Click to Sanskrit Homepage
   สินค้าในตะกร้า (จำนวน 0 เล่ม) check out
search
my lines

 

my bookmark

ข้อมูลหนังสือ

กุลีอินเดีย

FREE MAN

ผู้แต่ง : อามาน เซธิ
ผู้แปล : คำเมือง
ราคา 370  บาท 


add to cart


ชายที่เราเห็นอยู่ตรงหน้า..แต่ไม่เห็น
ชายที่มีชีวิต... แต่ไม่มีตัวตน
ชายที่มีลมหายใจ... แต่ไม่มีอากาศให้หายใจ
ชายที่อยู่ท่ามกลางคนนับพันล้านของอินเดีย
ชายที่ตัดสินใจว่า ชีิวิตของเขาคือชีวิตของเขา
ชีวิตที่จะไม่ขึ้นกับใครหรือกับสิ่งใดๆ

 

เรื่องย่อ


ไอ้พวกบัดซบ ใครบอกแกว่า
กินเหล้าบนฟุตปาธได้ กลับไปกินที่บ้านไป๊”

“เราจะไปกินที่ไหนได้นายตำรวจซาหิบจ๋า
สีแยกนี่คือบ้านเรา ฟุตปาธนี่คือห้องนั่งเล่น”
***
ชีวิตกุลีของอัชราฟและผองเพื่อน
พวกเขาหาเช้ากินค่่ำ
กิน นอน ดื่ม และฝัน
อยู่ในตรอกข้างถนนกรุงเดลี
เมืองที่มีคนอารมณ์ร้าย 20 ล้านคน
เมืองที่มีสี่แยกเป็นบ้าน
มีฟุตปาธเป็นห้องรับแขก
มีบาร์เหล้าทำด้วยกระดาษแข็ง
มีร้านน้ำชาคล้ายซากฟอสซิล
แต่พวกเขาก็มีความสุขในแบบที่
คนอีกหลายล้านคนอาจไม่เคยมี

