Click to Sanskrit Homepage
   สินค้าในตะกร้า (จำนวน 0 เล่ม) check out
search
my lines

 

my bookmark

ข้อมูลหนังสือ

สุดทางที่ทิเบต

MY PATH LEADS TO TIBET

ผู้แต่ง : ซาเบรีย เทนเบอร์เกน
ผู้แปล : นิลุบล พรพิทักษ์พันธุ์
ราคา 370  บาท 


add to cart


เรื่องจริงของสาวตาบอดชาวเยอรมันปี1997 เธอบินข้ามน้ำข้ามทะเลมาจีนโดยลำพัง ท่ามกลางเสียงคัดค้านของทุกคน เพื่อเปิดโรงเรียนสอนคนตาบอดให้เด็กชาวทิเบต เธอขี่ม้ารอนแรมไปยังหมู่บ้านกันดารมากมาย และนำเด็กๆ มาเรียนที่โรงเรียนของเธอ เรื่องราวสุดแสนงดงามที่ไม่มีวันลืมเลือน

 

เรื่องย่อ



"เกซัง เมตก กลับมา!" เสียงร้องเรียกดังมาจากหุบเขาเบื้องล่าง
ฉันกระตุ้นม้าให้ไปต่อบนเส้นทางขรุขระและแนวหินชัน
ม้าหยุดเป็นระยะเหมือนจะหยั่งดูว่าหินก้อนไหนปลอดภัยที่สุด
แต่ฉันไม่อยากถอยกลับ ไม่อยากขัดสมาธิม้าที่กำลังควบ
หินร่วงลงมา ม้ากระโดดหลบอย่างห้าวหาญ ม้าของฉัน
เป็นม้าภูเขาพันธุ์พื้นเมืองตัวเล็กแต่ชำนาญการไต่เขา

หญิงสาวชาวเยอรมันวัย26
เธอสวย เธอฉลาด เธออ่อนไหว
แต่..เธอพิการทางสายตา
เธอออกเดินทางจากเยอรมนีไปยังทิเบตเพียงคนเดียว
เพื่อเปิดโรงเรียนสอนเด็กๆ ผู้พิการทางสายตา
ให้สามารถอ่านออกเขียนได้และพึ่งพาตัวเองได้เหมือนตัวเธอ

เรื่องจริง ชีวิตจริง คนจริง
เรื่องราวของความกล้าหาญและความงดงาม
ที่จะสร้างแรงบันดาลใจอย่างไม่รู้ลืม

