันนั้นไฟดับ แม่จึงถือเทียนไขเดินไปที่ประตู ผู้ชายที่ต่อมาจะเป็นพ่อของฉัน ยืนอยู่ที่หน้าประตู สวมเสื้อกันหนาวตัวยาวแบบทหาร หมวกหนีบอยู่ใต้แขน หนาวจนตัวสั่นเทา เขาก้มหัวให้แม่พร้อมกล่าวคำขอโทษและเล่าว่า เขาถูกส่งไปซ้อมรบและไม่ได้รับอนุญาตให้เขียนจดหมาย รอยยิ้มนั่นนุ่มนวลและติดจะประหม่าน้อยๆ ไกลออกไปด้านหลัง ดวงดาวลอยต่ำเหมือนจะแตะยอดเขา
แม่เชิญพ่อเข้ามาในบ้าน ทั้งสองเริ่มสานสัมพันธ์กันตั้งแต่คืนนั้น
สำหรับแม่แล้ว สิบสองเดือนต่อจากนั้นเหมือนอยู่ในความฝัน แม่ไม่เคยรักผู้ชายคนไหนมาก่อน พ่อยังคงประจำการอยู่แถบเปียงยาง ดังนั้นทั้งสองจึงเขียนจดหมายหากันทุกสัปดาห์และนัดพบกันเป็นครั้งคราว แม่ไปหาพ่อที่ฐานทัพ ส่วนพ่อก็จะนั่งรถไฟมาเยี่ยมที่เยซันเพื่อให้ครอบครัวของแม่ได้ทำความรู้จัก สำหรับแม่แล้ว ช่วงเวลาที่ไม่ได้พบกันมีแต่การวาดหวังอันแสนหวานและฝันกลางวัน
ครั้งหนึ่งแม่เล่าให้ฉันฟังว่า ทุกอย่างในช่วงเวลานั้นล้วนเลื่อมพรายเต็มไปด้วยมนต์ขลัง ทุกคนดูจะมองโลกในแง่ดีและแม่อาจไม่ได้คิดฝันไปเอง
ในโลกสงครามเย็นกำลังดุเดือดถึงขีดสุด แต่เกาหลีเหนือกำลังสุขสมกับปีทองของตัวเอง การเกษตรให้ผลดีติดต่อกันมาหลายปี ซึ่งหมายความว่ามีอาหารเหลือเฟือ อุตสาหกรรมของประเทศถือว่าทันสมัยในโลกคอมมิวนิสต์ด้วยกัน เกาหลีใต้ศัตรูคู่แค้นของเรากำลังเผชิญความยุ่งยากทางการเมือง และแยงกี้ที่เราเกลียดชังเพิ่งจะพ่ายแพ้อย่างอเนจอนาถให้กับกองกำลังคอมมิวนิสต์ในเวียดนาม โลกแห่งทุนนิยมดูจะกำลังถดถอย ทั้งประเทศต่างเชื่อมั่นว่าประวัติศาสตร์อยู่ข้างเรา
เมื่อฤดูใบไม้ผลิมาถึงและหิมะบนยอดเขาเริ่มละลาย พ่อเดินทางมาเยซันเพื่อขอแม่แต่งงาน แม่รับคำทั้งน้ำตา ชีวิตมีความสุขสมบูรณ์ ยิ่งไปกว่านั้นคือ ครอบครัวของทั้งสองฝ่ายมาจาก ซองบุน ที่ดี ซึ่งนั่นทำให้คู่หนุ่มสาวมีสถานะอันมั่นคงในสังคม
ซองบุน คือระบบการแบ่งชนชั้นในสังคมเกาหลีเหนือ ครอบครัวของประชาชนจะถูกแบ่งเป็นกลุ่มจงรักภักดี กลุ่มที่อาจเปลี่ยนแปลงได้ และกลุ่มเป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐ ทั้งนี้ขึ้นกับว่าบิดาของครอบครัวนั้นทำอะไรในช่วงก่อน ระหว่างและภายหลังการก่อตั้งรัฐ ถ้าปู่ของคุณสืบเชื้อสายมาจากกรรมกรหรือชาวนาและเข้าร่วมการต่อสู้ถูกข้างในสงครามเกาหลี ครอบครัวของคุณจะถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มที่จงรักภักดี แต่ถ้าบรรพบุรุษของคุณเป็นเจ้าของที่ดินหรือเจ้าหน้าที่ที่ทำงานให้กับญี่ปุ่น ระหว่างการยึดครอง หรือเป็นคนที่หนีไปเกาหลีใต้ในช่วงสงครามเกาหลี ครอบครัวของคุณจะถูกจำแนกให้อยู่ในกลุ่มที่เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐ ภายในสามกลุ่มกว้างๆ นี้
ยังมีการจัดลำดับชั้นอีกห้าสิบเอ็ดชั้น เริ่มจากชั้นบนสุดที่เป็นของตระกูลคิมที่ปกครองประเทศ ไล่เรียงลงไปจนถึงนักโทษทางการเมืองที่ปราศจากความหวังว่าจะได้รับการปล่อยตัวเป็นชั้นล่างสุด สิ่งที่ตลกมากก็คือ รัฐที่เป็นคอมมิวนิสต์ได้สร้างระบบชนชั้นขึ้นในสังคม เป็นระบบที่ซับซ้อนและมีการแบ่งแยกชัดเจนเสียยิ่งกว่าในยุคศักดินาราชาธิปไตยเสียอีก คนที่อยู่ในกลุ่มเป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐ
ซึ่งประกอบด้วยประชากรประมาณร้อยละ 40 ของประเทศ เรียนรู้ที่จะไม่ฝันถึงชีวิตที่ดีกว่า พวกที่ได้รับมอบหมายให้ทำงานในฟาร์ม ในเหมืองหรืองานใช้แรงงาน
อื่นๆ มีแต่คนในกลุ่มจงรักภักดีเท่านั้นที่ได้อยู่ในเปียงยาง มีโอกาสได้เป็นสมาชิกพรรคแรงงานและมีอิสระในการเลือกอาชีพ ไม่มีใครเคยถูกบอกว่าตนเองถูกจัดอยู่ในลำดับชั้นไหนแน่ แต่ทุกคนจะรู้ได้ด้วยตัวเองเช่นเดียวกับฝูงแกะห้าสิบเอ็ดตัว
แกะทุกตัวจะรู้ว่าตัวไหนใหญ่กว่าและตัวไหนด้อยกว่าตัวเอง ความงดงามที่ยอกย้อนของระบบนี้คือ ง่ายเหลือเกินที่ใครสักคนจะตกต่ำลง แต่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะขยับสูงขึ้น แม้จะผ่านการแต่งงาน จะมีข้อยกเว้นก็แต่การได้รับความเมตตาเป็นพิเศษจากตัวท่านผู้นำสูงสุดเองเท่านั้น ชนชั้นสูงซึ่งมีจำนวนประมาณร้อยละ 10 – 15 ของประชากรทั้งหมด ต้องคอยระวังตัวไม่ให้ทำอะไรผิดพลาด
ช่วงเวลาที่พ่อและแม่ฉันพบกัน ซองบุน ของครอบครัวเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก มันเป็นเครื่องกำหนดชีวิตของทุกคน ตลอดจนชีวิตของลูกหลานต่อไปในอนาคต