ชีวิตและความฝัน
ของชนชั้นกุลี..อิสระชนแห่งเดลี

ทดลองอ่าน


“ตอนอายุสี่สิบ” โมฮัมเหม็ด อัชราฟ พูดพลางบรรจงเคาะบุหรี่ยัดไส้กัญชาปลายแดงโร่ควันคลุ้ง “ผู้ชายจะเริ่มรู้สึกกลัวคนแปลกหน้า”
“งั้นเรอะ”
“ตอนอายุยี่สิบ ผู้ชายทำอะไรก็มักระวังตัว พอสามสิบจะหวั่นเกรงไปต่างๆ นานา สามสิบห้าจะขี้ระแวง แต่เรื่องความกลัวน่ะ มันจะมาเยือนตอนสี่สิบ”
“อัชชา-โอเค ไบแต่ตอนนี้ส่งบุหรี่มาได้แล้ว”
โมฮัมเหม็ด อัชราฟ เงยหน้าขึ้นมอง ความสงสัยเต้นเร่าในดวงตาแดงฉาน พวกเราที่นั่งล้อมวงกันอยู่มองตอบเขาอย่างกระหาย เขายกมวนกัญชาขึ้นสูบ “พออายุสี่สิบแขนขาจะอ่อนแรง ไหล่ลู่ลงอีกหน่อย หนวดย้อย เสียงเริ่มแตกพร่าเหมือนหีบเพลงเก่าๆ เพื่อนฝูงเอ๋ย ถ้ายังพอมีเหลืออยู่บ้าง..”
“ส่งมา อัชราฟ ไบ ส่งมาได้แล้ว” เสียงอู้อี้แต่เอาจริงนั่นดังมาจากที่ไหนสักแห่งในกลุ่มเรา สิบห้านาทีมาแล้วที่เรานั่งฟังอัชราฟอิ่มอกอิ่มใจกับเรื่องนั่งรถไฟฟรี ร่ายเรียงข้อดีของการติดคุก ลงท้ายด้วยการคว้าเสื้อมาม้วน อีกมือคว้าแปรงทาสีด้ามเรียวมาสาธิตเทคนิคการลอกหนังไก่ให้ดู พวกเรากลั้นหาว หดขานั่งขัดสมาธิแต่แล้วก็ต้องเหยียดออกไปเพื่อตบยุงที่รุมตอม อัชราฟอัดควันบุหรี่ยัดไส้กัญชา
ที่คีบไว้แน่นจนได้เถ้ายาวเฟื้อย
“โทษที ใครอยากได้ไอ้นี่บ้าง”
พวกเราขยับตัว ในวงสนทนาของเรามวนกัญชาเป็นตัวควบคุม ด้วยรูปร่างที่เหมือนไมโครโฟน ใครก็ตามที่มีมันไว้ในมือจะพลอยมีสถานะเป็นคนพูดไปด้วย แม้จะรู้สึกสบายตัวเพราะฤทธิ์กัญชาและอ่อนล้าเพราะทำงานหนักมาทั้งวัน แต่การสามารถเกาะกุมความสนใจคนรอบข้างได้อย่างง่ายดาย ทำให้อัชราฟกระตือรือร้น สายตาทุกคู่มองตามเมื่อเขายกมันแตะริมฝีปากก่อนจะสูดควันลึกยาวอย่างสะอกสะใจ เราพากันสูดตามเขาพลางนิ่วหน้าตามไปด้วยเมื่ออัชราฟสำลักควันขื่นเข้มและกลั้นหายใจรอให้เจ้าพืชเสพติดนั่นสำแดงอานุภาพลึกลับออกมา แล้วค่อยๆ ผ่อนลมหายใจช้าๆ เมื่ออัชราฟไล่ควันออกจากปอด
“อ้า..ส่งมาได้แล้ว อัชราฟ ไบ” รีฮานร้องบอกอีก สองคนสบตากันแวบหนึ่ง ไม่รู้ว่าการเร่งรัดอย่างหยาบคายหรือการครองแท่งกัญชานานเกินไป อะไรมีน้ำหนักมากกว่ากัน อัชราฟรู้ดีว่าเขาจะถ่วงเวลาไว้ได้โดยหนีบมวนกัญชาไว้จนกว่าจะเล่าเรื่องจนจบ แต่เราใจเย็นไม่ไหวแล้ว จริงอยู่ที่เรื่องของเขาน่าสนใจ แต่ในหัวใครสักคนคงจะเคาะบอกว่าหมดเวลาแล้ว ผมได้ยินเสียงนั่นฟังคล้ายใครเอาไขควงเคาะแก้วชา ฝีมือลาลลูนั่นเอง
ลาลลูดื่มวิสกี้หมดแก้ว รีฮานสูบ บีดีจนไฟลามถึงปลายนิ้ว ส่วนผมกำขอบบันไดคอนกรีตแน่น รู้สึกดีใจที่หัวไม่คะมำลงมาเสียก่อน
กัญชาถูกส่งต่อ รีฮานเป็นคนล่าสุดที่รับมาไว้ในความครอบครอง
เขาพยายามตรึงเราด้วยเรื่องหมูตัวผู้ในช่วงติดสัด เรื่องนกขุนทองตีกันและเรื่องโรครานิเคทที่ทำความเสียหายให้เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ปีกอย่างใหญ่หลวง
รีฮานรู้ว่าเวลาของเขาหมดแล้ว เขาเพียงรอให้คนที่นั่งทางซ้ายมือเงยหน้ามองและ
พึมพำเบาๆ แทบไม่ได้ยินว่า “จะส่งต่อหรือยัง”
ถ้าทำได้ ผมจะบอกรีฮานว่าไม่ต้องรีบร้อน ให้เขาดื่มด่ำกับรสกัญชาต่อไป แต่วิสกี้ทำให้ลิ้นคับปาก บุหรี่พื้นเมืองรสฉุนทำให้ลำคอร้อนผ่าว ผมกลัวว่ากัญชาจะทำเอาตัวเองถึงตายได้ รีฮานเอนหลังเล่าเรื่องยาวและตื่นเต้นที่สุดของเขา เริ่มจากตอนสองขวบ เดินเตาะแตะอยู่ในลานบ้านที่อุตตรประเทศ ท่ามกลางแดดจ้า ยืดยาวต่อมาจนถึงวันนี้ในอีกยี่สิบปีให้หลัง เล่าตอนเสียความบริสุทธิ์ หัดสูบบุหรี่ เลิกคุยกับแม่ ทะเลาะกับพี่ชายและมาสุมหัวกับคนกลุ่มนี้นอกบานหับหน้าร้านบนทางแยกในซาดาร์ บาซาร์