ทดลองอ่าน


  “เกซัง เมตก! เกซัง เมตก!”
เสียงร้องเรียกฉันดังมาจากเบื้องล่าง ฉันขยับเท้ากระตุ้นม้าให้วิ่งต่อไปด้วยความสงบนิ่ง ม้าเหยาะย่างเท้าลงบนแนวหินชัน เส้นทางที่ขรุขระและหยุดเป็นช่วงๆ เหมือนมันจะหยั่งดูว่าหินก้อนไหนปลอดภัยที่สุด
  “เกซัง เมตก กลับมา!” น้ำเสียงหวาดหวั่นเหมือนมาจากที่ไกลแสนไกล แต่ฉันไม่อยากถอยกลับ ไม่อยากขัดสมาธิเจ้าม้าที่กำลังควบย่าง เส้นทางกลับไปอาจอันตรายกว่านี้ก็ได้ หลายครั้งหลายหนที่หินร่วงหล่นลงมาตามทางแต่ม้ากระโดดหลบอย่างห้าวหาญ ม้าของฉันเป็นม้าภูเขาพันธุ์พื้นเมืองตัวเล็กแต่ชำนาญการไต่เขา มีคนเตือนฉันแล้วว่า เจ้าม้าตัวนี้ทั้งดื้อทั้งพยศ มันชอบสะบัดคนขี่ให้หล่นไปจากหลังของมัน แต่ฉันเองก็ดื้อสุดฤทธิ์เหมือนกัน ฉันตั้งใจจะปราบ “เจ้าตัวร้าย” นี้ให้ได้ตอนนี้นักโปหรือที่เจ้าของมันเรียกว่า “เจ้าดำ” กำลังสงบ มีสมาธิดีมาก ฉันเรียนรู้วิธีจัดการกับม้าดื้อรั้นมาตั้งแต่เป็นเด็กแล้ว ม้าเป็นสัตว์อ่อนไหวและฉลาด ฉันวางใจมันได้เต็มที่
  “เกซัง เมตก” เสียงเรียกสะท้อนก้องมาจากด้านล่างอีก “พายุกำลังมา
  เราข้ามช่องแคบไม่ได้!”
  “เราต้องผ่านไปให้ได้!” ฉันตะโกนตอบไป “มีหมู่บ้านอยู่อีกด้าน เราหาที่กำบังตรงนั้นได้!”
ชาวนาเตือนเราแล้วว่าพายุใหญ่กำลังจะมา เขาบอกให้เราควบม้าไปถึงหมู่บ้านถัดไปให้เร็วที่สุด ภูเขาด้านนี้มีทุ่งหญ้าขึ้นแทรกเป็นหย่อมๆ ระหว่างกลุ่มก้อนหิน ซึ่งเราพอจะตั้งแคมป์ได้ แต่มันคงจะปกป้องเราตอนกลางคืนไม่ได้เจ้านักโปหยุดนิ่งฟังเราโต้ตอบกัน พอฉันส่งเสียงร้อง “เช้อะ” เบาๆ มันก็ออกวิ่งต่อ ฉันขี่ม้าตัวนี้มาห้าวันแล้ว เราสามารถสื่อสารระหว่างกันได้ ฉันไม่ต้องใช้แส้เพื่อรั้งบังเหียนหรือบีบต้นขาเพื่อกระตุ้นมันอีกต่อไปแล้ว แค่ออกคำสั่งและถ่ายน้ำหนักตัวนิดหน่อย ม้าก็เข้าใจ จู่ๆ ลมก็พัดแรงขึ้นมา ได้ยินเสียงอื้ออึงอยู่ในหู แรงลมคอยแต่จะกระชากกระเป๋าที่มัดไว้บนอานม้า ลมทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ แสดงว่าพายุกำลังไล่หลังเรามา โชคดีที่มันมาจากด้านหลังจึงไม่อันตราย แต่ก็บีบเราให้ต้องขี่ม้าอิงแอบแนบชิดภูเขาเข้าไว้ให้มาก
ได้ยินเสียงหอบเข้ามาใกล้ตัว ในที่สุดพวกเขาก็ตัดสินใจเสี่ยงขี่ม้าข้ามช่องแคบตามฉันมาด้วย พวกเขาลงจากหลังม้าแล้วจูงบังเหียนเดินหลบแรงลมข้างๆ มัน