ครอบครัวของแม่ฉันอยู่ใน ซองบุน ดีมาก คุณตาได้รับการยกย่องจากสิ่งที่ท่านทำระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ท่านเป็นวีรบุรุษที่แทรกซึมเข้าไปในสายงานตำรวจของจักรวรรดิญี่ปุ่นในยุคที่เกาหลีเป็นอาณานิคมของญี่ปุ่น คอยส่งข้อมูลให้กับสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ท้องถิ่นบนภูเขา ทั้งยังปล่อยบางคนจากห้องขังของตำรวจ หลังสงครามคุณตาได้รับเหรียญกล้าหาญและได้รับการยกย่องจากคนในชุมชนอย่างกว้างขวาง ท่านเก็บรูปเก่าแก่ที่สวมเครื่องแบบตำรวจญี่ปุ่นไว้ และเขียนอนุทินเล่าเรื่องของตนเอง แต่หลังจากท่านตาย คุณยายเก็บของพวกนี้เผาหมดเพราะเกรงว่าวันหนึ่งจะมีคนเข้าใจเรื่องพวกนี้ผิดซึ่งจะนำหายนะมาสู่ครอบครัว
คุณยายของฉันนั้นฝักใฝ่คอมมิวนิสต์อย่างออกนอกหน้าตั้งแต่เป็นนักศึกษาในมหาวิทยาลัย ท่านเรียนหนังสือในญี่ปุ่นในยุค 1940 และกลับมาเกาหลีพร้อมกับสถานะปัญญาชนคนชั้นสูง อีกสิ่งที่ท่านนำติดตัวกลับมาด้วยคือแนวคิดของคนที่มีการศึกษาอันละเอียดอ่อนซึ่งเป็นสิ่งหายากในหมู่ชาวเกาหลียุคสมัยนั้น ที่คนส่วนใหญ่ไม่จบชั้นประถมศึกษาเสียด้วยซ้ำ ท่านเข้าเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ตั้งแต่อายุสิบเก้า หลังจากแต่งงาน คุณตาย้ายมาอยู่ที่บ้านเกิดของภรรยาที่เยซัน แทนที่จะพาภรรยาไปอยู่บ้านตัวเองตามธรรมเนียม คุณตาได้ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ในฤดูใบไม้ร่วงปี 1950 ซึ่งเป็นปีแรกของสงครามเกาหลี กองทหารอเมริกันรุกเข้ามาในเมือง ท่านหนีเข้าไปอยู่ในภูเขาลึกเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกจับ ตอนนั้นอเมริกันค้นบ้านทีละหลังเพื่อควานหาตัวสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ คุณยายที่ตอนนั้นผูกลูกติดหลังอยู่ด้วยหนึ่งคน เป็นหนึ่งในจำนวนแปดคนที่ท่านมี เอาบัตรสมาชิกพรรคไปซ่อนไว้ในซอกอิฐของปล่องควัน
“ถ้าพวกอเมริกันเจอบัตรนั่นเข้าต้องยิงเราแน่” ท่านบอกเราอย่างนั้น
การที่คุณยายเก็บรักษาบัตรใบนั้นไว้เป็นอย่างดีเป็นการประกันสถานะที่ดีในซองบุนให้กับครอบครัว คนที่ทำลายบัตรทิ้งเมื่อกองทหารอเมริกันรุกใกล้เข้ามา
ในภายหลัง ถูกทางการจับตามองด้วยความหวาดระแวง บางคนถูกกวาดล้างอย่างไม่ปรานีและส่งตัวไปกูลักตลอดชีวิต คุณยายเอาเชือกมาร้อยบัตรสมาชิกพรรคห้อยคอซ่อนไว้ในอกเสื้อ

หลังคบหาดูใจกันมาได้สิบสองเดือน พ่อแม่ฉันควรจะแต่งงานกันได้แล้ว แต่เรื่องกลับไม่ได้เป็นอย่างนั้น