แต่ผมไม่กล้าพูด กลัวว่าถ้าพูดจะต้องอาเจียนเอา พาเนียร์ กับไข่ต้มที่เพิ่งกินเข้าไป ได้แต่หวังว่าพอรีฮานหยุดเล่าเรื่องตัวเอง เสาต้นใหญ่ที่มีกล้องวงจรปิดนั่นจะเลิกหมุน บันไดที่นั่งจะเลิกแกว่ง แสงไฟถนนจะหยุดสาดแสงจ้ากระจายเป็นดวงเล็กๆ นับพันๆ ดวง ถึงตอนนั้น ผมอาจจะอยากพี้กัญชาสักหน่อยก็ได้ ไม่ใช่เพราะผมอยากพี้นะ ไม่เลยล่ะ แต่ผมต้องทำ กัญชามวนนี้เหมือนทุกอย่างที่กำลังจะตามมา
ผมทำไปก็เพื่อการค้นคว้าเท่านั้น
*
“ผมกำลังตามหาผู้ชายที่ชื่อ โมฮัมเหม็ด อัชราฟ” ผมพูดกับชายร่างเตี้ยเสื้อผ้าสกปรกที่แนะนำตัวเองว่าชื่อลาลลู “ผมเป็นนักข่าว ปีที่แล้วผมสัมภาษณ์เขาไปเขียนบทความ”
โมฮัมเหม็ด อัชราฟ เป็นชายร่างเตี้ย ผอมบาง ผิวคล้ำ มีผมสีเทาแซมประปราย เขาฉลาด สุภาพ ดวงตาแดงก่ำ หนวดขริบเป็นระเบียบและปรับตัวเก่ง
ผมพบเขาครั้งแรกเดือนธันวาคมปี 2005 ตอนเขียนบทความเกี่ยวกับกฎหมายที่รัฐบาลเดลีเสนอให้คนงานก่อสร้างได้รับการประกันสุขภาพ ผมคุยกับ
ผู้เชี่ยวชาญทั้งหมดและได้ความเห็นหลากหลายเพื่อนำมาอ้างอิง เช้าวันหนึ่ง ผมมาที่นี่เพื่อคุยกับคนงานก่อสร้าง เพื่อจะนำมุมมองของพวกเขาใส่ไปในบทความด้วย
เท่าที่จำได้ อัชราฟเป็นคนให้สัมภาษณ์ที่ไม่เอาไหนเลย เขาไม่ชอบตอบคำถามตรงๆ แต่กลับใช้วิธีอ้างคำพูดอย่างเช่น “ถ้าคุณเคยเรียนจิตวิทยา คุณจะรู้ว่าหากเข้านอนโดยไม่ล้างเท้าคุณจะฝันร้าย” หลังจากแสดงความเห็นอันชวนสับสนแล้ว เขาจะปิดปากสนิท ไม่ยอมให้ความเห็นใดๆ เกี่ยวกับกฎหมายว่าด้วยผู้ใช้แรงงานก่อสร้างปี 1996 หรือกฎหมายใหม่ที่กำลังถูกเสนอให้นำมาใช้แทน
หกเดือนต่อมา ผมกลับมายัง ซาดาร์ บาซาร์ อีก ครั้งนี้มีเงินวิจัยสนับสนุน ผมมาตามหาอัชราฟคนเก่าที่ตอบคำถามชวนสะดุดใจ ผมคงต้องออกแรงมากหน่อยเพื่อให้เขาตอบคำถาม แต่ครั้งนี้ผมมีเวลา อีกทั้งผมและบรรณาธิการต่างเห็นตรงกันว่า
เรื่องราวของอัชราฟจะต้องเยี่ยมยอดแน่
“อัชราฟ อัชราฟ!” ลาลลูตะโกนเรียกตอนเราเบียดตัวแทรกเข้าไปในตรอกคดเคี้ยวเหมือนเขาวงกตหลังสี่แยกบารา ตูติ ใน ซาดาร์ บาซาร์ “มีไก่อ่อนชาวอังกฤษมาหาแกแน่ะ”
“ไก่อ่อนที่อยู่แต่ในห้องแอร์” รีฮานเสริม รายนี้เป็นเด็กหนุ่มวัยสิบแปดรูปร่างกำยำล่ำสันที่แถตามหลังมาติดๆ เรามาเจออัชราฟนั่งกุมหัวเมาค้างอยู่ในมุมมืดๆ ของบาร์นา แกลลี่ เขาจัดแจงเอากัญชาออกมาขยี้ มวน แล้วจุดสูบ
“คุณกลับมาอีก” อัชราฟว่าพลางดึงบุหรี่ออกมา “ตอนนี้เขียนเรื่องใหม่อยู่หรือเปล่า”
“เปล่า เปล่า” ผมตอบ “คราวนี้ผมมาเพราะโครงการค้นคว้า ผมอยากทำความเข้าใจเกี่ยวกับ มาซดูร์ ไค ซิงดาจี – วิถีชีวิตของผู้ใช้แรงงาน ผมอยากสัมภาษณ์คุณเพิ่ม”
“แล้วที่สัมภาษณ์ผมไปครั้งก่อนล่ะ ตัดบทความมาให้ดูหรือเปล่า”
“เปล่า”
“งั้นคราวหน้าเอามาด้วยนะ เอาชาหน่อยไหม”
อัชราฟจ้องมองบทความในนิตยสารที่ผมนำติดตัวมาด้วย พยายามไม่แสดงความผิดหวังออกมา “แต่ในนี้ไม่มีรูปผมเลย คุณให้ตั้งท่าถือแปรงทาสีถ่ายรูปแท้ๆ”
“ผมอ้างคำพูดคุณนะ” ผมอธิบาย “ตั้งสามที่”
“ข้อนั้นผมรู้ แต่ไม่มีรูปเลย”
นั่นคือจุดเริ่มต้นการสุมหัวระหว่างผมกับอัชราฟ ลาลลูและรีฮาน สามคนนี่เป็นกลุ่มคนงานก่อสร้างที่แปลกมาก อัชราฟไหวพริบดี ช่างคิดช่างฝัน ลาลลูเดินขากะเผลกข้างหนึ่งและคอยขัดคออัชราฟ รีฮานเป็นเด็กหนุ่มที่มีมวนกัญชาในมือ เงียบขรึมไม่ค่อยพูดจา เอาแต่เงี่ยหูฟังทุกเรื่อง บอกยากว่าสามคนนี้เข้ากันได้ดีหรือเปล่า แต่ใน บารา ตูตินี่ เรื่องการจะเข้ากันได้หรือไม่ ไม่ใช่เรื่องใหญ่ เรื่องขำขันของที่นี่ฟังดูน่ากลัวและไม่น่าขันสำหรับหูคนนอก เรื่องที่คุยกันก็อ้อมค้อมและมักลงเอยด้วย
ข้อยุติที่ไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่พูดเลย
“ฉันรู้จักผู้ชายคนหนึ่ง” รีฮานเคยพูดขึ้นมาลอยๆ “เขาฉีดยาใส่ไข่ตัวเองเอามัน
นายคิดว่าไง อามาน ไบ”
ไม่คิดอะไรเลยรีฮาน ว่ากันตามตรงนะรีฮาน ไม่คิดอะไรเลย
 