  ฉันรู้สึกเป็นห่วงม้า จึงหย่อนสายบังเหียนและพยายามทำให้นักโปสงบแล้วเราก็ทำได้สำเร็จ ม้าของฉันยืนอยู่บนยอดเขา เหงื่อท่วมตัว มันหายใจฟืดฟาดแรงๆ พายุทำให้เราต้องเร่งข้ามมายังภูเขาอีกด้าน ฉันลงจากหลังม้ามายืนข้างๆ นักโป เพื่อหลบลมและรอคนอื่นๆ ที่กำลังตามมา เราผ่านสิ่งที่เลวร้ายที่สุดมาแล้ว ความเครียดทำให้ฉันอ่อนแรง แต่ที่ฉันไม่รู้ก็คือ สิ่งที่ฉันคิดว่าผ่านมันมาแล้วนั้น
ไม่อาจเทียบกับนรกจริงๆ ที่รอเราอยู่ข้างหน้า ทุกคนมาถึงยอดเขาพร้อมลมหายใจกระหืดกระหอบและส่งเสียงสบถดังลั่น จากนั้นขบวนของเราก็เดินทางต่อด้วยความอ่อนแรง เราต้องลัดเลาะไปตามแนวสันเขาแคบๆ ฉันออกนำไปก่อนกับนักโป ในใจภาวนาให้ภูเขาด้านนี้มีเส้นทางพอให้เราเดินทางต่อไปได้ ม้าของฉันแข็งแกร่งและกล้าหาญมากกว่าม้าตัวอื่นๆ มันจึงเป็นผู้นำ ดูเหมือนเจ้านักโปจะมีสัญชาตญาณพิเศษว่าจะก้าวย่ำไปทางไหนดี มันเลือกเส้นทางด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่งยวด มันทดสอบเส้นทางด้วยกีบเท้า พื้นดินร่วนรุ่ยอยู่ใต้การย่างเหยาะของมัน เศษหินกลิ้งตกลงไปในหน้าผาเวิ้งว้าง ไม่มีเส้นทางตรงราบเรียบเลย นักโปลังเลอยู่ครู่หนึ่งแล้วย่างเท้าต่อ มันกระโดดข้ามก้อนหินอย่างน่าหวาดเสียว เพื่อนร่วมทางเล่าให้ฉันฟังทีหลังว่า มันกระโดดข้ามรอยแยกที่ทั้งกว้างและลึกอย่างไม่น่าเชื่อ ตอนมันกระโดด โกลนซ้ายหลุดออกมา ฉันได้ยินเสียงดังแกร๊งกระทบหินเบื้องล่าง
 วินาทีนั้น ฉันรู้สึกหนาวยะเยือกขึ้นมาฉับพลัน ฉันพยายามรวบรวมสมาธิตั้งหลักใหม่ ไม่อยากวาดภาพว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากฉันทรงตัวอยู่บนอานม้าไม่ได้ แล้วเราก็ไปต่อด้วยความลำบาก ม้ากระโจนข้ามก้อนหินและน้ำที่ลึกขึ้นเรื่อยๆ
  “เกซัง เมตก!” น้ำเสียงระคนท้อแท้ คนอื่นๆ ต่างหยุดม้าที่อีกฝั่ง
  ฉันเดาว่าพื้นเรียบข้างหน้าคงเป็นเนินหินสูงขนาดย่อมๆ ฉันจึงรั้งบังเหียนเพื่อบอกให้นักโปหยุด “ฉันจะรอตรงนี้ ลองหาทางอื่นดู” ฉันตะโกนบอกพวกเขากลับไป ฉันรออยู่นานมากจนคิดไปว่า หรือพายุจะโยนพวกเขาลงหน้าผาไปแล้ว ครู่ต่อมา ฉันได้ยินเสียงพวกเขามาจากอีกด้าน แต่ก็ได้ยินเสียงอื่นตามมาด้วย เสียงฟ้าร้องไกลๆ ที่เขยิบใกล้เข้ามาทุกที “ไปต่อเร็วๆ !” พวกเขาร้องบอก ฉันจึงส่งเสียง   