ปัญหาอยู่ที่คุณยาย ยายไม่ยอมอนุญาตให้สองคนแต่งงานกัน ท่านไม่ค่อยประทับใจพ่อของฉันและหน้าที่การงานในกองทัพอากาศสักเท่าไร ท่านคิดว่าแม่ควรจะมีโอกาสได้แต่งงานกับผู้ชายที่เลี้ยงดูแม่ได้ดีกว่านี้ แม้ว่าคุณยายจะได้ไปเล่าเรียนถึงญี่ปุ่นและมีสถานะในพรรคคอมมิวนิสต์สูงขึ้นเรื่อยๆ แต่ท่านก็ยังมาจากคนรุ่นที่เห็นว่าการจับคู่ที่เหมาะสมเป็นเรื่องถูกต้องกว่า ส่วนความรักเป็นเรื่องรอง ความมั่นคงทางการเงินเป็นเรื่องที่ต้องมาก่อน ถ้าโชคดีหลังจากอยู่กินกันไปแล้วคู่แต่งงานก็จะรักกันเอง คุณยายมองว่าเป็นหน้าที่ของท่านที่จะหาคู่ครองที่ดีที่สุดให้กับแม่ของฉัน เรื่องนี้แม่ไม่มีทางขัดใจท่านได้ การต่อต้านพ่อแม่เป็นเรื่องที่แม้แต่คิดยังทำไม่ได้
ปีทองอันแสนสุขของแม่เริ่มกลายเป็นฝันร้าย
จากเส้นสายที่มี คุณยายรู้จักผู้หญิงที่ดูดีมากคนหนึ่งซึ่งเป็นนักแสดงสังกัดอุตสาหกรรมภาพยนตร์ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในเปียงยาง น้องชายของผู้หญิงคนนี้เป็นนักการทูตทำงานในกระทรวงการต่างประเทศในนครหลวง จากนั้นก็มีการแนะนำให้แม่ได้รู้จักกับเขา แม่แทบไม่เชื่อว่าเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตตัวเอง ท่านไม่เคย
สนใจเรื่องการทูตแม้ว่าฝ่ายชายจะหน้าตาดีก็ตาม แม่รักอยู่กับพ่อ แต่ไม่ทันจะรู้ตัวก็มีการเตรียมจัดงานแต่งงานแล้ว
แม่หัวใจสลาย ตาบวมอยู่หลายอาทิตย์เพราะเอาแต่ร้องไห้ไม่ได้หลับนอน ความเจ็บปวดทำให้สิ้นหวังจนเกือบถึงที่สุด แม่ถูกสั่งให้ตัดความสัมพันธ์กับพ่อ เมื่อท่านเขียนจดหมายไปบอกพ่อ คำตอบที่ได้รับกลับมาสั้นนิดเดียว แม่รู้ว่าพ่อก็หัวใจสลายเช่นกัน
แม่แต่งงานกับนักการทูตจากเปียงยางในวันที่แดดสดใส อากาศเย็นในฤดูใบไม้ผลิปี 1979 งานแต่งจัดตามประเพณีดั้งเดิม แม่แต่งชุดประจำชาติผ้าไหมสีแดงปักลวดลายซับซ้อนที่เรียกว่า ชิม่า เจียวกอรี เป็นกระโปรงทรงสูง
มีเสื้อคลุมสั้นๆ สวมทับ ส่วนเจ้าบ่าวสวมสูทแบบตะวันตก หลังเสร็จพิธีคู่บ่าวสาวไปถ่ายรูปร่วมกับแขกเหรื่อที่เท้ารูปหล่อทองแดงของคิม อิลซุงที่ภูเขามานซูตามธรรมเนียม นี่เพื่อเป็นการแสดงออกว่า ไม่ว่าคู่สมรสจะรักกันดูดดื่มเพียงไร แต่ความรักที่มีต่อท่านผู้นำที่เปรียบเสมือนบิดาย่อมยิ่งใหญ่กว่า ในรูปไม่มีใครยิ้ม