“อามาน ไบ” แม้เขาจะล้อเลียนผมมาหลายเดือนแล้วว่า ผมตระเวนไปรอบๆ สี่แยก บารา ตูติ เหมือนไก่หัวขาด แต่ผมก็ไม่ถือสารีฮาน เขาเป็นเด็กสุภาพ อย่างเช่นตอนนี้
เขาเรียกให้ผมตื่นจากภวังค์แล้วยื่นมวนกัญชาให้
“อา กัญชา” ผมพึมพำแทบไม่เป็นภาษา ว่ากันตามจริงแล้วผมไม่ควรสูบ
แต่หลังจากต้องฟังสามคนนี่บ่นเรื่องชีวิตย่ำแย่ของการทำงานก่อสร้างมาหลายเดือน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ต้องคอยหลบตำรวจ ความเศร้า ความเหนื่อยล้าท้อใจของการต้องย้ายถิ่นที่อยู่ นี่เป็นครั้งแรกที่ผมถูกชักชวนให้ร่วมวงทำอะไรสนุกๆ ด้วย เครื่องบันทึกเสียงของผมดูเหมือนจะเฉาไปตามวาระ บางทีถ้าผมจดบันทึกไปเรื่อยๆ
อาจจะได้อะไรดีๆ จากค่ำคืนนี้บ้าง
ดึกแล้ว ถนนด้านนอกที่หลบมุมของเราเริ่มทยอยปิด ร้านค้าปิดบานหับ
คนงานวางเครื่องไม้เครื่องมือ โลกค่อยๆ เยียวยาตัวเองเพื่อเตรียมรับมือกับวันพรุ่งที่แสนจะหนักหนา คนลากรถ คนขายบุหรี่ พ่อค้าและช่างซ่อม ช่างทาสีกับช่างประปา
มาซดูร์ และ มิสทราย ต่างนับค่าจ้างของวันนี้ ก่อนจะบ่ายหน้าไปร้านเหล้าที่มีอยู่ทุกมุม
ถนนในย่านตลาดร้านค้าที่แออัดแห่งนี้
ตรงจุดที่เราอยู่ เสียงอึกทึกจากถนนดังเข้ามาไม่ถึง ลาลลูเริ่มส่งเสียงกรนเบาๆ รีฮานขดตัวเหมือนทารก กัญชายังอ้อยอิ่งในมือผมเหมือนคำถามที่ยังไม่มี
คำตอบ อัชราฟกับผมนั่งเป็นเบื้ออยู่บนบันไดที่เราจับจอง มองหน้ากันด้วยดวงตา
ฝ้าฟาง “ไฟยังไม่ดับ อามาน ไบ ส่งมาดีไหม”