“เช้อะ” บอกนักโป มันขยับตัวและก้าววิ่งต่อ พายุโหมกระหน่ำจนดึงเอาสายรัดอานม้าและพัดพาหมวกของฉันปลิวไป ฉันยอมปล่อยให้หมวกหลุดลอยไป เพราะชาวทิเบตเชื่อว่าจะเผชิญกับโชคร้ายถ้าหากเราเจอหมวกที่หายไป ตอนนี้ฉันต้องรับมือกับพายุที่เป็นปัญหาเฉพาะหน้า เสียงฟ้าร้องกัมปนาทราวกับพระเจ้าบนสรวงสวรรค์กำลังรบพุ่งต่อสู้กัน เศษผงเศษดินเศษทรายปลิวว่อนเข้าลูกตา ฉันต้องดึงผ้าพันคอมาปิดตา อันที่จริงฉันไม่ต้องใช้สายตาหรอก ที่ฉันต้องใช้มีเพียงหูและปากเพื่อปลุกปลอบม้าและต้องทรงตัวให้อยู่บนอานม้าได้อย่างปลอดภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสายรัดเริ่มคลาย สิ่งสำคัญอย่างเดียวคือ การเคลื่อนไหวภายใต้ตัวฉัน นั่นคือทุกก้าวกระโดดของเจ้านักโป
  “เกซัง เมตก!” เสียงร้องบอกมาจากข้างหลัง “ไปทางขวาอีกหน่อย! หน้าผาอยู่ทางซ้าย!”
  ม้าชอบวิ่งไปตามเส้นทาง ฉันรู้ว่าเท้าซ้ายของฉันห้อยต่องแต่งเมื่อโกลน (ที่วางเท้าเวลานั่งอยู่บนหลังม้า ทำด้วยเหล็ก รูปร่างคล้ายครึ่งวงกลมสำหรับเอาเท้าสอดเข้าไป มีสายห้อยต่อจากอานม้า) หลุดไป ฉันไม่สามารถบังคับม้าได้อีก ได้แต่หวังว่ามันคงรู้ว่ากำลังทำอะไร นักโปยกเท้าหน้าขึ้นรั้งเมื่อได้ยินฟ้าร้องใกล้ๆ ฉันได้ยินเสียงดังแคว้ก ตามด้วยเสียงหินกลิ้งหล่น เสียงร้องฮี้ๆ ของม้าที่ตกใจทำลายสมาธิฉัน เกิดอะไรขึ้นนะ? เสียงเหมือนหินก้อนใหญ่ตกลงไปในหน้าผาและดึงร่างคนหล่นลงไปแหลกเหลวอยู่ในหุบเขาด้านล่าง ฉันเป็นคนบังคับให้พวกเขาข้ามช่องแคบมา ไม่มีใครยอมปล่อยให้ฉันมาคนเดียว มันเป็นความผิดของฉัน หากเกิดเรื่องเลวร้ายขึ้น
ฉันพยายามรั้งนักโปให้อยู่ในทางแคบ ๆ แต่มันไม่ยอม เจ้านักโปทำถูกแล้ว แล้วนี่ฉันควรจะทำอย่างไร มันไม่ยุติธรรมถ้าหากฉันจะนั่งรอพวกเขาอยู่ตรงนี้ ฉันพยายามจะบังคับนักโปใหม่อีกครั้ง แต่มันเริ่มพยศเพราะมันต้องการลงจากเขา ฉันจึงต้องเหนี่ยวตัวลงจากหลังม้า เป็นการควบคุมเจ้านักโปที่เริ่มออกอาการพยศเพื่อให้มันอยู่นิ่งๆ ทันใดนั้น เสียงฟ้าผ่าเปรี้ยง! ดังลั่นสนั่นราตรี แล้วฝนก็เทลงมากระหน่ำใส่เราอย่างหนัก สายฝนทะลุทะลวงเสื้อผ้า เพียงครู่เดียวเนื้อตัวฉันก็เปียกโชกหนาวเย็นไปจนถึงกระดูก ฉันได้ยินเสียงฝีเท้าม้าที่ควบอย่างเร็วรี่ลงมาจากข้างบน “เกิดอะไรขึ้น” ฉันร้องถามออกไปในความมืด
  สายฝนที่เทครืนลงมาผสมเสียงลมพัดฮือๆ กลบเสียงพูดจนหมด กระทั่งพวกเขาเข้ามาใกล้ๆ ฉันถึงได้ยิน “ไปต่อ ไปต่อ ไม่มีอะไรหรอกแค่ทำของหล่น!” ฉันจึงเหนี่ยวตัวขึ้นนั่งบนหลังม้าใหม่และกระตุ้นให้นักโปวิ่งลงเขา ได้ยินเสียงเกือกม้ากระทบพื้นผสมผสานกับเสียงเสียดสีของรองเท้าคนขี่ม้าไล่ตามหลังมา เมื่อเราผ่านโขดหินเล็กๆ ไปได้แล้ว ฉันรู้สึกได้ว่าทางที่ม้าย่ำค่อยๆ ราบเรียบและกลายเป็นพื้นทรายในที่สุด