แม่เริ่มตั้งท้องฉันตอนไปดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ ฉันเกิดในเยซัน เดือนมกราคม ปี 1980 ชื่อที่ถูกตั้งให้เมื่อแรกเกิดคือ คิม จิเฮ
ดูเหมือนว่าชะตาชีวิตทั้งของแม่และของฉันถูกกำหนดไว้แน่นอนแล้ว
อย่างไรก็ตาม ความรักได้กำหนดเส้นทางของตัวเอง ตัดทะลุแผนการที่คุณยายวางไว้เป็นอันดี เหมือนสายน้ำหาทางไหลลงสู่ทะเล

แม่ของฉันเกิดและโตมาในเยซัน เมืองหลวงของจังหวัดเรียงกัง ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ ภูมิภาคนี้เป็นภูเขาสูงที่อุดมไปด้วยต้นสปรูซ ลาร์ช และไพน์
มีพื้นที่เพาะปลูกน้อยมาก บางครั้งชีวิตก็ลำเค็ญ ในนิทานพื้นบ้านของเกาหลี ชาวเยซัน
มีนิสัยดื้อด้านหัวแข็ง พวกเขาคือคนที่รู้จักเอาตัวรอด คำพังเพยกล่าวว่า ต่อให้คุณเอาชาวเยซันไปทิ้งกลางมหาสมุทร พวกเขาก็จะหาทางขึ้นฝั่งจนได้
แม่ทนอยู่กับนักการทูตคนที่เป็นพ่อบังเกิดเกล้าของฉันไม่ได้และผละมาหลังจากฉันเกิด วิธีนับอายุของชาวเกาหลีนั้น เด็กมีอายุหนึ่งขวบเมื่อเริ่มต้นปีแรกของชีวิต ไม่ใช่เมื่อสิ้นสุดปีแรก ดังนั้นฉันจึงอายุหนึ่งขวบ
ทั้งสองหย่าร้างกันหลังจากนั้นไม่นาน คราวนี้เป็นทีของคุณยายบ้างที่จะเครียดจนนอนไม่หลับ การมีลูกสาวเป็นแม่ม่ายเป็นเรื่องน่าอับอายพอแก่เหตุแล้ว แต่ลูกสาวที่เป็นแม่ม่ายลูกติดยิ่งทำให้การจะจับคู่แต่งงานกับใครอีกสักคนเป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้ คุณยายยืนกรานให้แม่ยกฉันให้คนอื่นเลี้ยง
พี่ชายของคุณยายคนหนึ่งหาคู่แต่งงานหนุ่มสาวที่ชาติตระกูลดีในเปียงยางที่กำลังมองหาทารกมารับเลี้ยงให้จนได้ คนคู่นั้นเดินทางไกลมาจนถึงเยซัน เพื่อดูหน้าฉันและรับฉันกลับไปเลี้ยง พวกเขาเอาของเล่นมาหนึ่งลังพร้อมกับเสื้อผ้าดีๆ
สิ่งที่เกิดขึ้นในบ้านแย่มาก แม่น้ำตานองหน้าและปฏิเสธไม่ยอมยกฉันให้พวกเขา แม่ไม่ยอมให้ยายแย่งตัวฉันไปจากอ้อมแขน ข้างฉันก็เริ่มร้องไห้จ้า คู่หนุ่มสาวจากเปียงยางมองตาค้างเมื่อยายระบายโทสะใส่แม่ก่อนจะเปลี่ยนเป็นหวั่นวิตกและกลับมาเป็นฝ่ายอ้อนวอนเสียเอง ไม่ช้าพวกเขาสองคนก็เริ่มมีโทสะและกล่าวหาว่าครอบครัวของฉันหลอกลวงพวกเขา
หลังเกิดเรื่องนี้ไม่นาน แม่เดินทางไปยังฐานทัพที่พ่อผู้เป็นนายทหารของฉันประจำการอยู่ ในการกลับมาพบกันอย่างสะเทือนอารมณ์ พ่อยอมรับแม่ในทันทีและรับฉันเป็นลูกสาวโดยไม่ลังเล
ทั้งสองรักกันมาก จนที่สุดคุณยายยอมรับความพ่ายแพ้และเปลี่ยนความคิดที่มีต่อพ่อนับแต่นั้นมา พ่อมีบุคลิกที่มีอำนาจซึ่งทุกคนที่ได้พบรับรู้ได้ แต่ท่านก็เป็นคนสุภาพและใจดี ไม่ดื่ม ไม่เคยบันดาลโทสะ ความรู้สึกที่พ่อและแม่มีต่อกันลึกซึ้งเสียจนทำให้คุณยายกังวล ท่านเตือนทั้งสองว่า หากหนุ่มสาวรักกันดูดดื่มเกินไป มันจะบั่นทอนให้ความรักที่ควรจะยืนยาวชั่วชีวิตเหลือเวลาเพียงสั้นๆ และใครคนใดคนหนึ่งจะต้องตายตั้งแต่อายุยังน้อย
ในที่สุดพ่อและแม่ก็จะแต่งงานกัน แต่ตอนนี้พวกท่านกำลังเจอปัญหาใหม่ คราวนี้เป็นปู่และย่า หากรู้ว่าแม่เคยมีลูกกับผู้ชายคนอื่นมาก่อนแล้ว ต้องไม่เห็นด้วยกับการจับคู่คราวนี้แน่ ดังนั้นการมีตัวตนของฉันจึงถูกปิดเป็นความลับ อย่างไรก็ตามในเมืองอย่างเยซันที่คนส่วนมากรู้จักกัน ความลับแบบนี้ใช่ว่าจะปิดกันได้ง่าย ข่าวรั่วออกมาจนได้ ปู่กับย่ารู้เรื่องฉันก่อนวันแต่งงานของพ่อและแม่เพียงสองสามวัน พวกท่านไม่อนุญาตให้พ่อแต่งงานกับแม่ พ่ออ้อนวอนอย่างน่าเวทนา ท่านทนไม่ได้แน่นอนหากพลาดการแต่งงานกับแม่อีกเป็นครั้งที่สอง
ดังนั้นปู่กับย่าจึงยอมอนุญาตด้วยความไม่เต็มใจอย่างยิ่ง แต่กระนั้นก็ยังมีเงื่อนไขข้อหนึ่ง ต้องเปลี่ยนชื่อฉันเพื่อเป็นสัญญาณของการเข้าร่วมครอบครัวใหม่ ธรรมเนียมในเกาหลีเหนือก็เหมือนกับที่อื่น ถือเป็นเรื่องปรกติที่เด็กจะเปลี่ยนนามสกุลเมื่อแม่แต่งงานใหม่ แต่เป็นเรื่องไม่ปรกติมากที่จะเปลี่ยนชื่อตัวด้วย เรื่องนี้แม่ไม่มีทางเลือก ดังนั้นเมื่ออายุได้สี่ปี ฉันจึงเปลี่ยนทั้งชื่อและนามสกุลอีกครั้งหลังจากที่พ่อและแม่แต่งงานกัน ชื่อใหม่ของฉันคือ ปัก มินยอง
งานแต่งงานจัดขึ้นเงียบๆ ในเยซัน ครั้งนี้ไม่มีชุด ชิมา ชอโกรี เลื่อมลาย แม่สวมสูทเรียบเก๋ ส่วนพ่อสวมเครื่องแบบ ปู่กับย่าไม่ได้ซ่อนสีหน้าไม่พอใจกับครอบครัวของแม่
ฉันยังอายุน้อยเกินกว่าที่จะรับรู้ถึงความตึงเครียดเหล่านี้ ทั้งยังไม่ได้รู้ความจริงเรื่องพ่อแม่ กว่าความลับเรื่องนี้จะเปิดเผยก็ต้องอีกหลายปีให้หลังตอนอยู่ชั้นประถม ในใจฉันยังหวังว่าจะไม่เคยรู้เรื่องนี้ การรู้ความจริงทำให้หัวใจฉันสลายไปพร้อมๆ กับผู้ชายใจดีที่รักฉัน คนซึ่งฉันรู้จักมาตลอดว่าเป็นพ่อจนถึงเวลานั้น