  เรากับม้าพบที่หลบฝนใต้หลังคาโรงนา ม้าตัวสั่นเทาเพราะทั้งเหนื่อยและหนาวเย็น แต่เราพักหลบได้ไม่นานนัก ชาวนาที่โมโหโกรธาก็โผล่มาจากบ้านแล้วไล่เราให้ออกไปกลางสายฝนอย่างเดิม ทำอย่างกับเราเป็นขโมย เราจึงต้องย้ายไปหาที่หลบฝนแห่งใหม่ที่บริเวณกระท่อมใกล้ๆ กัน แต่คราวนี้แย่ไปกว่าเดิมเพราะเจ้าของบ้านปล่อยหมาออกมาไล่เรา สภาพของเราคงดูไม่ได้จริงๆ
สุดท้าย เมียชาวนาคนหนึ่งก็เปิดหน้าต่างออกมาฟังเรา เตรอมายืนอยู่ตรงหน้าหล่อนพลางชี้ไปที่กองคาราวานเล็กๆ ของเราและบรรยายถึงการเดินทางอันยาวนานและเสี่ยงอันตรายของเรากับการควบม้าผ่านช่องแคบมา เธอชี้ให้ดูเสื้อผ้าที่เปียกโชกของเราและขาของเธอที่บาดเจ็บเพราะตกม้า
  “น่าสงสาร!” เมียชาวนาพึมพำด้วยความเห็นใจ แต่ก็ไม่ยอมต้อนรับเรา เตรอมาจึงเดินโขยกเขยกไปที่หน้าต่างพลางส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวด หน้าตาของเธอคงตลกมาก เพราะฉันได้ยินเสียงเมียชาวนาระเบิดหัวเราะชอบใจดังลั่น แต่ไม่รู้ว่ามันตลกหรือน่าสงสารเกินไป เธอจึงตัดปัญหาด้วยการผลุบหัวกลับเข้าบ้านพลางกระแทกหน้าต่างกระท่อมปิดใส่เรา
เราอับจนปัญญา ได้แต่ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นกับม้าท่ามกลางสายฝนที่เทกระหน่ำ ฉันขอร้องเตรอมาให้ช่วยใหม่อีกรอบ เธอร้องตะโกนออกไป  ในความมืดที่กระท่อมถัดไปอีกสองสามหลัง “เปิดประตูหน่อย!” พักใหญ่ๆ หน้าต่างสองสามบานก็เปิดออกมา
  “เราขอแค่หลังคาคุมหัวกับคอกม้าเท่านั้น” เตรอมาร้องตะโกนอย่างน่าสงสาร
  “พวกเธอมาจากไหน” ชาวนาอยากรู้
  เตรอมาบอกไปว่า เราขี่ม้ากันมานานกว่าสัปดาห์แล้วเพื่อบอกข่าวให้คนตาบอดได้รู้จักตัวเขียนแบบใหม่ “เกซัง เมตกเองก็เป็นคนตาบอด” เธอพูดพลางดันตัวฉันไปที่หน้าต่างเพื่อให้เขาเห็นฉันชัดๆ
  “โอ้โห! คนต่างชาติ” เสียงเด็กๆ ร้องด้วยความตื่นเต้น หัวเด็กๆ โผล่พ้นหน้าต่างเพื่อมาดูฉันกันใหญ่
  “เกซัง เมตก” น้ำเสียงเตรอมาเข้มเต็มไปด้วยอารมณ์ “เกซัง เมตกเดินทางมาจากตะวันตก เธอมาทิเบตคนเดียวเพื่อสอนคนตาบอด ของเราให้อ่านออกเขียนได้!”
  “ญิงเจ ใจดีมีเมตตาจริงๆ!” เสียงเมียชาวนาพึมพำพลางเดาะลิ้นแสดงความเห็นใจ แต่ก็แค่นั้น
ถึงตอนนี้เตรอมากลั้นโทสะไม่อยู่ เสียงเธอขาดเป็นห้วงๆ “ถ้าไม่ให้ที่หลบฝนเราคืนนี้ ใครๆ ก็จะพูดได้ว่าชาวทิเบตไร้น้ำใจ ปล่อยให้คนต่างชาติแข็งตายอยู่หน้าประตูบ้าน!”
การปลุกเร้าความภาคภูมิใจของคนพื้นเมืองได้ผล ประตูถูกเปิดออกช้าๆ เสียงชายชราที่ดูจะเป็นมิตรเอ่ยปากบอกเราว่า “เข้ามาสิ”